แผนการเรียนรู้ที่ 4              เรื่องของชิดชนก

สาระสำคัญ                           เราควรเรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นด้วยความเคารพ และไม่ควรแสดงออกให้ผู้อื่นรู้สึกด้อยค่าเสียความรู้สึก หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับคนอื่นๆ ไม่ว่าด้วยคำพูดหรือการกระทำ หากตระหนักว่าตนได้กระทำการดังกล่าว ต้องกล้าหาญที่จะขอโทษและรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำ ในทำนองเดียวกัน หากมีผู้ปฏิบัติเช่นนั้นต่อเรา ก็ต้องกล้าบอกถึงความไม่พอใจ และพร้อมให้อภัยหากอีกฝ่ายหนึ่งขอโทษหรือแสดงความรับผิดชอบ

จุดประสงค์                          1. บอกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นได้

                                                2. ระบุวิธีการแสดงความรับผิดชอบเมื่อทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสียใจ

อุปกรณ์ และสื่อ                   1. กระดาษฟลิบชาร์ท

                                                2. ปากกาเคมี กระดาษกาว

                                                3. แผ่นกรณีศึกษา  “เรื่องของชิดชนก”

ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม

  1. แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละไม่เกิน 7 คน แจกกรณีศึกษา “เรื่องของชิดชนก” ให้กลุ่มละ 1 แผ่น โดยให้แต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนความเห็นและตอบคำถามลงบนกระดาษฟลิบชาร์ท (ก. อุทิศกำลังรู้สึกอย่างไร  และ ข. ชิดชนกควรทำอย่างไร )
  2. ให้เวลากลุ่มย่อย 15  นาที
  3. ขอกลุ่มที่อาสาสมัครนำเสนอ  1  กลุ่ม จากนั้น ถามกลุ่มอื่นๆ ให้ช่วยกันเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างจากกลุ่มแรก
  4. ผู้ดำเนินกิจกรรมใช้คำถามต่อไปนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยน

คำถามชวนคิด

-                   ชิดชนกใช้อะไรเป็นการสรุปว่ากระเป๋าหาย  สิ่งที่ใช้นั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็น

-                   ในกรณีของชิดชนก หากไม่มีใครยอมรับผิด ไม่มีใครยอมขอโทษ นักเรียนคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

-                   ส่วนใหญ่เวลาที่เราทำผิด และรู้ว่าควรขอโทษ แต่เราลังเลที่จะเอ่ยปากขอโทษ เป็นเพราะเหตุใด

-                   ถ้านักเรียนเป็นฝ่ายถูกเข้าใจผิดเหมือนอุทิศ และได้รับการขอโทษจากเพื่อน นักเรียนจะรู้สึกอย่างไร

  1. ผู้ดำเนินกิจกรรมสรุปประเด็นสำคัญของกิจกรรม

-                   ความเข้าใจผิดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่การพิจารณาสืบสาวราวเรื่อง จำเป็นต้องแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น (ในกรณีของชิดชนก ข้อเท็จจริงคือ “เห็นอุทิศยืนอยู่ที่โต๊ะ” ส่วน “เขาอาจเป็นขโมย” นั้นคือความคิดเห็น)

-                   ในการฟัง เราต้องฝึกแยกแยะคำพูดที่บอกข้อเท็จจริงและความคิดเห็นออกจากกัน เช่น คำว่า “ฉันเห็นเขาทำ” กับ “ฉันคิดว่าเขาทำ”  ว่ามีน้ำหนักความน่าเชื่อถือต่างกัน

-                   คุณสมบัติข้อหนึ่งของการเป็นเพื่อนที่ดี คือ การกล้าพูดคำว่าขอโทษ เพราะเป็นการแสดงความรับผิดชอบคำพูด การกระทำของตน ทำให้เราเป็นคนน่าเชื่อถือ ไว้วางใจได้ ดังนั้น หากเราเข้าใจผิดและกล่าวโทษคนอื่นด้วยคำพูด การกระทำ ก็ต้องกล้ากล่าวขอโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

-                   คนส่วนใหญ่ที่ทำผิดแล้วไม่ขอโทษ เพราะกลัวเสียหน้า กลัวถูกต่อว่า กลัวจะไม่ได้รับการให้อภัย แต่การไว้เนื้อเชื่อใจเป็นเหมือนการออมทรัพย์ในธนาคาร เราคือธนาคารที่ต้องสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจจากเพื่อนเราทีละเล็กทีละน้อย หากเกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นมา ตัวเราต้องรีบแก้ไข เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ และทำให้ความเชื่อมันยังคงอยู่ แต่หากเราไม่รับผิดชอบ ย่อมแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ ไม่ตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือเราลดลงไปเรื่อยๆ

การวัดและประเมินผล

-                   สังเกตการณ์มีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม และการอภิปรายแลกเปลี่ยน

คำถามท้ายบท

-                   กรณีที่นักเรียนได้ยินข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มขโมยของเพื่อนรักในกลุ่มไป นักเรียนจะทำอย่างไร

-                   ถ้าเพื่อนๆ เข้าใจผิดและไม่พูดกับนักเรียน นักเรียนจะทำอย่างไร               

กรณีศึกษา

เรื่องของชิดชนก

            ชิดชนกทำกระเป๋าสตางค์หายในห้องเรียน สุกมล เพื่อนของเธอบอกเธอว่า อุทิศเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ในห้องเรียนและนั่งอยู่ใกล้โต๊ะตัวที่ชิดชนกคิดว่าเธอลืมกระเป๋าสตางค์ทิ้งไว้

            ชิดชนกจึงไปฟ้องครู โดยบอกว่าเธอว่าอุทิศเป็นคนขโมยกระเป๋าสตางค์ของเธอ ครูเรียกอุทิศมาถาม แต่อุทิศปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แม้สุกมลจะเป็นพยานว่าเห็นเขาที่โต๊ะชิดชนก

            ครูบอกให้อุทิศกลับไปนอนคิดแล้วพรุ่งนี้จะคุยกันใหม่

            วันรุ่งขึ้น ชิดชนกพบว่าเธอลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ในเป้ของเธอเอง แต่รู้สึกเสียหน้าและอายรวมทั้งกลัวครูจะเอาผิดที่เธอสะเพร่า ชิดชนกคิดว่าเป็นความผิดของสุกมลที่ทำให้เธอโทษอุทิศ

 

                        นักเรียนคิดว่า

-             ‘อุทิศ’  รู้สึกอย่างไร

-             ‘ชิดชนก’  ควรทำอย่างไร