ปัญหาทางเพศ “การทำแท้ง’’
"พบศพเด็กจากการทำแท้ง 348 ศพ" เป็นข่าวใหญ่ระลอกแรกที่ "ช็อก" คนไทยทั้งประเทศให้ตกอยู่ในอาการ "สยดสยอง-สลดหดหู่" ยังช็อกชาวโลกอีกด้วย เพราะข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก จากสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ของโลกทุกสำนัก
แต่ "ข่าวระลอกสอง" กลับสยดสยองยิ่งกว่าอีกหลายเท่า จนทำให้คนไทยตกอยู่ในภาวะ "อึ้งจนไปไม่ถูก" เมื่อสัปเหร่อสารภาพมากขึ้น แล้วตำรวจไปเปิดโกดังเก็บศพทั้งหมดพบอีก 1,654 ศพในวัดเดียวกัน คือ "วัดไผ่เงิน" ที่อยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร
คำถามที่ควรจะถามต่อไป คือ สังคมมีความมั่นใจมากแค่ไหน ว่า นอกเหนือจาก "วัดไผ่เงิน" ที่อยู่ใจกลางเมืองหลวงแล้ว จะไม่มีสัปเหร่อวัดอื่นอีกทั่วประเทศกว่า 35,000 วัด มีพฤติกรรมเหมือนกับสัปเหร่อวัดไผ่เงิน คือ หาลำไพ่พิเศษให้ทำลาย "ศพเด็ก" จากคลินิกทำแท้งเถื่อน
วัดไทยทั่วประเทศเมื่อปี 2552 มีทั้งหมด 35,772 วัด แยกเป็นวัดหลวง 82 วัด วัดป่าประมาณ 13,621 วัด วัดร้างประมาณ 6,815 วัด วัดราษฎร์ประมาณ 13,384 วัด วัดในกรุงเทพมหานครที่ไม่รวมวัดคริสต์ และศาสนาอื่นๆ มีทั้งหมด 451 แห่ง
วัดในต่างจังหวัดที่ส่วนใหญ่เป็นวัดป่า วัดร้าง ฯลฯ อีกหลายหมื่นวัด ก็ควรจะต้องช่วยกันตั้งคำถามเดียวกันว่า "อาชีพสัปเหร่อ" ที่มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากพระในวัด ในการช่วยทำหน้าที่เก็บศพ เมื่อญาติพี่น้องนำมาทำพิธีสวดอภิธรรมแล้วเผาจะซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพเก็บศพ "อย่างถูกกฎหมาย" เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ไปหาลำไพ่พิเศษ จากการทำลายศพเด็กที่มาจากการทำแท้ง
"วัดไผ่เงิน" น่าจะเป็นวัดตัวอย่างของสถานที่ "กำจัดศพเด็ก" ที่ดีที่สุดในเชิงกายภาพ คือ เป็นสถานที่เผาศพทำลายหลักฐานที่ดีที่สุด ย่อมจะดีกว่าการนำไปทิ้งขยะหรือใส่ถุงลอยน้ำตามคูคลองที่ยังเป็น "หลักฐาน" เอาผิดทางกฎหมายได้
แล้วน่าจะช่วยชะล้าง "ความรู้สึกผิดและเป็นบาป" ในเชิงจิตใจและศีลธรรมของสังคมไทย ที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งหากได้มีการทำพิธีบางอย่างในการทำลายศพในวัด อาจจะทำให้หญิงสาวที่ฆ่าลูกตัวเองจากการทำแท้งเถื่อน "ชำระล้าง" ความรู้สึกบาปออกไปได้บ้าง
ผมเชื่อว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ หรืออาจจะร้อยทั้งร้อยมี "ความรู้สึกผิดแบบฝังลึก" จากการทำแท้งเถื่อน ที่เป็น "การฆ่าลูกตัวเอง" และยังมีบางความเชื่อว่าการทำแท้งเถื่อนฆ่าเด็ก "เป็นบาป" เท่ากับการฆ่าพระอรหันต์หนึ่งองค์
ศพเด็ก 2,002 ศพในวัดไผ่เงิน จึงเป็นเพียง "ปลายยอดน้ำแข็ง" ลอยเหนือมหาสมุทรที่เมื่อการถกเถียงเรื่อง "ทำแท้ง" เป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย ทำให้เกิดความขัดแย้งกันรุนแรงมาหลายครั้งแล้ว ทำให้ไม่มีใครอยากจะหยิบมาคุยกัน เพื่อแก้ปัญหาสังคม
แต่ถ้าหากเทียบกับสถิติผู้หญิงตั้งครรภ์แล้วทำแท้งประมาณ 200,000 คนต่อปีแล้วยังเป็นตัวเลขประมาณ 1% อาจจะดูน้อย แต่คำถาม ก็คือ แล้ว "ศพเด็ก" ปีละเป็นแสนคนจากการทำแท้งผิดกฎหมายไปอยู่ที่ไหนกัน
หากได้ฟังเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งคนหนึ่ง ที่มาออกรายการ "คมชัดลึก" Nation Channel บอกว่าในแต่ละปีตัวเขาเองมักจะพบ "ถุงลอยน้ำ" ตามคูคลองในเขตกรุงเทพมหานครที่ข้างในเป็น "ศพเด็ก" จากการทำแท้งปีละประมาณ 50 ถุง
ลองคำนวณดูว่าเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร 1 คน พบถุงลอยน้ำหรือถุงอยู่ในถังขยะที่บรรจุศพเด็กปีละ 50 คน ในพื้นที่ที่ตัวเขารับผิดชอบ แล้วสมมติว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิต่างๆ น่าจะมีประสบการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือ ปีละ 50 ถุงศพเด็ก หรือสัปดาห์ละ 1 คนต่อ 1 คน
สมมติเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ 1,000 คน ก็น่าจะ 50,000 ศพต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเมื่อเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเหล่านี้พบศพเด็กในลักษณะนี้ ก็ไม่มีประเด็นอะไรต่อเนื่องหลังจากแจ้งตำรวจ
แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมักไม่ได้ใส่ใจมากนัก จะใช้เวลาไปสืบสวนสอบสวนหาว่าหญิงสาวที่ทำแท้งเป็นใคร คลินิกไหนทำแท้ง
ผมเป็นห่วงมากว่าอาการ "อึ้ง" ด้วยความสยดสยองของสังคมไทยที่ถูก "ช็อก" ด้วยข่าวพบศพเด็ก 2,002 ศพ กำลังจะเกิด "อาการชาด้าน" ไม่อยากจะรับรู้ไม่อยากจะเจอะเจอ "ศพเด็ก" ไปมากกว่านี้
ทั้งๆ ที่คนในสังคมส่วนใหญ่รู้อยู่เต็มอกว่าในแต่ละปีมีหญิงท้องไม่มีพ่อ ต้องไปทำแท้งเถื่อนจะต้องไปทำกันที่ไหนบ้าง แล้วเอาศพเด็กไปทำลายด้วยวิธีใดบ้าง
จับกระแสอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไทยท่าจะ "ตายด้านทางความรู้สึก" จากกรณี 2,002 ศพเด็กไปแล้วหรือเปล่า จึงไม่ค่อยได้ยินเสียงถกเถียงวิวาทะกัน เพื่อหาทางออกของปัญหาใหญ่ระดับนี้ที่ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ใช่ปัญหา
เพราะประเด็น "ทำแท้ง" เป็นประเด็นละเอียดอ่อนมากที่สุด และได้เคยสร้างวิวาทะความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงมากที่สุดในสังคมไทย ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องผิดแผกไปจากประเทศอื่นๆ ในโลกนี้เช่นกัน
อยากแนะนำให้อ่านบทความของอาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ "30 ปี กฎหมายการทำแท้งเสรีในฝรั่งเศส" (www.pub-law.net) และบทความของอาจารย์กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล หัวข้อ "ทลายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง" (มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน www.midnightuniv.org)
ประเด็นถกเถียง "การทำแท้ง" ในเชิงสิทธิมนุษยชนได้มีปฏิญญาสิทธิมนุษยชนยุโรปได้รับรองสิทธิในการมีชีวิต ไว้ชัดเจน แต่ไม่ได้รับรองสิทธิการทำแท้งเสรีที่มาจากประเด็นสิทธิในการมีชีวิตของทารก ในครรภ์กับสิทธิในร่างกายมารดาอย่างไหนจะมีสิทธิมากกว่ากันที่ยังแตกต่างกัน ในแต่ละประเทศแต่ละสังคม เพราะปัญหานี้เกี่ยวพันไปถึงศีลธรรม จารีตประเพณี ค่านิยมสังคม ฯลฯ
กรณีการต่อสู้ทางกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสน่าสนใจมาก ที่ใช้เวลา 30 ปีในการกำหนดเงื่อนไขการทำแท้งได้มากขึ้น สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีประเทศไทยที่มีการต่อสู้ด้านการออกกฎหมายมายาว นานที่ยังไม่สำเร็จ
เงื่อนไขทางกฎหมายของฝรั่งเศสในการทำแท้ง คือ 1. ต้องกระทำโดยแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ หรือโรงพยาบาลเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข 2. การทำแท้งมีขึ้นได้ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์
3. ในกรณีหญิงตั้งครรภ์เป็นผู้เยาว์เดิมให้ผู้ปกครองยินยอม แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็นให้ "ผู้บรรลุนิติภาวะ" ตามที่หญิงตั้งครรภ์เลือก 4. หญิงตั้งครรภ์เป็นคนต่างชาติ จะต้องอยู่ในฝรั่งเศสไม่น้อยกว่า 3 เดือน เว้นแต่เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และ 5. หญิงตั้งครรภ์ที่แจ้งขอให้ทำแท้งต้องผ่านการปรึกษาจากแพทย์ หรือนักสังคมสงเคราะห์ก่อน
แต่ในประเทศไทยได้มีการถกเถียงกันหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญที่สุด และความคิดเห็นของสังคมเกิดความขัดแย้งกันมากที่สุด คือ ในปี 2524
ในช่วงการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ที่มีการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการทำแท้งตามแนวทางประชากรศาสตร์ เพื่อบรรจุเข้าไปในแผนพัฒนาฉบับนี้
ข้อ 1.3 ปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 305 เพิ่มเหตุให้ทำแท้งได้ หากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นหลังจากการวางแผนครอบครัวล้มเหลว เนื่องจากยังไม่มีการวางแผนครอบครัววิธีใดที่ได้ผลไม่มีข้อผิดพลาด
แล้วรัฐบาลในสมัยนั้น ได้เสนอแก้ไขกฎหมายอาญาผ่านสภาผู้แทนด้วยเสียง 174 ต่อ 2 แต่เมื่อเข้าในชั้นวุฒิสภา พ.อ.จำลอง ศรีเมือง (ยศในปีนั้น) ได้ลาออกจากเลขาธิการนายกมาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ จนไม่ผ่านในขั้นวุฒิสภา
แล้วได้ทำให้คำว่า "ทำแท้งเสรี" กลายเป็นเรื่องต้องห้าม และเกิดความเข้าใจผิดกับสังคมอย่างฝังลึก แม้ว่าตามข้อเสนอในทางวิชาการไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีกฎหมาย "ทำแท้งเสรี" แต่จะต้องกำหนดเงื่อนไขต่างๆ
ตามประมวลกฎหมายหมายอาญามาตรา 305 อนุญาตให้หญิงมีครรภ์ทำแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายเพียง 2 กรณี คือ การถูกข่มขืนและการเกิดอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์และบุตร ทำให้การทำแท้งกรณีอื่นๆ เป็นเรื่องผิดกฎหมายทั้งหมด ซึ่งในชีวิตจริงได้สร้างปัญหาต่อเนื่องมากมายกับหญิงสาวที่ตั้งครรภ์โดยไม่ มีความพร้อม หรือไม่ได้ต้องการ
อยากจะให้ลองคิดแทนหญิงสาวตั้งครรภ์ คงไม่มีใครอยากไปทำแท้ง หากไม่มีปัญหาในการเลี้ยงลูก แต่เมื่อการทำแท้งเป็นสิ่งผิดกฎหมายไม่ต่างจากเป็น "อาชญากรรม" ทำให้ส่วนใหญ่แล้วเมื่อ "ท้องไม่มีคนรับ" จะหาทางออกไม่ได้ เพราะผู้หญิงเมื่อท้องไม่มีพ่อ มักจะถูกสังคมตราหน้าว่าแรด สำส่อน ไม่รักดี มั่วผู้ชาย ฯลฯ
งานวิจัยของอาจารย์กฤตยาชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีใคร ยอมรับเป็นพ่อ จึงต้องตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และมักจะหาคนปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาได้ยาก เมื่อไม่รู้จะทำยังไง ก็จะหาทางทำลายลูกในท้อง เช่น แกล้งเดินชนมุมโต๊ะ ทุบท้องตัวเอง หมอตำแยเหยียบท้อง บางรายถึงขั้นใช้ไม้ไผ่เหลาปลายแหลมเผาไฟแล้วแยงเข้าไปในช่องคลอด เพื่อคว้านก้อนเลือดออกมา ฯลฯ
สังคมไทยเป็นสังคมชาวพุทธที่ดูเหมือนจะเคร่งครัดทางศีลธรรมมากๆ แต่ศพเด็ก 2,002 ศพ เป็นการ "ตบหน้า" และ "ประจาน" คนไทยทั้งประเทศให้ตื่นขึ้นมายอมรับความจริงเสียทีว่าสังคมไทยไม่ได้สูงส่งทางศีลธรรมใดๆ เลย
แท้จริงแล้ว เป็นสังคมหน้าไหว้หลังหลอก ที่มักไม่ยอมแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมที่หมักหมมมานานในหลายๆ เรื่อง การปล่อยปละหญิงท้องไม่มีพ่อให้แก้ปัญหาด้วยตัวเองจน "ศพเด็ก 2,002 ศพ "เน่าเฟะออกมาหลอกหลอนมากมายขนาดนี้
สังเกตอารมณ์ของสังคมยังดู "ด้านชา" ไม่ค่อยเกิดความรู้สึกทุกข์ร้อนว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนสำคัญระดับชาติ หรือถือเป็น "วาระทางศีลธรรมแห่งชาติ" ที่จะต้องลงมาช่วยกันแก้ไข ระวังไว้เถอะ "ศพเด็ก" อีกปีละนับแสนศพ อาจจะลุกขึ้นมาทวงสิทธิการมีชีวิตอยู่ หากพวกเรายังไม่กล้าเผชิญปัญหาแล้วหาทางแก้ไข
-----------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นจากเพื่อนผู้หญิง
รับไม่ได้กับการทำแท้ง เพราะเป็นบาปและผิดศีลธรรมมาก และเพื่อนได้ให้ความเห็นว่าถ้ายังไม่พร้อมที่จะมีลูก ฉะนั้นเวลามีเพศสัมพันธ์ควรที่จะรู้จักป้องกัน
ความคิดเห็นจากเพื่อนผู้ชาย
เห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะเกิดขึ้นในสังคมไทยบ่อยมาก เห็นจนชิน และเพื่อนให้ความเห็นว่าถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะมีครอบครัว ก็อย่าให้เขาได้เกิดมาลำบาก
ความคิดเห็นของทั้งเพศหญิงและเพศชายนั้นแตกต่างกันมากค่ะ แต่สิ่งที่เห็นได้ว่าเหมือนกันคือ การป้องกัน นับว่าเป็นเรื่องที่ดีค่ะ