รัฐบาลกำหนดเป้าหมายโครงการ"เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ" เพื่อเป็นหลักประกันรายได้ เป็นการตอบแทนการทำงานหนักมาตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ

ปี 2552 เพื่อนชวนให้ไปไปลงทะเบียนผู้สูงอายุที่ประสงค์จะขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  แต่ผมไม่สนใจเพราะยังมีรายได้ประจำอยู่ แต่งงที่เพื่อนที่มีรายได้มากกว่าผมไปลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพ เพื่อนผมแจ้งว่าเป็นสิทธิของเขา ถึงแม้นจะแค่ 500 บาทต่อเดือน ก็ตาม

ปี 2553 ผมแวะไปทำธุรกิจที่เขต จึงสอบถามเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ที่เขต หลักสี่ ทราบว่าจะต้องมาลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอรับสิทธิ์ แต่ขณะนี้ยังไม่รับลงทะเบียน และไม่ทราบว่าจะเปิดลงทะเบียนเมื่อใด

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 ผมไปยื่นแบบฟอร์มเสียภาษีที่สรรพกรเขตหลักสี่ และได้เข้าไปสอบถามเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และได้ทราบจากเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่กำลังจ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้ก่อนหน้า ว่าผมจะต้องมาลงทะเบียนในเดือน พฤศจิกายน 2554 เพื่อขอใช้สิทธิ์ในปีงบประมาณ 2556

ผมเริ่มหงุดหงิด และเริ่มไม่พอใจในการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ต่อคำถามของผม เจ้าหน้าที่ (หลายคน) ได้พยายามชี้แจงให้ทราบว่าเขาเป็นอาสาสมัคร จึงไม่สามารถตอบคำถามได้ ผมจึงขอพบหัวหน้าที่สามารถตอบคำถามของผมได้ และได้รับการพาไปพบ คุณฉวีวรรณ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนฯ เขตหลักสี่

ระหว่างขึ้นลิฟท์ไปพบคุณฉวีวรรณ เจ้าหน้าที่ๆนำผมไปพบคุณฉวีวรรณาพยายามสอบถามว่าผมต้องการทราบอะไร เพื่อเธอจะได้ไปค้นเอกสารมาให้ผม แต่ผมใช้อารมย์กับเธอและไม่อยากจะพูดด้วย แต่เธอก็ใช้ความอดทนอย่างสูง

เมื่อผมพบคุณฉวีวรรณ ผมพูดเสียงดังและใช้อารมย์กับคุณฉวีวรรร แต่คุณฉวีวรรณก็ใจเย็นและพยายามอดทนกับผม ได้เชิญผมไปนั่งและพยายามอธิบายถึงขั้นตอนต่างๆที่ผมไม่เคยทราบมาก่อน ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ๆนำผมมาพบคุณฉวีวรรณก็ได้ค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ผมอ่าน จึงทราบว่าเจ้าหน้าที่ทุกท่านทำงานตามหน้าที่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม มีความอดทนสูง ทำให้ผมละอายใจ ที่ตัวเองมีอายุมากกว่าเจ้าหน้าที่ทุกคน ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดี แต่กลับปล่อยให้อารมย์ความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วยกับขบวนการของการจัดการโครงการที่เป็นปัญหาให้กับผู้สูงอายุหลายๆท่านที่เสียโอกาสได้รับสิทธิ์ที่ควรจะได้ ขบวนการในการจัดการทำให้ผู้สูงอายุที่มีความต้องการเงินจริงๆจำนวนมากขาดโอกาสและไม่ได้รับความสะดวกที่ควรจะได้รับ รัฐไม่ได้ทำงานเชิงรุก แต่กลับทำงานเชิงรับ ผมคิดว่าทางรัฐต้องทบทวน ขบวนการจัดการเพื่อลดอุปสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพให้มากกว่านี้

ผมได้ขอโทษคุณฉวีวรรณ และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ผมพูดเสียงดังและแสดงอารมย์ที่ไม่เหมาะสม ขอบคุณที่ใช้ความอดทนกับผมและได้พยายามอธิบายและแสดงเอกสารอ้างอิงในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ก่อนที่ผมจะลากลับ

หลังจากที่ผมได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาทบทวน จึงทราบว่าโครงการนี้เป็นโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ ที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ เป็นหนึ่งในโครงการรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชนภายใต้การรับผิดชอบของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุ๋ษย์ และผ่านกลไกคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ(กผส) ว่าด้วยเกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ     พ.ศ.2552 โดยมีนายกฯเป็นประธาน

คุณฉวีวรรณ ได้นำเอกสารบันทึกข้อความจากสำนักพัฒนาสังคม (สำนักงานการสงเคราะห์และสวัสดิภาพสังคม) ถึงปลัดกรุงเทพมหานคร เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2553 ลงนามโดย นางอารุณี รัศมีทัต ผู้อำนวยการพัฒนาสังคม มีสาระสำคัญดังนี้

1.ต้นเรื่อง สำนักการคลังได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กท 1308/1199 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 เรื่องขออนุมัติแนวทางปฏิบัติการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้โปรดอนุมัติแนวทางปฏิบัติและขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของ 50 สำนักเขตตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553 เป็นต้นไป

2.ข้อเท็จจริง สำนักพัฒนาสังคม ได้ดำเนินการประสานสำนักงานเขต 50 เขต ในการรับจดทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปีงบประมาณ 2554 ให้แล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2553 และขยายระยะเวลาในการรับจดทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปีงบประมาณ 2554 จนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ตามหนังสือด่วนที่สุดที่ กท 1505/043 ลงวันที่ 6 มกราคม 2553 เรื่อง การปฎิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 และตามหนังสือที่ กท 1505/519 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 เรื่องการขยายระยะเวลาในการรับจดทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปีงบประมาณ 2554

3.ข้อพิจารณาและเสนอแนะ สำนักพัฒนาสังคมพิจารณาแล้วเพื่อให้การดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการเพื่อขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของ 50 สำนักงานเขตเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คล่องตัว สะดวกรวดเร็ว บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประสิทธิผลสูงสุด จึงได้จัดทำหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่ิใช้รับจดทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นไป และเห็นควรนำเรียนผู้ว่าการกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ปฎิทินขั้นตอนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประจำปีงบประมาณ 2555

1.จัดทำประกาศและประชาสัมพันธ์ให้ผู้สูงอายุทราบสิทธิ์ของตนเอง ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคมถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553

2.กำหนดวันรับจดทะเบียนผู้มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยประกันยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2553

3.ตรวจสอบรายชื่อ/คุณสมบัติผู้สูงอายุเพื่อการยืนยันผู้มีสิทธฺ์ ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธันวาคม 2553

4.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ ภายในวันที่ 7 มกราคม 2554

5.เริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไป และจะได้รับทุกเดือนรายละ 500 บาท ต่อเดือน

จากปฏิทินที่กล่าวไว้เบื้องต้น แสดงว่าผู้สูงอายุที่ต้องการรับสิทธิของตนในปีงบประมาณ 2555 ต้องไปลงทะเบียนในเดือน พฤศจิกายน ปี 2553 จึงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินเดือนละ 500 บาทตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554

อยากถามว่ามีผู้สูงอายุจำนวนเท่าใดที่ไม่มีโอกาสได้รับสิทธินี้ เพราะไม่ได้ไปจดทะเบียนเนื่องจากไม่ทราบ หรือช่วงเปิดให้ลงทะเบียนยังไม่อยากรับสิทธฺ์เพราะพอมีรายได้ หลังจากนั้นไม่มีรายได้และต้องการเงินมาเลี้ยงชีพ จึงต้องรอไปลงทะเบียนเมื่อเปิดลงทะเบียนในงวดต่อไป  ซึ่งจะต้องรอไป 2 ปี ก่อนจะได้รับเงิน ระหว่างที่รอจะทำอย่างไร

ขอให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ หรือผู้เกี่ยวข้อง โปรดพิจารณาแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นต้องอาศัยเงินค่าเบี้ยยังชีพได้รับสิทธิโดยทั่วถึง ผมพิจารณาเอกสารและคำอธิบายจากคุณฉวีวรรณาแล้ว ผมยังไม่เห็นด้วยและคิดว่าเป็นแนวทางการปฏิบัติที่คิดแบบง่ายๆยึดความสะดวกของผู้เกี่ยวข้องในการให้บริการเป็นหลักไม่ได้ยึดในผลประโยชน์ของผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นต้องได้รับเงินเบี้ยยังชีพเป็นหลัก