เพศศึกษา

การสอนเพศศึกษา  ตามพัฒนาการทางเพศ
ผศ  นพ  พนม  เกตุมาน
หัวหน้าสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
                การสอนเรื่องเพศแก่เด็กและวัยรุ่น  เป็นกระบวนการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์  ตั้งแต่เกิดจนตาย  เป็นการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน  และนอกระบบโรงเรียน  ที่จะให้บุคคลได้เรียนรู้ธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิตและสังคม  เพื่อให้บุคคลมีความรู้  มีทัศนคติ  และมีพฤติกรรมถูกต้องในเรื่องเพศ  ตลอดจนสามารถปรับตัวตามพัฒนาการของชีวิตอย่างเหมาะสม(1)  การสอนดังกล่าวมีเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวาง  เกิดขึ้นต่อเนื่องตามพัฒนาการเด็กตั้งแต่เกิด และต่อเนื่องไปตามวัยจนถึงวัยรุ่น  เด็กเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย  และจากตัวอย่างและการสอนโดยพ่อแม่  ครอบครัว  และสังคมสิ่งแวดล้อม  ไปตามระดับสติปัญญา  และการเปลี่ยนแปลงของตนเองและสิ่งแวดล้อม  พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ทางเพศ  บทบาททางเพศที่เหมาะสม  ปรับตัวเอง และควบคุมตัวเองในเรื่องเพศได้  การสอนเรื่องเพศจำเป็นให้สอดคล้องตามพัฒนาการทางเพศปกติ  ผู้สอนเรื่องเพศจึงต้องศึกษาเรื่องพัฒนาการทางเพศตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น  เพื่อให้จัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง
 วัตถุประสงค์การสอนเพศ
               การสอนเรื่องเพศสามารถสอนได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก สอดแทรกไปกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ  พ่อแม่ควรเป็นผู้สอนเบื้องต้น  เมื่อเข้าสู่โรงเรียน  ครูจะช่วยสอนให้สอดคล้องไปกับที่บ้าน  เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น  ควรส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง  แต่มีแนวทางที่ถูกต้อง
               การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนนั้น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกันกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้เรื่อง “เพศศึกษา” ในนักเรียน(2)  โดยแบ่งการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์  6   ด้าน  ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักในการสอนที่บ้านได้ด้วยเช่นกัน  ดังนี้
1.       พัฒนาการทางเพศ(Human sexual development) ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเจริญเติบโต  พัฒนาการทางเพศตามวัย  ทางร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  และสังคม
2.       สัมพันธภาพ (Interpersonal relation) การสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลในสังคม  การสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับเพื่อนเพศเดียวกัน และต่างเพศ  การเลือกคู่  การเตรียมตัวก่อนสมรส และการสร้างครอบครัว  ความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา  พ่อ-แม่-ลูก
3.       ทักษะส่วนบุคคล (Personal and communication skills)  ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ เช่น ทักษะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์  และควบคุมความสัมพันธ์ให้อยู่ในความถูกต้องเหมาะสม ทักษะการปฏิเสธ ทักษะการขอความช่วยเหลือ  ทักษะการจัดการกับอารมณ์  ทักษะการตัดสินใจและแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ
4.       พฤติกรรมทางเพศ (Sexual behaviors) การแสดงออกถึงพฤติกรรมทางเพศหรือบทบาททางเพศ (Gender role) ที่เหมาะสมกับบทบาททางเพศและวัย เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เกิดความเสี่ยงทางเพศ(เช่น  เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น  เพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการป้องการตั้งครรภ์หรือการติดเชื้อ) การสร้างเอกลักษณ์ทางเพศที่เหมาะสม ความเสมอภาคทางเพศ  และบทบาททางเพศที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมอย่างสมดุล
5.       สุขอนามัยทางเพศ (Sexual health) ความรู้ความเข้าใจและสามารถดูแลสุขภาพอนามัยทางเพศได้ตามวัย เช่น การดูแลรักษาอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ อนามัยการเจริญพันธุ์ สังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆและความผิดปกติในลักษณะและหน้าที่ของอวัยวะเพศ การหลีกเลี่ยงอันตรายจากการชอกช้ำ บาดเจ็บ  อักเสบ  และติดเชื้อ  รวมถึงการถูกล่วงเกินทางเพศ 
6.       สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture)   ค่านิยมในเรื่องเพศที่เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมไทย การให้เกียรติเพศตรงข้าม การรักนวลสงวนตัว ไม่ปล่อยใจให้เกิดเพศสัมพันธ์โดยง่าย การปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะจากสื่อที่ยั่วยุทางเพศต่างๆ  และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
                 ในการสอนเพศศึกษาในนักเรียนดังกล่าว  ยังได้กำหนดช่วงชั้นที่สอนออกเป็น  4  ระดับ  ช่วงชั้นแรกตั้งแต่ ป1-3(2)  ช่วงชั้นที่2  ตั้งแต่  ป4-6 (3)    ช่วงชั้นที่3  ตั้งแต่  ม1-3 (4)   ช่วงชั้นที่ 4  ตั้งแต่  ม4-6(5)โดยออกแบบให้เนื้อหาสอดคล้องกับการเรียนรู้  และแทรกลงไปในการเรียนของเด็ก  ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย
หลักการสอน

 หลักการสอนมีดังต่อไปนี้(6)
1.       สอนให้เด็กรับรู้ไปตามพัฒนาการทางเพศ  และพัฒนาการทางจิตใจ เริ่มตั้งแต่เกิด แบ่งสอนตามวัยและความสามารถในการรับรู้ของเด็ก  ผู้สอนต้องมีความรู้ว่าวัยใดควรให้ความสนใจเรื่องใด  เช่น  วัยอนุบาลควรให้ความสนใจกับการถ่ายทอดแบบอย่างทางเพศ  พ่อแม่มีความสำคัญที่เด็กจะพัฒนาบทบาททางเพศตามเพศของตนเองอย่างถูกต้อง
2.       ผู้สอนควรมีความรู้ทางเพศอย่างถูกต้อง  ควรสนใจ  หาความรู้หรือสอบถามจากผู้รู้  หนังสือ  หรือสื่อที่มีคุณภาพดี  การหาความรู้เรื่องนี้ทำให้พ่อแม่มีทัศนคติที่เป็นกลางกับเรื่องเพศ  และรู้จักสื่อที่เหมาะสม ควรเลือกสื่อที่ง่าย   ให้ความรู้ถูกต้อง เหมาะกับวัย   ไม่กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ  พ่อแม่สามารถหาความรู้จากหนังสือ  วีดิโอ   ซีดี   ฯลฯ ควรอ่านให้เข้าใจก่อน   ถ้าจะนำไปสอน  ควรวางแผนในใจว่าจะสอนอย่างไร  ใช้คำพูดแบบใดจึงจะเหมาะสม  คิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่าเด็กอาจสงสัยเรื่องใด  เพื่อเตรียมตอบคำถามง่ายๆของเด็กอยากรู้   บางครั้งอาจแนะนำให้เด็กเอาหนังสือไปอ่านก่อนล่วงหน้า   แล้วค่อยมาพูดคุยกันตอนหลัง  ให้เด็กเตรียมคำถามที่สงสัยมาคุยกัน  คำถามใดที่ตอบไม่ได้  ให้บอกตรงๆว่าไม่รู้  แต่จะไปถามใครที่รู้มาบอกภายหลัง  หรือให้เด็กลองค้นหาคำตอบด้วยตัวเองไปก่อนจากสื่อที่มีอยู่
3.       การสอนเรื่องเพศควร  สอดแทรกไปตามการเรียนรู้ปกติ   ตามจังหวะ  เวลา  และสถานการณ์ที่เหมาะสม  รู้จักใช้เหตุการณ์ที่เกิดในชีวิตประจำวันเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้  หรือกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้   เช่นเหตุการณ์สุนัขที่บ้านคลอดลูก 
4.       สอนให้เหมาะกับความสนใจ  ความอยากรู้  และความสามารถทางสติปัญญา  ที่เด็กจะรับได้และเข้าใจได้  เด็กเล็กต้องมีวิธีบอก ใช้คำพูดง่ายๆ  ให้สั้นๆ  เข้าใจง่าย  เป็นรูปธรรม มีตัวอย่างประกอบ  ไม่ควรอธิบายยืดยาวจนเด็กสับสน  เด็กโตสามารถอธิบายมากขึ้น  ให้ความรู้ที่ซับซ้อนได้   พี่น้องอายุต่างกัน  การอธิบายย่อมไม่เหมือนกัน  เวลาสอนต้องสังเกตด้วยว่าเขาเข้าใจหรือไม่  ถ้าสงสัยให้มีโอกาสถามทันที 
5.       สอนก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง  หรือปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  เช่น   สอนเรื่องประจำเดือนก่อนวัยมีประจำเดือน  สอนการป้องกันตัวเองทางเพศก่อนจะเกิดปัญหาการถูกละเมิดทางเพศ 
6.       ผู้สอนมีท่าทีและทัศนคติเป็นกลาง  ผู้สอนไม่ควรรังเกียจหรืออายเวลาสอนเรื่องเพศ  พยายามพูดด้วยท่าทีสงบ  เป็นกลาง  เตรียมคำพูดล่วงหน้า และฝึกฝนให้คล่องด้วยตนเอง  ไม่แสดงความรู้สึกด้านลบ  เมื่อเด็กแสดงความสนใจเรื่องเพศ   ควรเปิดใจกว้าง  คิดเสมอว่าถ้าเขาอยากรู้  เป็นเรื่องปกติธรรมดา  การให้เขารู้อย่างถูกต้องไม่มีผลเสีย  ดีกว่าให้เขารู้จากแหล่งอื่นซึ่งมีโอกาสเรียนรู้แบบผิดๆได้
7.       ควรให้ความรู้อย่างถูกต้อง   ไม่ควรบ่ายเบี่ยง  หลอกเด็ก  หรือพูดให้เด็กเข้าใจผิด  ถ้ารู้ว่าเขาเข้าใจผิดควรรีบแก้ไขทันที  เด็กอาจงงถ้าได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง  ไม่ครบ  หรือข้อมูลขัดแย้งกัน
8.       พ่อแม่  และ ครูช่วยกันสอนให้สอดคล้องกัน เมื่อไม่ทราบหรือไม่เข้าใจ  ควรปรึกษาแพทย์