สาระสำคัญ
เราควรเรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นด้วยความเคารพ และไม่ควรแสดงออกให้ผู้อื่นรู้สึกด้อยค่า เสียความรู้สึก หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอื่น ๆ ไม่ว่าด้วยคำพูดหรือการกระทำ หากตระหนักว่าตนได้กระทำการดังกล่าว ต้องกล้าหาญที่จะขอโทษและรับผิดชอบให้สิ่งที่ตนเองกระทำ ในทำนองเดียวกัน หากมีผู้ปฏิบัติเช่นนั้นต่อเรา ก็ต้องกล้าบอกถึงความไม่พอใจ และพร้อมให้อภัยหากอีกฝ่ายหนึ่งของโทษหรือแสดงความรับผิดชอบ
จุดประสงค์
- บอกความแตกต่างระหว่างขอเท็จจริงและข้อคิดเห็นได้
- ระบุวิธีการแสดงความรับผิดชอบเมื่อทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสียใจ
ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน
- แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละไม่เกิน 7 คน แจกกรณีศึกษา “เรื่องของพิงกี้” ให้กลุ่มละ 1 แผ่น โดยให้แต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนความเห็นและตอบคำถามลงบนกระดาษบรู๊ฟ ว่า ก.นาธานกำลังรู้สึกอย่างไร และ ข.พิงกี้ควรทำอย่างไร
- ให้เวลากลุ่มย่อย 15 นาที
- อาสาสมัคร 1 กลุ่มออกมานำเสนอ จากนั้นถามกลุ่มอื่น ๆ ให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากกลุ่มแรก
- ผู้สอนใช้คำถามต่อไปนี้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน
- พิงกี้ใช้อะไรเป็นการสรุปว่ากระเป๋าหาย สิ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อคิดเห็น
- ในกรณีของพิงกี้ หากไม่มีใครยอมรับผิดหรือขอโทษ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
- เวลาที่เราทำผิด และรู้ว่าควรขอโทษ แต่เราลังเลที่จะเอ่ยปาก เป็นเพราะเหตุใด
- ถ้านักเรียนเป็นฝ่ายถูกเข้าใจผิดเหมือนนาธาน และได้รับการขอโทษจากเพื่อนนักเรียนรู้สึกอย่างไร
- ผู้สอนสรุปประเด็นสำคัญ
- ความเข้าใจผิดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่การพิจารณาเรื่องราวจำเป็นต้องแยกแยะข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น (ในกรณีของพิงกี้ ข้อเท็จจริงคือ “เห็นนาธานยืนอยู่ที่โต๊ะ ส่วน “เขาอาจเป็นขโมย” นั้นคือความคิดเห็น
- ในการฟังเราต้องแยกแยะคำพูดที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นออกจากกัน เช่น คำว่า “เห็นเขาทำ” กับ “ฉันคิดว่าเขาทำ” มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือต่างกัน
- คุณสมบัติหนึ่งของการเป็นเพื่อนที่ดีคือ การกล้าพูดคำว่าขอโทษ เพราะเป็นการแสดงความรับผิดชอบคำพูด การกระทำของตน ทำให้เราเป็นคนน่าเชื่อถือ ดังนั้น หากเราเข้าใจผิดและกล่าวโทษคนอื่นด้วยคำพูด การกระทำ ก็ต้องกล้ากล่าวขอโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
- คนส่วนใหญ่ทำผิดแล้วไม่กล้าขอโทษ เพราะกลัวเสียหน้า กลัวถูกต่อว่า กลัวจะไม่ได้รับการให้อภัย แต่หากเกิดความผิดพลาดใด ๆ ขึ้นมา เราต้องรีบแก้ไข เพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่หากเราไม่รับผิดชอบ ย่อมแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ ไม่ตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของเราลดลงไปเรื่อย ๆ
การวัดและประเมินผล
* สังเกตการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม และการอภิปรายแลกเปลี่ยน
อุปกรณ์ และสื่อ
- กระดาษบรู๊ฟ
- ปากกาเคมี กระดาษกาว
- แผ่นกรณีศึกษาเรื่องของพิงกี้
สื่อ
เรื่องของพิงกี้
พิงกี้ทำกระเป๋าสตางค์หายในห้องเรียน แพรวา เพื่อนของเธอบอกเธอว่านาธานเป็นคนสุดท้าย ที่อยู่ในห้องเรียนและนั่งอยู่ใกล้โต๊ะตัวที่พิงกี้คิดว่าเธอลืมกระเป๋าสตางค์ทิ้งไว้
พิงกี้จึงไปฟ้องครู โดยบอกว่าเธอคิดว่านาธานเป็นคนขโมยกระเป๋าสตางค์ของเธอ ครูเรียกนาธานมาถาม แต่นาธานปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แม้แพรวาจะเป็นพยานว่าเห็นเขาที่โต๊ะพิงกี้
ครูบอกให้นาธานกลับไปนอนคิดแล้วพรุ่งนี้จะคุยกันใหม่
วันรุ่งขึ้น พิงกี้พบว่าเธอลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ในเป้ของเธอเอง แต่รู้สึกเสียหน้าและอาย รวมทั้งกลัวครูจะดุที่เธอสะเพร่า พิงกี้คิดว่าเป็นความผิดของแพรวาที่ทำให้เธอโทษนาธาน
เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนน่าตาดี มีสิทธิ์เลือกเยอะ แต่ถ้าใครอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวก็ลำบากใจเหมือนกันครับ
ในสถานะการณ์แบบนี้ในบ้านเราเมืองเราเยอะ และคนอย่างพิงกี้จะยากที่สุดคือการทำใจที่เอ่ยปากบอกขอโทษนาธาน แล้วจะต้องยอมรับคำตำหนิว่าสับเพร่า ไม่ตรวจตราให้ดีแล้วโวยวาย บางคนอาจจะเลยตามเลยให้กลายเป็นหายไปจริง ๆ เพราะกลัวเสียหน้าก็เป็นได้
แต่หากพิงกี้กล้าเผชิญกับความจริงแล้วประกาศบอกทุกคนทราบว่าเป็นคนผิดเองที่หากระเป๋าไม่เจอแล้วไปฟ้องครูว่ากระเป๋าหาย ทำให้นาธานต้องตกเป็นจำเลย
และถ้าเป็นนาธานก็มีสองประเด็นให้คิด คือประเด็นแรกนาธานอาจจะโกรธพิงกี้ที่กล่าวหา และโกรธแพรวาที่เป็นพยานให้พิงกี้ โกรธครูที่ไม่ยอมฟังตนเองแล้วยังให้กลับไปคิดให้ดี พลอยทำให้นาธานดำดิ่งไปสู่สภาวจิตด้านมืดที่ยากต่อการพัฒนาตนเอง
อีกด้านหนึ่งก็ให้อภัยทุกคนเพราะเข้าใจดีว่าของอย่างนี้มันใจเย็นไม่ได้เพราะกระเป๋าตังค์หายเป็นใครก็ต้องรีบเร่ง แต่เมื่อพิงกี้ขอโทษแล้วก็แล้วกันไปพร้อมบอกว่าคราวหลังก็ตรวจสอบให้ดีก่อนนะ เพราะผู้ถูกกล่าวโทษอาจจะไม่โชคดีเหมือนนาธานก็ได้
แต่ก็ไม่แน่ว่าจิตใจคนอาจจะคิดนอกเหนือจากนี้ได้สำหรับผมแล้วถ้าเป็นพิงกี้ผมจะขอโทษทุกคน และยอมรับผิด (ถึงแม้ว่าจะทำให้คนอื่นเชื่อถือเราน้อยลง) ถ้าเป็นนาธานก็แล้วกันไป แต่ขอตักเตือนสักนิดนะว่าถ้าหากระเป๋าไม่ได้จริง ๆ เรานะแย่แน่ ๆ ...