"เงิน" กับ " การศึกษา"

ทำไมเวลาที่หลักสูตร หรือมหาวิทยาลัยจะลงทุนทำสิ่งใดสักอย่าง ถึงคิดแต่เพียงว่า "คุ้มค่า" กับ "เงิน" ที่จะลงไปไหม

อยากทำสิ่งนั้นให้นะ แต่ไม่คุ้มกับเงินลงทุน

อยากทำสิ่งนี้ให้นะ กลัวว่าจะขาดทุน ไม่คุ้ม

ตกลงการศึกษาบ้านเรากลายเป็นธุรกิจการศึกษาไปแล้วหรือนี่

ตั้งหลักสูตรมาเพื่อหวังหากำไรไปแล้วเหรอ

คำถามที่ได้รับมีแต่การถามว่า เมื่อไหร่คุณจะลงทะเบียน ทำไมคุณถึงไม่ขึ้นทะเบียนสักที

แต่ไม่มีการถามเลยว่า "คุณจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร" "คุณจะอยู่ได้ไหม" "เย็นนี้คุณจะเอาอะไรกิน" "คุณไม่คิดถึงบ้านเหรอจะกลับบ้านอย่างไร" 

สนใจแต่เฉพาะเรื่อง "เงิน" ลงทะเบียน ค่าหน่วยกิตเท่านั้นเหรอ

เจ้าหน้าที่มีหน้าที่หลักคือเจอหน้าแล้วก็ "ทวงเงิน"

ถ้าไม่มี "เงิน" เขาคงจะไม่คุยกับเราเลยมั๊ง

ตกลงเขาจะ "พัฒนา" เราหรือว่า "จะหากำไร" หรือผลประโยชน์จากเรากันแน่

ชักเริ่มไม่แน่ใจ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การศึกษาและวิจัยไทย

คำสำคัญ (Tags)#บริหารการศึกษา#มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น#มหาวิทยาลัยชุมชน

หมายเลขบันทึก: 42562, เขียน: 04 Aug 2006 @ 16:25 (), แก้ไข: 20 Jun 2012 @ 20:49 (), สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก


ความเห็น (3)

เป็นบันทึกอยากให้ความคิดเห็นค่ะ

อยากคิดอย่างนี้ค่ะว่า 1 การหารายได้ด้วยตัวเองเป็นความจำเป็นหนึ่งของสถานศึกษาค่ะโดยเฉพาะถ้าจะเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งจะต้อง "ยืน" ได้ด้วยตัวเอง

2 ดูเหมือนว่ามีความพยายามจะทำ healthy university ในมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ตอนนี้ในรูปธรรมมักไปลงที่ "กิจกรรมการออกกำลังกาย" ยังไปไม่ถึง "คุณภาพชีวิต" ของผู้ที่อยู่ในองค์กรทั้งหมด

3 ไม่ว่าในแง่ใดๆ ชีวิตนักศึกษามีค่ากับสถานศึกษามากค่ะเพราะเป็นลูกค้าที่มีพลังมาก ถ้าไม่มีนักศึกษาสถานศึกษาอยู่ไม่ได้ และถ้าผลผลิตไม่ดีจบไม่ตามเกณฑ์ สถานศึกษาก็อยู่ไม่ได้ แต่นักศึกษาอาจจะยังไม่คิดอย่างนั้นเพราะระบบต่างๆที่ยังยึดแนวปฏิบัติเจ้าขุนมูลนายเช่นเรื่องการต้องไปกรอกเอกสาร ต้องยื่นเรื่อง ต้องเดินตามระบบโดยไม่มีอำนาจต่อรอง

4 ลองมองรอบๆ ตัวซิคะ คนที่ทวงเงินก็คงหน้าตาไม่ได้แจ่มใส เพราะคนทำงานเองก็คงคุณภาพชีวิตไม่ดี จึงมุ่งแต่ทำงานของตนให้เสร็จโดยไม่คิดจะถามถึงความเป็นอยู่ของคนอื่น

ขอให้มีกำลังใจ

มีกำลังใจมากขึ้นเยอะเลยครับ สำหรับคำแนะนำทั้งสี่ข้อครับ

ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ

     ผมเคยนึกถึงสมัยก่อนที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถม  การศึกษาควบคู่ไปกับวิถีชีวิต  ช่วงฤดูกาลทำนา  ผมยังจำได้ว่า โรงเรียนที่ผมเรียนปิดให้ นร.ช่วยเหลือพ่อแม่ 10 วัน  เพื่อช่วยเฝ้าบ้าน ดูแลน้อง  เลี้ยงดูวัวควาย หมูเป็ดไก่  ช่วงผมเรียนมัธยม (โรงเรียนเรียนเอกชน) เพื่อนผมที่เป็นนักเรียนเชื้อสายจีน  ต้องกรีดยาง  ผู้ปกครองมาขออนุญาตให้ลูกมาโรงเรียนช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมง  โดยชั่วโมงแรกไม่เข้าเรียนเพราะยังทำยางแผ่นไม่เสร็จ 

       ทางโรงเรียนเขาก็ให้  ทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส  และเพื่อน ๆ ผมทุกคนก็ประสบความสำเร็จ  เป็นหมอก็หลายคน เป็นตำรวจ เป็นครูอาจารย์ เป็นพยบาล ฯลฯ  เพราะความเอื้ออาทรกัน  ค่าเทอมก็พูดคุยกันได้ถ้าหามาไม่ทัน  ผิดกับสมัยนี้เยอะมากจริง ๆ ครับ อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดนี้  จริงหรือเปล่าครับที่ว่าเราพัฒนาแล้ว