ความจริงวันนี้ได้เข้าเน็ตน้อยที่สุด  เพราะมีหนังสือใหม่หลายเล่ม และอีกอย่างหนึ่งได้จัดระเบียบตู้หนังสือใหม่  มีประเภทสารคดี  นวนิยาย  วรรณกรรม  ธรรมะและคติธรรม  และมีปรัชญารวมอยู่บ้าง  ส่วนการ์ตูนและนิตยสารจัดไว้อีกมุมหนึ่ง  ก่อนหน้านี้บรรทุกไปมอบให้กับโรงเรียนไปเยอะแล้ว  ครั้งนี้ได้คัดเลือกหนังสือที่คิดว่ามีความหมาะสมสำหรับนักเรียนและครูได้แก่พวกสารคดีและวรรณกรรม  รวมทั้งได้จัดหาซื้อเพิ่มเติม  โดยจะนำไปมอบให้กับโรงเรียนบนดอยแห่งหนึ่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ถือเป็นการทำกุศลวันคล้ายวันเกิด

 

         ความตั้งใจจะมาตอบเม้นท์และทักทายเพื่อน ๆ ก่อนนอน  บังเอิญพบการเชิญชวนของคุณมะปรางเปรี้ยวว่ายังมีเวลาในการส่งบันทึกเกี่ยวกับความรักได้อีก  มีประเด็นตรงใจคือ "รักการอ่านหนังสือ"  จึงถือโอกาสร่วมกิจกรรมด้วยอีกหนึ่งบันทึก

 

        "ทำไมเธอจึงชอบอ่านหนังสือ" เป็นคำถามที่ถูกถามมากที่สุด  แต่ก็ไม่เคยให้คำตอบที่ตรงใจผู้ถาม  เพียงแต่บอกว่า "มันเป็นความสุขที่ได้อ่าน"  ความจริงแล้วคำตอบมันมากกว่านั้น  เหมือนที่ทุกท่านทราบกันมาแล้ว        

 

         วัยเด็กอยู่ในครอบครัวที่ทุกคนอ่านหนังสือ   เท่าที่จำได้ทุกคนมีหนังสือประจำของตนเองเช่น  "คุณพ่ออ่านบางกอก ฟ้าเมืองไทย ฟ้าเมืองทอง สามก๊ก  ล่องไพร  ร้อยป่า  เพชรพระอุมา  รามเกียรติ์ ผู้ดี  สี่แผ่นดิน  พลนิกรกิมหงวน  ฉันรักคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ฯลฯ  ส่วนคุณแม่อ่านสกุลไทยและสตรีสาร รวมทั้งหนังสือพิมพ์  และหนังสือคำสอนของพระพุทธทาสจะมีเป็นส่วนมาก"  ส่วนฉันถูกบังคับให้อ่าน "ชัยพฤกษ์ และฟ้าเมืองเด็ก และการ์ตูนสำหรับเด็ก" และจะพัฒนามีหนังสืออ่านหลายประเภทมากขึ้นทั้งครอบครัว

 

         การบังคับให้อ่านโดยวิธีการที่จดจำไม่เคยลืม "หากนั่งตรงไหน พ่อหรือแม่ก็จะหอบหนังสือมาวางให้ตรงหน้า แล้วแต่ว่าจะอ่านหรือไม่อ่าน"  หากเราไม่อ่านเราจะตอบคำถามเกี่ยวกับหนังสือไม่ได้  ก็จะถูกลงโทษตามวิธีการต่าง ๆ เช่นล้างรถ ล้างห้องน้ำ ตัดเงินค่าขนม และกักบริเวณโดยไม่สามารถติดตามพ่อแม่ไปงานหรือไปนอกบ้านได้ และต้องจ่ายค่าหนังสือเล่มใหม่ด้วยตนเอง

 

         ตอนที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย  และอยู่หอพักกับเพื่อนที่เรียนวิชาเอกภาษาไทย  "พวกเพื่อน ๆ มักจะนำหนังสือที่อาจารย์บังคับอ่าน   มาให้ฉันอ่านแทนและเล่าให้เพื่อนฟังก่อนที่จะไปสอบ" ทำให้มีโอกาสได้อ่านหนังสือดี ๆ โดยไม่ต้องซื้อหรือไปเช่ามาอ่าน

 

        หนังสือที่ชอบอ่านขึ้นอยู่กับวัยและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น  นอกจากหนังสือที่ถูกบังคับให้อ่านแล้วก็สามารถอ่านหนังสือของพ่อและแม่ได้อีก  ภายหลังได้พัฒนาขึ้นมาเป็นการซื้ออ่านเอง ได้แก่ประเภทนวนิยาย  เรื่องสั้น วรรณกรรมและเรื่องแปล

 

        ปัจจุบันมีนิตยสารที่เป็นสมาชิก ๓ เล่มได้แก่ ค คน/ ซีเคร็ท /และชีวจิต  ส่วนอื่น ๆ ได้แก่นวนิยายแปล วรรณกรรม และแนวพระธรรมคำสอน  หรือหนังสือที่น่าสนใจมากมายหลายเรื่อง  ยกเว้นเกี่ยวกับการสแกนกรรม หรือหนังสือดูดวงโชคชะตา และเกี่ยวกับดาราบันเทิง  หนังสือเหล่านี้ไม่เคยจับมาอ่าน

 

         หนังสือที่ชอบมากที่สุดอ่านเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาชื่อ "ความสุข" เขียนโดยคุณหมอประเวศน์ วะสี  เมื่ออ่านแล้วถูกใจก็จะแนะนำคนอื่นต่อ  ไม่ทราบว่าคนอ่านต่อถูกใจหรือไม่  จากการให้ยืมจึงเป็นการให้ลืม  เมื่อต้องการอ่านใหม่ก็จำเป็นต้องไปหาเล่มใหม่ เป็นแบบนี้เสมอตลอดมา

 

           หนังสือเล่มแรกที่ซื้อเอง  แบบแคะกระปุกคือ "คำสารภาพของมารีอังตัวแน็ตต์" แปลโดยนิดา  เอามาแอบอ่านเพราะกลัวถูกตำหนิจากพ่อแม่  แต่เป็นผลดีที่ต่อมาได้รับเงินรายเดือนเพิ่มเป็นค่าหนังสือจาก ก.พ. (กระเป๋าพ่อ) อีกเดือนละ ๓๐๐  บาท

 

        "นิดา" จึงเป็นนักแปลในดวงใจ  ที่สามารถแปลหนังสือเล่มนี้ให้เด็กอายุ ๑๓ ปี ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของต่างชาติน้อยมาก  ได้อ่านแล้วเข้าใจง่าย  เพราะการที่จะอ่านหนังสือแปลได้เข้าใจง่ายนั้น  ผู้อ่านต้องมีความรู้และประสบการณ์มามากพอ  โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของต่างชาติ  เพราะวัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสาร  แต่ในปัจจุบันมีนักแปลมากมาย  ขึ้นอยู่กับหนังสือแต่ละประเภทจึงมีนักแปลที่ชื่นชอบเพิ่มขึ้น

 

          วรรณกรรมเยาวชนที่ชื่นชอบมากที่สุด  และกำลังจะหามาอ่านอีกครั้งคือ BUD, NOT BUDDY เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ ย้อนยุคไปในช่วงเศรษฐิกจตกต่ำของสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๓๐ - ๑๙๓๙ (The Great Depression) สำหรับเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี ๑๙๓๖ ใช้สถานที่เมือง ฟลินท์ รัฐมิชิแกน ผู้แต่งคือ Christopher Paul Kertis

 

         ระยะหลัง (ในปัจจุบัน) ชอบหนังสือ "การเดินสู่อิสรภาพ" ของอาจารย์ประมวล  เพ็งจันทร์มากที่สุด  ส่วนเรื่องอื่นที่ได้อ่านหมายความว่าชอบทุกเล่มเป็นรองลงมา  มากมายไม่อาจเขียนให้ครบทุกเล่มได้

 

         การ์ตูนยังชอบอ่านอยู่คือ "หนูหิ่น" อ่านมาตั้งแต่เล่มแรกและไม่เคยขาด  เพราะชื่นชอบ "เอ๊าะ" นักเขียนการ์ตูนที่เขียนได้สร้างสรรค์  สามารถเชื่อมโยงภาษาพื้นถิ่นของตนเองให้ผู้อ่านได้เข้าใจ  ทำให้เกิดความกลมกลืนกับความต่างถิ่นต่างภาคได้ดี และการ์ตูนของเอ๊าะบูรณาการคุณธรรมลงไปในเนื้อหาถ้อยคำพุดและบทบาทของตัวละคร

 

         สำหรับนักเขียนใหม่ ๆ จะซื้อมาอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นักเขียนเหล่านี้  และมีผู้นิยมเขียนแบบถอดบทเรียนจากประสบการณ์กันมากขึ้น  ชอบอ่านเหมือนกัน  เพราะบทเรียนชีวิตหาไม่ได้ในตำราหรือในมหาวิทยาลัย  เพราะอย่างน้อยจะต้องประกอบด้วยความเป็นหนังสือดีอย่างใดอย่างหนึ่งอันได้แก่ความงามด้านเนื้อหา อ่านแล้วชวนติดตาม  ความงามด้านภาษา สามารถรับรสในภาษาที่สื่อสารได้  ความงดงามในด้านความคิด ได้แก่ข้อคิดและคติธรรม  ความงามในจิตสำนึก  คือสร้างสรรค์สำนึกดีให้แก่คนอ่าน 

 

         นักเขียนในดวงใจที่เห็นชื่อแล้วต้องซื้อ  เพราะความศรัทธามาอันดับหนึ่ง อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล  ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ  วินทร์ เรียววารินทร์ ไพรวรินทร์ ขาวงาม  ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา  ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ท่าน ว. วชิรเมธี  อัศศิริ ธรรมโชติ  ประภัสสร เสวิกุล  งามพรรณ เวชชาชีวะ ชาติ  กอบจิตติ คำพูน บุญทวี มาลา คำจันทร์ นักเขียนนวนิยายชอบ ว.ณ ประมวลมาร์ค กฤษณา อโศกสิน  โสภาค สุวรรณ สุวรรณี สุคนธา    ฯลฯ

 

         ภายหลังที่ได้อ่านงานแปล Osho ของ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด จึงนับว่ามีแฟนงานแปลเพิ่มขึ้นมาอีก ด้วยความศรัทธาเช่นกัน  ทำให้มีช่องตู้สำหรับจัดเก็บหนังสือที่แปลโดยอาจารย์ประพนธ์เพิ่มขึ้นมาอีก

 

         คำสอนของหลวงปู่ "ติช นัท ฮันห์" เป็นหนังสือแปลอีกเช่นกันที่มีไว้ไม่เคยพลาดแม้แต่เล่มเดียว  บางเล่มอ่านง่าย บางเล่มอ่านยากแต่จะพยายามอ่านหลายๆ เที่ยว  รอประสบการณ์แก่กล้าขึ้นจะกลับไปอ่านจะทำให้เข้าใจได้อีก

 

         หนังสือพระธรรมคำสอนนอกจากของหลวงปู่ติชฯ แล้วส่วนมากเป็นหนังสือของพระพุทธทาส  พระพรหมคุณาภรณ์ หลวงปู่ชา หลวงปู่เทียน  หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  พระอาจารย์ปราโมช และอื่น ๆ อีกหลายท่าน  หากมีโอกาสจะซื้อทันที

 

          การจัดเวลาสำหรับการอ่าน "อ่านทุกวัน อ่านได้หลายเวลา โดยอ่านสลับกันระหว่างหนังสือธรรมะกับหนังสืออื่น เช่นอ่านหนังสืออื่นประมาณ ๕๐ หน้าสลับมาอ่านธรรมะหรือเกี่ยวกับคำสอนประมาณ ๑ ตอน  เพราะต้องคิดและหยุดปฏิบัติตามไปด้วย  ยกเว้นหนังสือของ ดร.วรภัทร จะอ่านรวดเดียวจบ เพราะอ่านง่ายสนุกด้วย  และ การเดินสู่อิสระภาพ  อ่านแทบไม่วางจนจบเล่ม" ไม่มีวันไหนที่ไม่อ่าน  ในรถจะมีหนังสือไว้อ่านตอนรถติดไฟแดงนาน ๆ เสมอ

 

         "รักการอ่านหนังสือเพราะอ่านแล้วเพลิดเพลินและทำให้มีสมาธิ  บางเรื่องคิดไม่ออกหรือสงสัยมาเป็นเวลานาน  เมื่อได้อ่านหนังสือก็ทำให้เข้าใจ ที่สำคัญ "เราได้รู้ว่า ถ้าไม่อ่านก็ไม่รู้" นั่นเอง  และการอ่านทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น 

 

          เวลาแห่งความรักความสุขจากการอ่านคือ ตอนเช้ามืดหลังจากตื่นนอน หนังสือ ๑ เล่ม  เพลงเย็น ๆ โดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง และกาแฟดำ ๑ ถ้วย ใส่เพียง ๓ อย่างเท่านั้นคือกาแฟ ๒ ช้อน น้ำร้อน และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือต้องใส่ถ้วยกาแฟด้วย  "เกินบรรยายถึงความรู้สึก"

 

         ความตั้งใจอยากจะทำห้องสมุดที่บ้าน  และเปิดบริการสำหรับคนในหมู่บ้านให้มาอ่านหนังสือ  ซึ่งมีความคิดมานานแล้ว  นี่คือความรักและรักอยากจะทำในสิ่งที่รัก  ข้อขัดแย้งในความคิดเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ "เมื่อใครมาที่บ้าน็จะพูดเหมือนกันทุกคนว่าหนังสือเยอะจัง  แม้จะลุ้นให้เขาไปหยิบมาอ่านก็ไม่เป็นผล  หากหนังสือหรือนิตยสารวางอยู่ก็จะแค่พลิก ๆ ดูส่วนที่เป็นภาพ  หากไม่มีภาพก็จะวาง"  นับเป็นความสำคัญที่เริ่มต้นมาจากความรักและความศรัทธา

 

         จึงมีความเชื่อว่า "การอ่านเป็นเรื่องของการที่ได้รับการปลูกฝังและฝึกฝนกันมาจากครอบครัว เช่นเดียวกับการฝึกด้านอื่น ๆ"หลายครั้งที่ต้องการจะซื้อหนังสือให้เป็นของขวัญแก่ใคร ๆ แต่กลัวเขาไม่อ่าน  และเห็นคนไม่อ่านหนังสือก็เคยรู้สึกอยู่ในใจว่า "ทำไม ๆ ๆ ๆ "

 

         สำหรับวันนี้อ่าน "ศานติในเรือนใจ" ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เป็นข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขด้วย โดยหายใจเข้าและหายใจออกให้มีความสุขและผ่อนคลาย   และอ่าน นิตยสาร "ค คน" สลับกันไป  จึงอยากจะบอกว่าหายใจเข้ารักการอ่านหนังสือ หายใจออกอ่านหนังสือแล้วมีความสุข  หายใจเข้ารักดวงตา หายใจออกดวงตาแจ่มใส