อดีตน่านไม่เคยแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา จะผ่านร้อนผ่านหนาวก็ยังเป็นน่าน... แต่วันนี้น่านกำลังจะเปลี่ยนไป...

หลายปีที่แล้วได้กลับไปน่านก็ยังเห็นว่าปกติ ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงจาก 20-30 ปีก่อนมากนัก ดูจะซบเซาเหงา ๆ ไปบ้างด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือกระแสวัฒนธรรมของคนเมืองน่านยังเข้มแข็ง ชุมชนยังเป็นชุมชนที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง แต่วันนี้น่านกำลังจะก้าวข้ามมิติใหม่ของสังคมในฐานะ เมืองท่องเที่ยวพิเศษ แห่งที่ 5 ของประเทศไทย...

หลายคนลุ้นใจจดใจจ่อ และรอวันเวลาให้เร่งผ่านอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ประโยชน์จากเขตท่องเที่ยวพิเศษ ซึ่งถึงวันนั้นจะเป็นอย่างไรใครจะรู้ได้... หากไม่ลองศึกษาจากเพื่อนบ้านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างเชียงใหม่ เชียงราย ปาย แม่ฮ่องสอน และเลย เชียงคาน

ทั้งหมดนี้ต่างก็บอบช้ำจากเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมาไม่มากก็น้อย บางแห่งอย่างเชียงใหม่นี่ไม่ต้องพูดถึงติดลมบนด้านมลพิษทางด้านวัฒนธรรมไปเสียแล้ว

ปีนี้น่านโห่ร้องขานรับเจ้าสัวใหญ่แห่งแบงค์รวงข้าวที่ขนเงินไปซื้อกิจการโรงแรมไม้เก่าแก่เพื่อปรับปรุงด้วยมูลค่ากว่า 20 ล้าน และปรับปรุงอีกประมาณ 50 ล้าน ทำให้กระแสที่ดินและการท่องเที่ยวเมืองน่านคึกคักเป็นพิเศษ

โรงแรมเริ่มผุดมาให้เห็นมากมาย เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมาโรงแรมไม่พอรองรับนักท่องเที่ยว ถึงกลับกางเต้นท์นอนข้างวัดภูมินทร์กันเลยทีเดียว

นี่นับเป็นนิมิตรหมายที่ดี ของเมืองน่าน เป็นสิ่งที่ดีต้อนรับปีกระต่าย แต่ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีผลเป็นตัวกำหนด และไม่ใช่เหุตเดียวผลเดียวเสียด้วย ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ต้องให้รอบคอบไม่ใช่มองด้านเดียว คือรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่เสียนั้นอาจจะตามมาเป็นพรวน

กระแสจุดประกายบ่อเกลือให้เป็นปายแห่งเมืองน่าน กำลังถูกจุดกันในแถบอำเภอทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน นับเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างลืมนะครับว่ารากเหง้าที่แท้จริงนั้นคือวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญเสียพร้อม ๆ กับการบูมการท่องเที่ยวแบบสุกเอาเผากิน คือลวก ๆ ง่าย ๆ ไม่ใช่เรียบ ๆ ง่าย ๆ

หากเมืองน่านยังต้องการให้เป็นน่านอยู่ต้องทำการบ้านให้หนัก คิดให้เยอะ ใช้สมองทั้งสองซีก และใช้ใจให้มากกว่า อย่าหลับตาข้างหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงความล่มสลายของสังคมชนบท แล้วเปิดตาข้างที่เกี่ยวกับรายได้

สิ่งที่จะทำให้น่านอยู่รอดต้องประกอบด้วยชุมชนเท่านั้น และหัวหอกในการทำงานต้องไม่ใช่ใครอื่นนั่นคือสภาวัฒนธรรม ซึ่งต้องคิดให้รอบด้าน สารพัดความคิดที่มีตามทฤษฎีในโลกนี้อันไหนดีต้องเอามาใช้ให้หมด ไม่ว่าคิดเชิงลึก คิดเชิงวิเคราะห์ คิดแยกแยะ คิดรอบด้าน คิดนอกกรอบ คิดกว้าง คิดไกล ฯลฯ แต่ไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่คิดเอาแต่ได้ ไม่คิดเห็นแก่ตัว ฯลฯ

สิ่งที่ผู้เขียนกลัวมากที่สุดคือกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบฟาสต์ฟู้ดส์ ปั่นกระแสกันพักใหญ่เอาเงินเข้ากระเป๋ากันถ้วนหน้าแล้วชาวประชาต้องชีช้ำเพราะความเสื่อมโทรมของสังคมและสิ่งแวดล้อม

ป้ายโฆษณากลาดเกลื่อน แหล่งเริงรมย์แอบแฝง การเอาเปรียบทางการบริการ การอาศัยช่องโหว่กฎหมายต่าง ๆ นา ๆ สิ่งเหล่านี้จะตามมาหากสภาวัฒนธรรมและชุมชนไม่เข้มแข็งเอาจริงกัน

นอกจากกระแสการท่องเที่ยวที่ดูเหมือนจะเป็นการปั่นราคาที่ดินที่นำธงโดยนักการเมือง นักธุรกิจแล้ว ก็ยังมีกระแสการปลูกยางพารากันมากมาย เรียกได้ว่าไปไหนในเมืองน่านถ้าไม่มีใครพูดถึงเรื่องยาง ราคายาง การปลูกยาง แล้วน่าจะยังไปไม่ถึงเมืองน่าน และหากสอบถามเรื่องส้มเมืองน่านแล้วหลายคนก็ส่ายหน้าแล้วพูดถึงสองสามประโยคแล้ววกกลับมาเรื่องยางพาราอีก

ทั้ง ๆ ที่ในคำขวัญเมืองน่านมีคำว่าส้มสีทอง อยู่ด้วย แต่ตอนนี้ส้มเมืองน่านแท้จริงอยู่ไหน และเป็นอย่างไร

เมื่อเทียบกับคนก็ใกล้ตาย กำลังหายใจรวยริน นอนมองเพื่อนใหม่ที่วิ่งผ่านหน้าอย่างต้นยางไปลิบ ๆ

เราคงต้องหันกลับมามองเมืองน่านอย่างแท้จริงกันคราวนี้แหละครับ... อย่าเพียงแต่ชำเรืองมองด้วยความเป็นห่วงเลย... หนึ่งสมองสองมือของท่านสามารถช่วยน่านได้... หากท่านต้องการ... ไม่เช่นนั้นน่านอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คำนึงถึงกาลเวลา หรือความเป็นปกติสุขของสังคม และย่อมสร้างคว่าเมื่อยล้าและทรุดโทรม...

*** หายไปนานพอสมควรกับสถานที่แห่งนี้ต่อไปนี้คงจะได้มาพบกันบ่อยขึ้นครับ ***