Innovation in a Virtual World
อินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงในนวัตกรรมในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ทำให้เกิดกรอบการทำงานใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป จนปัจจุบันได้มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 35 ล้านคนในปลายทศวรรษ 1990 จนถึงวันนี้คาดว่ามีผู้ใช้ถึงกว่าพันล้านคนทั่วโลก
โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่ง ที่มียอดขายประมาณ 600 ล้านเครื่องต่อปี ไม่ว่าจะในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือแม้แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาก็ตามต่างมีการใช้งานอยู่ในอัตราที่สูง
การพัฒนาดังกล่าวรวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรสู่การใช้สื่อต่างๆ มากขึ้น ทั้งอุปกรณ์ไร้สาย เคเบิล ดาวเทียม ฯลฯ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการติดต่อสื่อสารต่างๆ มากมาย อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ discontinuous ที่เปลียนสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิง เป็นแรงผลักดันที่เกิดจากเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ อย่างมากที่ต้องเผชิญกับการบริหารจัดการต่างๆ ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ หากย้อนกลับไปเมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมาจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันคือ เมื่อครั้งที่มีเครื่องจักรไอน้ำเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ช่วงแรกก็ประสบกับความล้มเหลว จนกว่าจะมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในภายหลังเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง แสดงให้เห็นว่าการมีเทคโนโลยี ไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จ แต่จะต้องมีนวัตกรรมควบคู่กับการวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ ด้วย
ในทำนองเดียวกัน ความต้องการของผู้บริโภคก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมรวมถึงการวางรูปร่าง แนวทางต่างๆ ในการก้าวเดินให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลง ทำให้ธุรกิจต่างๆ เช่น บริการธนาคารและประกันชีวิต ที่มีความต้องการการใช้ข้อมูลต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากในการจัดเตรียมและจัดหาข้อมูลต่างๆ ที่จะทำให้มีการเรียกใช้ได้อย่างรวดเร็ว
Richness และ reach เป็นคำสองคำที่มีการกล่าวถึงกันอย่างมาก โดย Boston Consulting Group ในฐานะที่เป็นเครื่องมือช่วยคิดเกี่ยวกับผลกระทบของ e-revolution
Richness หมายถึง เนื้อหาสาระ (content) ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารว่าน่าเชื่อถือและหลากหลายเพียงใด
Reach หมายถึง ขอบเขตในการให้บริการต่อผู้ที่ต้องการข้อมูลว่าเข้าถึงผู้บริโภคได้มากเพียงใด
ปกติแล้วถ้าได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง นั่นคือหากบริการดีมีข้อมูลมาก ราคาก็จะแพงตามไปด้วย ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้น้อย เช่น ธุรกิจธนาคารส่วนบุคคล (personalized bank) หรือแพกเกจท่องเที่ยวต่างๆ ที่ให้บริการผ่านที่ปรึกษาส่วนบุคคล เช่นเดียวกันสำหรับบริการที่ต้นทุนต่ำ ราคาถูก ที่สามารถเข้าถึงผู้ใช้บริการได้มากกว่านั้น มีแนวโน้มที่จะเป็นข้อมูลทั่วไปแบบ “one size fits all” จะไม่หลากหลาย โดยจะแข่งขันกันที่ต้นทุนต่ำ สิ่งที่เป็นพัฒนาการจาก ICT คือการเปลี่ยนสมดุลระหว่าง 2 ปัจจัยนี้ ทำให้สามารถให้บริการข้อมูลที่มากและหลากหลายและยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากอีกด้วย และนี่เองทำให้เกิดรูปแบบทางเศรษฐกิจใหม่
จากที่กล่าวมาแล้ว มีหลายธุรกิจที่เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการปรับความสมดุลระหว่าง Richness และ Reach เช่น เวบไซต์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว (last-minute.com) ธุรกิจการจัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ออนไลน์ www.amazon.com หรือธุรกิจค้าปลีก e-bay แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งที่ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ว่าถึงแม้การเปลี่ยนแปลงพัฒนาการต่างๆ ซึ่งเป็นทางเลือกของธุรกิจผู้ให้บริการข้อมูล อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง (discontinuity) แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่มีข้อมูลมากมายและลูกค้ายังคงบริโภคทั้งสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจค้าปลีกยังคงมีปัญหาในการขนส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้า
อีกนัยหนึ่งการบริหารนวัตกรรมยังคงต้องพิจารณาประเด็นต่อไปนี้
- การตอบสนองอย่างรวดเร็ว
- มีความร่วมมืออย่างแข็งขันกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
- การแข่งขันระดับโลกที่ระยะทางไม่มีความหมายอีกต่อไป
แต่ปัญหาสำคัญก็คือการทำความเข้าใจกับนวัตกรรมและสามารถนำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด