งอกเงย..บทเรียนว่าด้วยเรื่องชาวนาและข้าวยังมิจบเพียงเท่านั้น แดดเก้าโมงเดินย่ำเท้าไปเรื่อยๆ สิบเอ็ดโมงไปแล้วเมื่อเด็กๆ ได้รับโจทย์ข้อต่อมา

 

 
“ต้องผลิตข้าวสารเพื่อนำไปหุงข้าวกินในมื้อเที่ยงนี้ ทำได้เท่าไรแต่ละกลุ่มกินเท่านั้น” เสียงตำข้าวจึงเร่งจ้ำตามแข่งกับแสงแดดกล้า
 
“แรงอย่างเดียวคงไม่ได้กินข้าว ต้องใช้ทั้งกำลังบวกสติปัญญา” เสียงบอกสอนของชาวนารุ่นปู่ย่า ทำให้เด็กๆ หยุดฟังเสียงร้อนรน และท่าทีวุ่นวายที่ได้เห็นค่อยทยอยเบาแรง
เด็กๆ ถูกปล่อยให้ชีวิตสอนการเอาตัวเองให้รอดในสถานการณ์แปลกหน้า..พวกเขาลงมือทำงานอย่างใส่ใจมากขึ้นเมื่อกติกาของชาวนาเริ่มต้น
ใกล้เที่ยงแดดกล้าเป็นกำลังเมื่อเขาเร่งลงเรือพาย..บ่ายหน้าฝีพายของตนเอง ฝีพายของพวกเขาอ่อนเยาว์แต่มากด้วยความตั้งใจ
 
ข้อสอบของครูชาวนา..คลี่ออก ท่ามกลางแววตาสนุกสนาน เด็กๆ แบ่งกลุ่มออกเป็นห้ากลุ่มเพื่อทำแบบทดสอบของชาวนาเล็กๆ ข้อสอบชุดนี้ออกแบบมาเพื่อสร้างและสรรให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าและการแบ่งปัน
ที่ดินถูกแบ่งสัดส่วนเพื่อปลูกเพาะพืชพันธุ์ไว้เก็บกินบนผืนดินชอุ่มไปด้วยพืชพรรณ เด็กน้อยพายเรือออกไปหาอาหาร พืชพรรณริมแปลงนาเหล่านั้นทำให้งานของชาวนางอกเงยและมีประโยชน์
 
“คงสนุกนะคะ ได้ยินเสียงหัวเราะกันทุกกลุ่ม” วงนินทาของครูในเครื่องแบบเฝ้ามองนักเรียนชาวนาน้อยๆ เหล่านั้นพร้อมด้วยรอยยิ้ม
 
“ออกมาเรียนนอกห้องแบบนี้สอนได้ถนัดทุกวิชาดีจริง” ครานี้เสียงนินทานั้นปนเสียงหัวเราะ
 
เด็กอีกกลุ่มออกไปสำรวจเพื่อนบ้านของพวกเขาด้วยรถกระแทะ...เพื่อนบ้านของชาวนาตัวเล็กๆ ต่างส่งยิ้มมาทักทาย เรือกสวนไร่นาบ้านอื่นๆ ก็ล้วนน่าสนใจและควรใส่ใจเช่นกัน มิฉะนั้นต้นข้าวคงโดดเดี่ยวน่าดูชม
“ลองเป็นคนขับและคนนั่งดูบ้างก็ได้” เด็กจึงได้เรียนรู้วิธีการเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี
 
“ลมเย็นจังเลย”
 
“โอ้..มะม่วงลูกดกจัง”
 
“ทำไมท้องนาถึงกว้างจัง” คำที่หล่นออกมาจากความรู้สึกเล็กๆ ของพวกเขารวมตัวกันจนดังคับหัวใจไปหมด
ใต้ร่มเงาของมะม่วงแม่ลูกดก ลมเย็นดีนัก ปูเสื่อแล้ววางสื่อการสอนมีชีวิต เด็กๆ เริ่มต้นเรียนรู้การประกอบอาหารจากการแปรรูปข้าวได้อีกหนึ่ง
 
“ขูดมะพร้าวก็ต้องการสมาธิ” เด็กชายมองมือครูชาวนาแน่วแน่ก่อนค่อยๆ ปฏิบัติอย่างตั้งใจ
 
“หนูเคยช่วยยายขูดมะพร้าว” เด็กหญิงก็พลอยบอกสอนประสบการณ์ผ่านการลงมือทำอีกทาง ลมไกวโยกชิงช้าใต้ต้นมะม่วง และไม่วายไกวหัวใจแห่งการเรียนรู้นั้นด้วย
“ข้าวทำเป็นอาหารได้ตั้งหลายอย่างเนาะ” สาวน้อยพยักเพยิดให้กับเพื่อนนั่งข้างๆ เมื่อลงมือโม้แป้งสำหรับทำครองแคลงเป็นของหวานเคียงอาหารกลางวัน
 
ท่าทีพิรี้พิไรนั้นเรียกรอยยิ้มให้กับคนรุ่นย่า หัวเราะหัวใคร่ไปกับชาวนาฝึกหัดตัวน้อย
 
ชาวนาไม่ได้ทำงานเพียงอย่างเดียว งานของชาวนาเริ่มต้นตั้งแต่รุ่งสางและหมดลงเมื่อค่ำคืนมาเยือน..เป็นภาพที่ปะติดปะต่อกันเป็นผืนนาผืนใหญ่ที่ใช้หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งโลก
 
กลับจากสวนริมท้องนา เด็กๆ หอบกล้วยใบโตมาฝาก..
 
“ข้างท้องนามีเต็มเลยครู..ครูธานี เขาให้” รอยยิ้มที่มอบให้ต่อจากคำว่าให้ทำให้ดวงหน้าของเด็กชายสว่างไสวนัก
ชาวนายิ่งสง่างามมากขึ้นกับกล้วยเครือใหญ่ของครูชาวนา ดวงตาของเด็กๆ ช่างฟ้องเสมอ วันนี้มันฟ้องว่าพวกเขาเต็มอิ่มกับความสุข..ริมท้องนา