ด้วยความที่ไม่เคยได้บวชเรียนมาก่อนจึงเป็นเหตุทำให้ผมเข้าไม่ถึงและไม่สนใจศึกษาธรรมะเลย จนกระชีวิตย่างเข้าวัย 35 ปี บังเอิญฟ้าลิขิตให้ได้เห็นธรรมจึงหันมาศึกษาธรรมะอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นเรื่อย ๆ
ในการศึกษาธรรมช่วงแรก ๆ นั้น จะเน้นการอ่านและฟัง(เอาเรื่อง) หรือเน้นการปริยัติ ซึ่งยังไม่ถึงขึ้นปฏิบัติ ปฏิเวธ เพราะชีวิตคุ้นชินกับการศึกษาแบบนักวิชาการ และยังไม่ทราบว่า ธรรมะนั้นต้องศึกษาด้วยการปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย ด้วยความไม่รู้จึงทำให้หลงทางไปมาและเกิดลังเลสงสัยอยู่เป็นประจำ
มีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่ไล่ตามธรรมะออนไลน์ไปตามสำนักต่าง ๆ สายต่าง ๆ นั้น ได้พบกับสุดยอดคัมภีร์ที่ชื่อว่า "วัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตร" และด้วยความอ่อนด้อย โง่เขลายิ่งนักของผม จึงทำให้เข้าไม่ถึงแก่นธรรมของพระสูตรนี้ เป็นเหตุให้ไม่ยอมรับ คิดเอาเองขัดแย้งไปต่าง ๆ นา นา
เวลาผ่านไปหลายเดือนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้ทั้งหลาย ประกอบกับความรู้ ความเข้าใจในธรรมได้พัฒนาขึ้นมาบ้างตามลำดับ ทำให้เกิดความเข้าใจในหลายประเด็นแต่ก็ยังแย้งและไม่เข้าใจในอีกหลาย ๆ ประเด็น คือยังมองเป็นพระสูตรธรรมดา ๆ อยู่
จนปลายปีที่แล้วได้ตัวเล่มที่ท่านติช นัท ฮันห์ อรรถาธิบายเอาไว้มาศึกษาเพิ่มเติม จึงทำให้เข้าถึงพระสูตรได้ลึกซึ้งกว่าเดิมนัก จนเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปกราบวัดทำให้จิตใจสงบยิ่งนัก เมื่อใจสงบเป็นเบื้องต้นแล้วจึงทดลองศึกษาและปฏิบัติตามพระสูตรดูพบว่า โอ้โฮ! สุดยอดแก่นธรรมอีกพระสูตรหนึ่ง จึงอยากให้ท่านทั้งหลายลองค่อย ๆ พิจารณาดูตามโอกาสนะครับ
สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสแก่สุภูติ "ปวงโพธิสัตว์ มหาสัตว์ ควรจักตั้งจิตและโน้มนำจิตของตนอย่างนี้ว่า สรรพสัตว์ไม่ว่าจักเป็นเหล่าใด ๆ จักเกิดจากฟองไข่ก็ดี เกิดจากครรภ์ก็ดี เกิดจากคราบไคลความชื้น หรือผุดเกิดขึ้นเองก็ดี จักมีรูปหรือไม่มีมีรูปก็ดี จักมีสัญญาหรือไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี เราจักต้องสั่งสอน ชี้ทางให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นบรรลุนิพพานได้วิมุตติ หลุดพ้นเป็นอิสระ และเมื่อสรรพสัตว์อันไม่สิ้นสุดไม่มีประมาณนี้ ลุถึงความเป็นอิสระแล้ว เราย่อมไม่คิดเลยว่าสัตว์ใดลุถึงความอิสระ
ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่า สุภูติ ก็เพราะเหตุว่า ถ้าพระโพธิสัตว์ยังมีจิตยึดมั่นผูกพันอยู่ด้วยตัวตน บุคคล สัตวะและชีวะแล้วไซร้ นั่นหาชื่อว่าพระโพธิสัตว์แท้จริงไม่"
ตอนที่นั่งรถเดินทางกลับจากการไปสอนที่จังหวัดชัยภูมินั้น ผมพบว่า ถ้าจิตใจเราสงบ สว่าง สะอาดระดับหนึ่ง เราจะมีปัญญาเห็นสรรพสิ่งตามจริง กล่าวคือ เห็นก็สักแต่ว่าเห็นโดยจิตใจไม่ได้เข้าไปคลุกปนเปื้อนด้วย และยิ่งถ้าได้พิจารณาธรรมต่อเนื่องเช่นศึกษาพระสูตรนี้ จิตใจก็ยิ่งจะสงบและมีปัญญาเห็นตามจริงในระดับที่ลึกและชัดมากขึ้น เมื่อนำสภาวะจิตใจเช่นนี้ไปพิจารณางาน จะพบว่า เราสามารถพิจารณาได้ตามจริงมีประสิทธิภาพยิ่งนัก โดยไม่โดนพิษแห่งกิเลสอวิชชาเข้าครอบงำปรุงแต่ง.. นั่นหมายความว่า ถ้าเราดำรงชีวิตประจำวันหรือดำเนินการงานด้วยสภาวะดังกล่าวมานี้ จะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดตามกำลังแห่งตน..
การปฏิบัติธรรมเปรียบดังขุดน้ำบาดาล ตอนที่ยังขุดไม่ถึงตาน้ำก็จะเหนื่อย สับสน วุ่นวาย ไม่มั่นใจ แต่พอได้พบตาน้ำแล้วก็สามารถใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เฮ้อ... เกี่ยวกันหรือปล่าวนี่เพราะมีงานเข้าพอครับ 5555

สาธุ ท่านอาจารย์ ดร.
การศึกษาเรียนรู้โดยการปฏิบัติตามลักษณะนั้น ใจจึงจะสัมผัสเอาลักษณะธรรมนั้นได้ เพราะเมื่อธรรมนั้นเป็นอาหารของใจแล้ว การปฏิบัติตามธรรม ก็เป็นการเอาอายตนะทั้ง ๖ อันมีใจเป็นประธานนั้นเสวยอารมณ์หรือความรู้สึกสัมผัสต่อวิญญาณหยั่งรู้ขึ้นได้ ก็จะทำให้กายจิตผู้นั้นอิ่มเป็นด้วยธรรมะ
ขออนุโมทนาบุญกับท่านอาจารย์ ดร.มากๆด้วยที่ได้จุดประกายความหวังในการสร้างบารมีอีกรูปแบบหนึ่ง
นมัสการพระคุณเจ้า
จะนำไปเป็นแนวทางเพียรฝึกฝนต่อไปครับ สาธุ สาธุ
เป็นหนังสือดีที่ต้องอ่านให้ได้นะครัีบ
ถ้าอ่านแบบไม่ด่วนตัดสินได้จะดีมากครับ
เพราะวิธีการนำเสนออาจดูแตกต่างจากความเข้าใจเดิมของเรา
แต่จริง ๆ เป็นสิ่งเดียวกันครับ