วันแห่งความรักที่บริสุทธิ์

          ความรัก  ใคร ๆ ก็บอกว่าคือการให้ คือการเสียสละ ฯลฯ สาระพัดสาระพันตามที่ใคร ๆ จะนิยามเอาไว้  แต่จะมีสักกี่มากน้อยกันที่จะมอบความรักให้กับคนอื่นโดยในจิตใจนั้นปราศจากความปรารถนาที่จะได้รับความรักตอบแทนจากคนที่เรามอบความรักให้  ในโลกนี้เห็นจะมีอยู่ท่านหนึ่งก็คือ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  ศาสดาแห่งพระพุทธศาสนานั่นเอง  ซึ่งเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวกที่มาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 รูปนั้นได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4

          พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นมหาสังฆสันนิบาตอันประกอบไปด้วยเหตุอัศจรรย์ดังกล่าว จึงทรงเห็นเป็นโอกาสอันสมควรที่จะแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" อันเป็นหลักคำสอนสำคัญที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแก่ที่ประชุมพระสงฆ์เหล่านั้น เพื่อวางจุดหมาย หลักการ และวิธีการ ในการเข้าถึงพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันตสาวกและพุทธบริษัททั้งหลาย พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์เป็นพระพุทธพจน์ ท่ามกลางมหาสังฆสันนิบาตนั้นดังนี้

          ๑.สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง  การไม่ทำบาปทั้ง

          ๒.กุสะลัสสูปะสัมปะทา    การทำความดีให้ถึงพร้อม

          ๓.สะจิตตะปะริโยทะปะนัง   การทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส

          นี่แลคือการมอบความรักที่บริสุทธิ์ ปราศจากกองกิเลสทั้งปวง  เป็นการมอบความรักความปรารถนาดีเพื่อหวังให้มวลมนุษยชาติได้หลุดพ้นจากห้วงแห่งทุกข์และถึงบรมสุขอย่างแท้จริง และก็เป็นวันที่บรรดาพระสงฆ์สาวก ๑,๒๕๐ รูป ได้มีจิตอันประกอบด้วยความรักเทิดทูนบูชาอันบริสุทธิ์ต่อพระพุทธเจ้าตรงกันโดยมิได้มีการนัดหมายแต่ประการใดต่างฝ่ายต่างก็เดินทางกันมาคนละทิศคนละทาง แต่ล้วนมีเป้าหมายอันเดียวกัน คือมาถวายความรักความเทิดทูนบูชาต่อพระพุทธเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น 

          ดังนั้นวันมาฆบูชานี้จึงถือเป็นวันประกาศความรักความปรารถนาดีครั้งยิ่งใหญ่  ที่ควรค่าแก่การระลึกถึงและร่วมกันทำความดีโดยในปีนี้ ๒๕๕๔  ตรงกับวันที่ ๑๘  เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๕๔ จึงขอเชิญทุกท่านทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวันจะมีการบำเพ็ญบุญกุศลความดีอื่น ๆ เช่น ไปวัดรับศีล งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) ฟังพระธรรมเทศนา และไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ในเวลาเย็น

          โดยก่อนทำการเวียนเทียนพุทธศาสนิกชนควรร่วมกันกล่าวคำสวดมนต์และคำบูชาในวันมาฆบูชา โดยปกติตามวัดต่าง ๆ จะจัดให้มีการทำวัตรสวดมนต์ก่อนทำการเวียนเทียน ซึ่งส่วนใหญ่นิยมทำการเวียนเทียนอย่างเป็นทางการ (โดยมีพระภิกษุสงฆ์นำเวียนเทียน) ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โดยบทสวดมนต์ที่พระสงฆ์นิยมสวดในวันมาฆบูชาก่อนทำการเวียนเทียนนิยมสวด (ทั้งบาลีและคำแปล) ตามลำดับดังนี้

  1. บทบูชาพระรัตนตรัย (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อรหัง สัมมา ฯลฯ)

  2. บทนมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้า (นะโม ฯลฯ ๓ จบ)

  3. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อิติปิโส ฯลฯ)

  4. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:องค์ใดพระสัมพุทธ ฯลฯ)

  5. บทสรรเสริญพระธรรมคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:สวากขาโต ฯลฯ)

  6. บทสรรเสริญพระธรรมคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:ธรรมมะคือ คุณากร ฯลฯ)

  7. บทสรรเสริญพระสังฆคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:สุปฏิปันโน ฯลฯ)

  8. บทสรรเสริญพระสังฆคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:สงฆ์ใดสาวกศาสดา ฯลฯ)

  9. บทสวดบูชาเนื่องในวันมาฆบูชา (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อัชชายัง ฯลฯ)

        จากนั้นจุดธูปเทียนและถือดอกไม้เป็นเครื่องสักการะบูชาในมือ แล้วเดินเวียนรอบปูชนียสถาน 3 รอบ โดยขณะที่เดินนั้นพึงตั้งจิตให้สงบ พร้อมสวดระลึกถึงพระพุทธคุณ ด้วยการสวดบทอิติปิโส (รอบที่หนึ่ง) ระลึกถึงพระธรรมคุณ ด้วยการสวดสวากขาโต (รอบที่สอง) และระลึกถึงพระสังฆคุณ ด้วยการสวดสุปะฏิปันโน (รอบที่สาม) จนกว่าจะเวียนจบ 3 รอบ จากนั้นนำธูปเทียนดอกไม้ไปบูชาตามปูชนียสถานจึงเป็นอันเสร็จพิธี