สำนักข่าว Dailymail.co.uk / Mailonline ตีพิมพ์เรื่อง 'So how much red meat can we eat? Latest warning suggests too much cause cancer'
.
แปลว่า "แล้วเราจะกินเนื้อแดง (สัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย ม้า หมู แพะ แกะ ฯลฯ) ได้เท่าไร? คำเตือนล่าสุดบอกว่า มากไปทำให้เสี่ยงมะเร็ง", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
คำแนะนำสุขภาพในอังกฤษ (UK) คือ ไม่ควรกินเนื้อแดงเกิน 500 กรัม = 5 ขีด/สัปดาห์ ซึ่งมีขนาดพอๆ กับเบคอน (หมูดองเค็มแผ่น) 3 แผ่นใหญ่
.
กลไกที่เป็นไปได้ คือ ชาวตะวันตก (ฝรั่ง) กินเนื้อ-ตับค่อนข้างมาก, กินไฟเบอร์หรือเส้นใยน้อย ทำให้มีระดับธาตุเหล็กในร่างกายสูง และอาจเสี่ยงต่อโรคหัวใจ-มะเร็งเพิ่มขึ้นได้
.
คนเอเชียส่วนใหญ่มีปัญหาต่างออกไป คือ กินเนื้อ-ตับค่อนข้างน้อย, กินไฟเบอร์หรือเส้นใยค่อนข้างมาก (เส้นใยทำให้ดูดซึมเหล็กได้น้อยลง), ทำให้เสี่ยงต่อโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก
.
คนที่กินอาหารแบบมังสวิรัติเพิ่มเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก ธาตุนี้มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง
.
ภาวะขาดธาตุเหล็กอาจทำให้มีอาการเลือดจาง หรือความเข้มข้นเลือดต่ำ ("เลือดลอย") ตอนไปตรวจก่อนบริจาคเลือดได้
.
วิธีตรวจเช็คง่ายๆ คือ เจาะเลือดตรวจดูว่า เป็นโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือไม่, ถ้ามีก็กินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็กเสริมได้
.
คำแนะนำใหม่ คือ ให้กินเนื้อที่ผ่านกระบวนการผลิต หรือเนื้อสำเร็จรูป (processed meat) ไม่เกิน 70 กรัม/วัน = ไส้กรอก 3 ชิ้น, สเต๊กชิ้นเล็กๆ 1 ชิ้น เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ (กินมากเสี่ยงมาก - กินน้อยเสี่ยงน้อย)
.
เนื้อสัตว์ใหญ่มีไขมันแฝงอยู่มาก (ในเนื้อไม่ติดมันก็มีไขมันแฝง) ทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวมาก เพิ่มเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 (พบในผู้ใหญ่ และเด็กอ้วน), มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม ปอด ต่อมลูกหมาก ฯลฯ
.
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ถ้าจะให้ดีที่สุด, ขอให้กินไม่เกิน 90 กรัม/วัน ซึ่งคนไทยจะคิดให้ง่ายขึ้น คือ 1 ขีด (1 ขีด = 100 กรัม)
.
ข่าวดี คือ ผักใบเขียว (leafy green vegetables) และผลไม้ (ควรเป็นผลไม้ทั้งผล หรือปั่นเป็นน้ำผลไม้รวมกาก-ไม่ทิ้งกาก) มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งได้
.
ทางเลือกที่น่าสนใจ คือ ให้ลองลดเนื้อลงสัก 1/2 (1/2 = ครึ่งหนึ่ง) และใช้โปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว โปรตีนเกษตร เต้าหู้ ฯลฯ แทนเนื้อ 1/2 แบบ "วัดครึ่งหนึ่ง-กรรมการครึ่งหนึ่ง" เช่น ใช้โปรตีนเกษตรผสมแทนเนื้อ 1/2 ในการทำกับข้าว ฯลฯ
.
อ.ดร.มาร์ติน สเคอร์ อธิบายว่า ถ้าเรากินอาหารหนักเนื้อหรือกินเส้นใยน้อย, จะถ่ายอุจจาระไม่บ่อย ทำให้อาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกิน 24 ชั่วโมง, เพิ่มเวลาที่สารก่อมะเร็งสัมผัสผนังลำไส้ใหญ่ และเพิ่มเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
.
ถ้าเรากินอาหารหนักผักผลไม้หรือกินเส้นใยมาก, จะทำให้เราถ่ายอุจจาระได้ทุกวัน ลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
.
สเต๊กเนื้อแดงไม่ติดมัน-ไม่ติดกระดูก (lean red meat fillet steak) มีไขมันแฝงอยู่ประมาณ 25% หรือ 1/4 ของน้ำหนักทั้งหมด
.
การที่คนอังกฤษ (UK) กินเนื้อมากขึ้น ทำให้โอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 1/12 (12 คนเป็นมะเร็ง 1 คน) เป็น 1/8 (8 คนเป็นมะเร็ง 1 คน)
.
อ.ดร.สเคอร์แนะนำว่า ถ้าอยากมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (แข็งแรง-โรคน้อย), ไม่ใช่ยืนยาวอย่างยอบแยบ (โรคเพียบ), ให้ลองกินแบบคนโบราณ (hunter-gatherer = คนสมัยก่อนยุคปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์ คือ พวกล่าสัตว์-กินพืชผักตามธรรมชาติ
.
คนสมัยโน้นกินผักผลไม้ (ผลไม้ทั้งผล ไม่ใช่ชนิดกรองกากทิ้ง) มาก, กินอาหารที่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์สูง, และไม่มีน้ำตาลทรายกิน
.
ฝรั่งมีรำข้าวขายเป็นอาหารเสริม (bran), ใช้เติมไปในอาหารมื้อต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง
.
เรามีรำข้าวเหลือจากการสีข้าวมาก, ถ้าเราวิจัยพัฒนาเป็นอาหารเสริมเส้นใย (ไฟเบอร์) ได้ และขอให้ทำแบบที่มีรสชาติดี-กลิ่นหอมหน่อยได้จะดีมาก
.
การกินอาหารที่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์สูง มีส่วนช่วยป้องกันโรคได้อย่างมากมาย ใช้ช่วยในโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก-ลดความอ้วน และถ้าใช้เป็นอาหารเสริมในคนที่เป็นเบาหวานก็น่าจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ในระดับหนึ่ง
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
-
Thank Dailymail.co.uk / Mailonline.
-
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 21 กุมภาพันธ์ 2554.
-
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>