เมื่อวาน ดร.ป๊อป ไปเยี่ยมบ้านน้องกรณีศึกษาวัย 16 เดือน ซึ่งได้ติดตามมาตลอดตั้งแต่เริ่มให้กิจกรรมบำบัดตั้งแต่น้องอายุ 2 เดือนครึ่ง และมุ่งหวังติดตามผลการพัฒนาเด็กสายตาเลือนรางจนถึงวัยเรียน
ลองคลิกอ่านความก้าวหน้าทางกิจกรรมบำบัดที่ผ่านมาจากหลายบันทึกต่อยอดกันไป ล่าสุดจากจาก http://gotoknow.org/blog/otpop/412268 และคราวนี้มีผู้สื่อข่าวคุณหลิงหลิงขอมาสัมภาษณ์ผู้ปกครองและสังเกตกิจกรรมเยี่ยมบ้านครั้งนี้ และจะนำข่าวโครงการ "หมออาสา มาหานะเธอ (กิจกรรมบำบัดกับการพัฒนาเด็กที่บ้าน) ไปนำเสนอเร็วๆ นี้ที่คลื่นสีขาวเพื่อเด็กและครอบครัว FM105
ดร.ป๊อป กับคุณหลิงหลิง ถึงบ้านน้องกรณีศึกษา เวลา 9.15 น. ก็ได้สังเกตการณ์ทักษะการรับประทานอาหารของน้อง ร่วมมือบ้าง หงุดหงิดบ้าง อาจเป็นเพราะมีคนล้อมรอบตัวน้องอยู่เยอะ น้องหันเหความสนใจจากสิ่งเร้าที่เป็นเสียงผู้ใหญ่เยอะมาก ที่สำคัญการจัดท่าทางล๊อกน้องกับเก้าอี้สูงหันข้างเข้าหาโต๊ะอาหารและการเน้นป้อนอย่างหลอกล่อจากคุณพ่อบ้าง คุณแม่บ้าง พี่เลี้ยงบ้าง คนละรูปแบบการฝึกทักษะชีวิต เช่น คุณแม่พูดคุยไปด้วยขณะป้อนอาหาร และแยกถ้วยข้าวที่สัมผัสเล่นได้กับข้าวที่ตักป้อน คุณพ่อตั้งใจจับมือน้องถือช้อนแล้วตักอาหารเข้าปากอย่างเงียบๆ พี่เลี้ยงร้องเพลงให้น้องโยกศรีษะไปด้วยก่อนป้อนข้าว เป็นต้น
คำแนะนำของ ดร. ป๊อป คือ ดึงความสนใจของน้องโดยการให้โอกาสเล่นสัมผัสอาหาร ตามด้วยตักอาหารด้วยช้อน (แนวขนานลำตัวและมีมือผู้ปกครองวางบนมือเด็กเพื่อคอยแนะนำทิศทางการตักอาหารเข้าปากบ้าง) และวางเก้าอี้สูงหันหน้าเข้าหาโต๊ะอาหารที่วางถ้วยอาหารหนึ่งถ้วย แล้วค่อยๆ ให้เด็กมองอาหาร สัมผัสช้อนและถ้วย (เล่นและกินใบเดียวกัน) ดมกลิ่นอาหาร ลิ้มรสอาหาร ไปพร้อมกัน อาจเปิดเสียงเพลงเบาๆ ไกลๆ แต่ไม่ควรร้องเพลงให้เด็กโยกศรีษะไปพร้อมกับการรับประทานอาหาร ที่สำคัญก่อนเดินมาที่โต๊ะอาหาร ต้องแนะนำให้น้องรับรู้เวลาและสถานที่การรับประทานอาหาร และหากน้องไม่สนใจและร้องจะเล่น ก็พาน้องไปเล่นในบริเวณที่ห่างจากที่รับประทานอาหาร เช่น ลานเล่นอิสระบนพื้นห้องรับแขกที่เดินมากกว่า 30 ก้าวไปที่รับประทานอาหาร หรือลานเล่นระบายแรงขับทางร่างกายอย่างสร้างสรรค์ชั้นบนของบ้าน มีการปูพื้นนิ่มเพื่อให้ได้วิ่งไล่จับ วิ่งเตะบอล วิ่งหยิบของเล่น คลานสลับวิ่งไปหาผู้ปกครอง โดยไม่หยุดนิ่งหรือนั่งเฉย ในเวลา 5 นาทีต่อรอบ (ทำ 3 รอบใน 1 วัน พบว่า ลดอาการกระตุ้นระบบทรงท่าของเด็กตามการกลอกตาไม่หยุดนิ่งแต่ความแรงของการกระตุกตาลดลง ลดอาการโขกหัวและวิ่งหมุนอย่างไม่มีความหมายนานกว่า 5 ครั้งใน 1-3 นาที)
เมื่อขออนุญาตติดตามดูกิจกรรมหลังทานอาหาร คือ อุ้มไปที่ห้องเล่นติดกับห้องอาบน้ำชั้นบนของบ้าน ผ่านบันไดและห้องพระที่มีแสงสลัว คุณพ่อ คุณแม่ และพี่เลี้ยง มีกระบวนการสอนให้เด็กเรียนรู้และเล่นอาบน้ำแตกต่างกัน เช่น คุณพ่อจับเด็กยืนพร้อมถือฝักบัวอาบน้ำให้ คุณแม่จับเด็กนั่งบนผ้ายางกันลื่นและจับมือเด็กถูตัว พี่เลี้ยงจับเด็กเล่นน้ำในขันและเป่าฟองสบู่ขณะอาบน้ำให้ เป็นต้น
คำแนะนำของ ดร. ป๊อป คือ ดึงความสนใจของน้องโดยให้โอกาสเดินขึ้นบันไดเอง 2-4 ขั้นจากห้องรับประทานอาหาร (ก่อนพาน้องเดิน ผู้ปกครองต้องเปิดไฟตรงราวบันไดและห้องพระให้มีแสงสว่างจากหลอดไฟและธรรมชาติที่เด็กรับรู้แสงได้ชัดเจน) จากนั้นอาจอุ้มมาหน้าห้องอาบน้ำ ให้เด็กใช้มือหนึ่งเกาะเก้าอี้ขณะผู้ปกครองช่วยปลดเสื้อผ้า แล้วให้เด็กนั่งบนพื้นปูยางนิ่มให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้การถอดแว่นตา การถอดเสื้อผ้า แล้วใส่ตะกร้าเอง โดยตำแหน่งสิ่งของเครื่องใช้ต้องไม่ย้ายไปที่อื่น ตามด้วยการปีนไปหยิบฝักบัวพร้อมรอเปิดน้ำ หรือปรับฝักบัวให้อยู่ในระดับที่น้องหยิบจับได้ (เลื่อนระดับได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) สอนเด็กให้มีโอกาสรดน้ำฝักบัวลงขัน เทสบู่เหลวผสมน้ำในขัน จับฟองน้ำจุ่มน้ำฟองสบู่ (อาจเล่นเป่าฟองสบู่ได้) แล้วถูตัว มีการสื่อสารถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนถึงการช่วยของผู้ปกครองล้างคราบสบู่ให้ทั่งตัว ตามด้วยการหัดเช็ดตัวด้วยผ้าขนหนู มาทาโลชั่น ทาแป้ง แต่งตัวช่วยกับผู้ปกครอง สวมแว่น หวีผม ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเด็กใช้เวลาเรียนรู้ทักษะชีวิตทุกกระบวนการไม่เกิน 10 นาที
เมื่อสังเกตเด็กเล่นอุปกรณ์ที่เคยวางไว้อย่างอิสระ น้องสามารถสำรวจและนำของเล่นมาเล่นเพียงช่วงความสนใจสั้นๆ จึงแนะนำให้ปรับรูปแบบตำแหน่งของเล่นให้ชัดเจน เน้นเลือกของเล่นที่เพิ่มความสามารถในการมอง การใช้มือ การสัมผัสเรียนรู้รูปทรงของเล่น และการเรียนรู้ตำแหน่งต่างๆ ที่ใช้เล่นได้นานกว่า 5 นาที มีการปรับนั่งเล่นบนพื้นที่มีการวางโต๊เรียนด้านหน้า (แบบพับได้) การเลือกหยิบของเล่นในชั้นวาง/ตู้ที่เด็กทำได้เองแล้วมานั่งเล่นโดยไม่เหม่อหรืออยู่กับตัวเองมากเกินกว่า 3 นาที จนถึงมีการปรับนั่งเล่นและเรียนภาพขนาดใหญ่บนโต๊ะนักเรียนในมุมที่สงบ เพื่อการฝึกเพิ่มสมาธิให้สนใจภาพสามมิติ หรือบุคคล หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งของ-สิ่งแวดล้อมอื่นๆ (สำหรับการสอนด้วยตัวอักษร การอ่าน และการเขียน จะพร้อมฝึกได้เมื่อเด็กรับรู้สิ่งต่างๆ แบบสามมิติ แม้ว่าจะรับรู้ความลึกด้วยการมองเห็นไม่ชัดเจน แต่น่าจะบูรณาการความลึกด้วยการสัมผัสแทนได้)
ทั้งหมดนี้เป็นองค์ความรู้ที่ ดร. ป๊อป และคุณพ่อคุณแม่ของกรณีศึกษาได้เรียนรู้เพื่อนำไปพัฒนาเด็กน้อยผู้น่ารักคนนี้อย่างมีความสุข ถึงเวลา 11.45 น.
ขอบคุณครับพี่โอ๋
คุณแม่ของกรณีศึกษาโทรมารายงานความก้าวหน้าเมื่อ 5 มี.ค. 54 ว่า "น้องไม่สั่นหัวหรือหมุนตัวเองไปมาแล้ว แต่จะหงุดหงิดบ้างถ้าขัดใจในการเลือกของเล่นในการฝึกกิจกรรมบำบัด พูดเป็นคำได้ 6 คำที่มีความหมาย มีบางคำที่เสียงไม่ชัดแต่น้องเข้าใจความหมาย ตอนนี้น้องจับช้อนทานข้าวได้ แต่ต้องช่วยเหลืออยู่ มีสมาธิในการหยิบจับสิ่งของดีขึ้น แต่คุณหมอพัฒนาการประเมินว่า น้องยังเขียนได้ช้า"
ดร.ป๊อป แนะนำว่า "เหตุผลที่น้องยังเขียนได้ช้า เพราะสหสัมพันธ์ของการทำงานระหว่างตาและมือต้องได้รับการฝึกมากขึ้น คุณแม่สามารถหาปากกาที่ไม่มีสารพิษและเขียนแล้วลบได้ ด้ามที่ใหญ่ของปากกา White board จะทำให้น้องเริ่มฝึกจับได้ เขียนอิสระ หรือหาตัวแม่เหล็กรูปการ์ตูนมาเป็นสื่อการเรียนรู้ หรือหาสีสะท้อนแสงมาเป็นสื่อในการเพิ่มความสนใจของกิจกรรมได้"
ติดตามผลความก้าวหน้าต่อไปราวเม.ย. 54
คุณพ่อของกรณีศึกษาโทรมาเล่าให้ ดร. ป๊อป ฟัง เมื่อ 18 มี.ค. 54 ว่า นักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายของ รพ. เอกชน แห่งหนึ่ง ได้ตรวจประเมินพัฒนาการด้านการสื่อความหมายของกรณีศึกษาด้วยการสังเกตแต่ไม่มีการตรวจกลไลทางการกินและกลืนใดๆ และคิดราคาค่อนข้างสูงมาก ไม่มีเอกสารยืนยันความผิดปกติ เพียงสนทนากับผู้ปกครองของกรณีศึกษาถึงความผิดปกติของความรู้สึกสัมผัสไวและช้าปนกันในช่องปาก พร้อมแนะนำให้เข้าโปรแกรมปรับพฤติกรรมของ รพ. ในสัปดาห์ถัดไป
คุณพ่อไม่แน่ใจว่าจะให้ลูกเข้าโปรแกรมข้างต้นหรือไม่ เพราะ ดร. ป๊อป ก็เคยตรวจด้วยการสังเกตและการจัดกิจกรรมการประเมิน พบความไวในช่องปาก และแนะนำวิธีการลดความไวเบื้องต้นซึ่งลดลงถึง 80% แล้วเมื่อให้กิจกรรมบำบัดที่บ้านกรณีศึกษาตอนอายุ 3-6 เดือน (นาน 3 เดือน) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ดร.ป๊อป จึงแนะนำให้พาน้องมาตรวจประเมินกับผมในฐานะนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมและอาจารย์ชนัตถ์ ผู้มีความรู้ทางเวชศาสตร์ของการสื่อความหมายจากต่างประเทศ ณ คลินิกกิจกรรมบำบัด ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ศาลายา ในวันจันทร์หน้านี้
21/3/54 F/U อ.ชนัตถ์ Speech Therapy & ดร.ป๊อป Occupational Therapy ได้สังเกตและประเมินความสามารถในการสื่อสารของกรณีศึกษานี้ พบว่า น้องมีความสามารถในการเรียนรู้เสียงที่มีความหมาย การใช้ภาษาท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า การเข้าหาคนแปลกหน้า แต่มีสภาวะไม่นิ่งเนื่องจากชอบสำรวจสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย เช่น ลายสีสดใส พลาสติกสะท้อนแสง เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น มีช่วงความสนใจในสิ่งของมากกว่าบุคคล ชอบสนใจของมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน เฉลี่ยแล้วมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งของหรือกิจกรรมหนึ่งอย่างไม่เกิน 3 นาที
สรุปคำแนะนำเพื่อการดัดแปรสิ่งแวดล้อมและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3 ข้อ คือ
1. หลังตื่นนอน ให้มีการทำกิจกรรมที่ใช้แรงกายในหลายรูปแบบ เช่น วิ่งเก็บของเล่นกลับไปมาเป็นเส้นตรง วิ่งเป็นวงกลม ลอดเก้าอี้ คลานสลับวิ่ง กระโดดและเต้นตามเสียงเพลง นาน 5 นาที และสลับนั่งกิจกรรมบนโต๊ะให้เรียนรู้ของเล่นหนึ่งอย่าง แต่มีขั้นตอนที่ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงช่วงความสนใจให้นาน 2 นาที และสลับนั่งทานอาหารถึงอาบน้ำพร้อมเรียนรู้ของใช้ต่างๆ
2. พยายามชวนถามตอบไปมา ในสิ่งหรือกิจกรรมที่เด็กสนใจก่อน พยายามอดทนและใช้เวลาสังเกตการเล่นเสียง และบันทึกเสียงและความหมายที่สอดคล้องกับภาษาท่าทางและอารมณ์สีหน้าของเด็ก อย่างน้อยวันละ 3 เสียง โดยไม่คาดหวังว่าจะต้องเป็นเสียงคำที่ถูกต้องเสมอไป อาจเพิ่มกิจกรรมการเป่า การดูด การพ่น การแลบลิ้น ระหว่างเล่นหรือทำกิจกรรมใดๆ ได้
3. ขณะทำกิจวัตรประจำวัน ให้ลองเปล่งเสียงที่มีความหมายและเป็นคำใหม่ที่เด็กควรเรียนรู้ เช่น หม่ำ + นม ฯลฯ ซัก 3 รอบ ก่อนให้โอกาสทำสิ่งที่เปล่งเสียงออกมา สังเกตเด็กเรียนรู้ได้เมื่อนิ่ง จ้อง ฟัง และพยายามเลียนเสียง อย่าบังคับและอย่าคาดหวังในแต่ละคำ บันทึกคำใหม่ๆ ใน 1 สัปดาห์ว่า มีกี่คำ แต่ละคำมีความถี่ที่เด็กเล่นเสียงเท่าไร
นัดติดตามผลที่บ้านเดือนเมษายน