เมื่อราวเกือบ 2 ปีก่อน ได้มีโอกาสไปร่วมสัมมนากลยุทธ์ของคณะฯ ผมแอบจดสาระเล็กๆน้อยๆที่สะกิดใจ ไว้เตือนความทรงจำในกลีบสมอง ที่กำลังมีเนื้อที่น้อยลงไปทุกที หรือไม่ก็กำลังเสื่อมสลายลงไปเรื่อยๆ

ลองอ่านดูนะครับ

 

วาทะเด็ดจากการสัมมนาทบทวนแผนกลยุทธ์การพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ 

 

undergrad

-          การสอบ NT ทำให้โรงแพทย์พัฒนาตัวเองด้านการเรียนการสอนให้เป็นโรงเรียนกวดวิชา เพื่อให้เด็กของเราสอบผ่านให้ได้มากที่สุด

-          นักศึกษาแพทย์สอบเข้ามาเรียนด้วยต้นทุนที่ไม่เท่ากัน และเราพัฒนาเขาด้วยวิธีเดียวกัน สายพานการผลิตเดียวกัน เพื่อให้จบด้วยคุณภาพที่เท่ากัน แบบนี้เรียกว่าผลิตของโหล ทำไมไม่แยกเด็กออกตามความสามารถไปเลย เด็กควรต้องเข้าใจและยอมรับว่า เขาเก่งไม่เท่ากัน คณะควรสนับสนุนให้เด็กเก่งพัฒนาตนเพื่อเก่งเป็นเลิศ ในขณะเดียวกันคนที่ไม่เก่งก็รับประกันคุณภาพว่าเขาสามารถจบตามมาตรฐาน

-          อาจารย์ที่กำลังจะเกษียณจำนวนมาก น่าจะให้ท่านมาอยู่ในแพทยศาสตรศึกษา เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนการสอน

-          เราเป็น content expert ไม่ใช่ process expert นั่นหมายความว่า เราน่าจะมีอาจารย์ไปเรียนต่อด้าน แพทยศาสตรศึกษา มากกว่านี้

-          PBL 100% เป็นสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดจริงหรือไม่ เพราะกระบวนการเรียนรู้มันช้ามาก ความสมดุลย์มันอยู่ตรงไหน ส่วนของ lecture มันก็สามารถบูรณาการความรู้ได้ดีเหมือนกัน การศึกษาที่ดีคือ ทำอย่างไรให้เด็กสามารถใช้กระบวนการ PBL มาแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีต่างหาก

-          ครูตามเด็กไม่ทันต่างหาก เราจึงชอบคิดว่าเด็กไม่เก่ง เพราะเด็กคิดแบบครูไม่เป็น

-          ตกลงว่า กลยุทธ์ด้านการเรียนการสอนคือ จัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย

-          การเรียนการสอนด้านเวชจริยศาสตร์เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการผลิตแพทย์ การทำ conference น่าจะมีส่วนหนึ่งที่มาวิเคราะห์ในด้านเวชจริยศาสตร์

-          เราฝึกคนให้มาเป็นหมอหรือเป็นครูแพทย์กันแน่ การมาเป็นครูแพทย์เป็น accident ของชีวิตเสียมากกว่า

-          การเรียนการสอนที่เป็นสหวิชาชีพ น่าจะทำให้เราทำงานเป็นทีมที่ดีขึ้น เช่น เรียนพร้อมกับพยาบาล เภสัชกร

-          รายวิชาที่คร่อมระหว่างคณะ เช่น  health promotion จะช่วยส่งเสริมการทำงานเป็นทีมได้

-          การเชิญแพทย์ดีเด่นที่ผ่านมา มาร่วมสัมมนา ว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างทัศนคติที่ดีแก่นักศึกษา

-          อาคารเรียนรวมเป็นของนศพ. ไม่ใช่ศูนย์จัดประชุม แต่อ.โกวิทย์ บอกว่าปฏิบัติยาก เพราะปัจจุบัน คณะให้บริการวิชาการด้านการจัดประชุมปีหนึ่งๆกว่าร้อยครั้ง การที่จะใช้ห้องเพื่อเรียนอย่างเดียว บางครั้งใช้แค่วันละ 2 ชม. ทำให้ไม่สามารถจัดประชุมได้เลย

-          เป็นไปได้ไหมที่จะให้ extern ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งในรพช. แทนที่จะส่งไป รพศ. ทั้ง 6 เดือน

-          กลยุทธ์ด้านอาจารย์ น่าจะมีกลไกในภาควิชาเพื่อสนับสนุนให้อาจารย์ได้มีโอกาสมานั่งคุยกันด้านจริยธรรม เวทีที่เป็น knowledge sharing ด้านการเรียนการสอนที่จะให้อาจารย์มานั่งคุยกัน

 

Postgrad

-          แพทย์ใช้ทุนกับแพทย์ประจำบ้าน เราต้องคิดไหม ว่าเขามีความเท่าเทียมกันหรือไม่ อ.สุภาภรณ์ตอบว่า ที่มาที่ไปของการผลิต พชท. ก็เพื่อการเตรียมคนมาเป็นอาจารย์ สำหรับกลุ่ม พจบ. นั้น เราผลิตขึ้นมาเพื่อให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

-          พชท. กับ พจบ. มีจุดเด่นกันคนละด้าน พชท.มีความเด่นด้านความเก่ง พจบ. มีความเด่นด้านการทำงาน การประสานงาน

-          พชท. เขาให้มีมาเพื่อช่วยทำงาน (เขาคิดว่าอาจารย์ส่วนภูมิภาคทำงานหนัก) แต่คณะแพทย์ได้แปลงการใช้ทุนให้เป็นการเรียนการสอนด้วย นี่น่าจะเป็นจุดเด่นของเรา

-          Ph.D board ในภาควิชา ortho เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนา แม้ว่าจะต้องเรียนนานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ปี

-          พชท.เป็นอนาคตของคณะเรา พชท.ก็คืออาจารย์ของเราในอนาคต การเรียนการสอนของนศพ.ส่วนหนึ่งก็อยู่ในมือของพชท. การเลือกพชท.เป็นแนวทางในการพัฒนาคณะแพทย์

-          ปัญหาของเราคือ ทำไมอาจารย์ที่เป็น role model จึงอยู่กับเราไม่ได้ อาจารย์รุ่นใหม่จะมีปัญหาเรื่องการจัดรูปแบบความคิด เขาอาจจะกลัวว่า หากอยู่แบบอาจารย์ ในอนาคตก็คงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้

-          จุดอ่อนของคณะเราก็คือ เราเกลี่ยภาระงานเท่าๆกันหมด ทำให้เราไม่สามารถดึงศักยภาพของอาจารย์ออกมาได้ เราจึงมีเป็ดเยอะไปเสียหมด คือไม่เก่งอะไรสักอย่าง

 

ด้านวิจัย

-          ไม่นาน จำนวน ผศ. รศ หรือ ศ. ของมหาวิทยาลัยต่างๆจะมีจำนวนไม่แตกต่างกัน ม.อ.ก็คงเป็นเช่นนั้น สิ่งที่วัดคุณค่าของมหาวิทยาลัยไม่น่าจะเป็นจำนวนของผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ แต่น่าจะเป็นงานวิจัยที่ทำให้เราเป็นโรงเรียนแพทย์ที่ตอบปัญหาสังคมได้

-          มีอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ผมขอวิจารณ์ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน เพราะเป็นคนที่ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ” (แต่ผมขอยืนยันว่าท่านเป็นคนที่เก่งจริงๆ)

-          ปัญหาของเราก็คือ ช่องว่างระหว่างความรู้มันมีมาก ทำให้เราไม่สามารถสร้างงานวิจัยที่ดีๆออกมาได้

-          เรามักจะเน้นว่า อาจารย์รุ่นใหม่ต้องทำอะไร ต้องเป็น ผศ. ภายในเวลากี่ปี ต้องผ่านการอบรมอะไรบ้าง แต่อ.บุญประสิทธิ์กลับคิดว่า ศัลยแพทย์รุ่นใหม่ ต้องรีบผ่าตัดให้เก่งให้เร็วที่สุด

-          เราเคารพคนอื่นในสิ่งที่เขาเป็นได้ไหม ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็น ผศ. รศ. หรือ ศ. (อ.กันยิกา)