ประเทศไทยมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้ว่า ทางภาคเหนือมีเทือกเขาและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงาม ภาคใต้มีชายฝั่งทะเลขนาบทั้งสองข้าง มีบ่อน้ำพุร้อนจำนวนมาก ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสังคมเกษตรกรรมขนาดใหญ่ เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญา ความเชื่อ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นต้นทุนที่สร้างรายได้จำนวนมากเข้าสู่ประเทศ ด้วยเหตุผลข้างต้น ภาครัฐและภาคเอกชนจึงพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐาน มีความพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ การท่องเที่ยวไทยจึงพัฒนาขึ้นตามลำดับ ดังจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจน คือ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวจนเป็นที่รู้จักในระดับโลก และจังหวัดชลบุรีมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีป่าไม้ อุทยาน น้ำตก ชายหาด และเกาะแก่งต่าง ๆ ที่อุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ มีแหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคหิน มีสถานที่สำคัญอื่น ๆ เช่น พระตำหนัก วัดต่าง ๆ และทรัพยากรการท่องเที่ยวทางศิลปะและวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ทุกอำเภอ และมีประเพณีเกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรรม จึงอาจกล่าวได้ว่าจังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์
จังหวัดชลบุรีตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย หรือริมฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย ประมาณเส้นรุ้งที่ 12 องศา 30 ลิปดา-13 องศา 43 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 100 องศา 45 ลิปดา-101 องศา 45 ลิปดาตะวันออก ระยะทางจากกรุงเทพมหานครตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (ถนนสายบางนา-ตราด) รวมระยะทางประมาณ 81 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีเส้นทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือ Motorway (กรุงเทพฯ-ชลบุรี) ระยะทาง 79 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 45 นาทีเท่านั้น มีพื้นที่ทั้งสิ้น 2,726,875 ไร่ (4,363 ตารางกิโลเมตร) คิดเป็นร้อยละ 0.85 ของพื้นที่ประเทศไทย (พื้นที่ของประเทศไทยประมาณ 320,696,875 ไร่ หรือ 513,115 ตารางกิโลเมตร) มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา ทิศใต้ติดกับจังหวัดระยองทิศตะวันออกติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดระยอง ทิศตะวันตกติดกับชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย
ภูมิประเทศของจังหวัดชลบุรี มีภูเขาทอดยาวอยู่เกือบกึ่งกลางของจังหวัด เป็นแนวยาวจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนินเขา และที่ราบชายฝั่งทะเล ตอนเหนือเป็นที่ราบเหมาะแก่การกสิกรรม ทิศตะวันออกและทิศใต้ เดิมเป็นป่าพื้นที่ลุ่มดอนแต่ปัจจุบันเปลี่ยนสภาพจากป่าไม้เป็นที่โล่งเตียนใช้เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าว สัปปะรด ยางพารา และมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งจะพบแหล่งเพาะปลูกเกือบทุกอำเภอ มีชายฝั่งทะเลและหาดสวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจหลายแห่ง เช่น ชายหาดบางแสน พัทยา เป็นต้น ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินปนทรายยกเว้นบางส่วนของอำเภอพนัสนิคม และส่วนใหญ่ของอำเภอพานทอง จะเป็นดินเหนียวดินตะกลอน แหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อยจึงเกิดปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำประกอบกับการบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติทำให้พื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เกิดปัญหา ดินเสื่อมโทรมจากการทำไร่มันสำปะหลังและไร่อ้อย
ภูมิอากาศของจังหวัดชลบุรีอยู่ในสภาพไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจัด กล่าวคือในฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด ส่วนฤดูหนาวอากาศไม่แห้งแล้งมากนักมีฝนชุกสลับกับแห้งแล้ง บริเวณใกล้ภูเขามีฝนตกมากกว่าบริเวณใกล้ชายทะเล การที่สภาพอากาศโดยเฉลี่ยทั้งปีของจังหวัดชลบุรีอยู่ในระดับปานกลาง เป็นเพราะที่ตั้งของจังหวัดชลบุรีอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย และพื้นที่ส่วนใหญ่ทางทิศตะวันตกอยู่ติดกับทะเลมีความยาวถึง 160 กิโลเมตรฤดูฝนเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม - กลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านและนำเอาความชุ่มชื้นและฝนมาตกบริเวณพัทยา ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ ในช่วงนี้มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาเอามวลอากาศเย็นและแห้งแล้งเข้าสู่เมืองพัทยา ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม ฤดูร้อน ซึ่งเป็นส่วนช่วงเปลี่ยนลมมรสุมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ - กลางเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงมีอากาศร้อนอบอ้าวและมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉพาะในเดือนเมษายน
ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดชลบุรีมีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ น้ำตก ชายทะเล เกาะแก่งต่าง ๆ จังหวัดชลบุรีมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 160 กิโลเมตร มีชื่อเสียงในเรื่องของทะเล ได้ชื่อว่ามีทะเลที่มีความสวยงามเป็นอันดับแรก ๆ ของประเทศ มีชายทะเลที่มีชื่อเสียง เช่น หาดบางแสน หาดพัทยา เกาะที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะสีชัง เกาะล้าน แต่ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ 2 ตัวอย่างเท่านั้น ได้แก่ เกาะล้าน และหาดพัทยา
เกาะล้านเป็นเกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมานานหลายสิบปีแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้กับพัทยา จึงเดินทางถึงกันได้โดยสะดวก ตัวเกาะล้านมีความยาว 5 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง ส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ ดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ เช่น เรือลากร่ม (พาราเซลลิ่ง) เรือสกี สกู๊ดเตอร์ โดยเฉพาะที่หาดตาแหวน หาดทองหลาง หาดนวล และหาดเทียน ส่วนหาดแสมบรรยากาศเงียบสงบกว่าหาดอื่น บริเวณเกาะล้านและเกาะเล็ก ๆโดยรอบอย่างเกาะครก เกาะสากเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการัง ทั้งแบบน้ำตื้นและน้ำลึก รวมทั้งยังเป็นสถานที่ฝึกเรียนดำน้ำและแหล่งตกปลาที่สำคัญ
หาดพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเริ่มจากทหารอเมริกันได้แวะขึ้นฝั่ง แล้วเช่าบ้านพักตากอากาศที่พัทยาเป็นประจำทุกสัปดาห์ ต่อมาพัทยาจึงได้พัฒนาขึ้นจากหมู่บ้านชายทะเลอันเงียบสงบกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศระดับนานาชาติดังที่ปรากฏในปัจจุบัน หาดพัทยาเป็นหาดทรายที่มีความยาวต่อเนื่องประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ โดยแบ่งเป็นพัทยาเหนือ พัทยากลาง และพัทยาใต้ โดยที่หาดพัทยาใต้นั้นถือเป็นศูนย์รวมความเจริญและสถานบันเทิงตอยกลางคืน เวลากลางคืนมีการปิดถนนเป็น Walking Street ให้นักท่องเที่ยวเดินซื้อของได้โดยสะดวก ส่วนบริเวณชายหาดก็ร่มรื่น แถวหาดพัทยาเหนือเป็นบริเวณที่สงบกว่าส่วนอื่น นักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวนิยมไปเล่นน้ำพักผ่อน หรือเล่นกีฬาทางน้ำต่าง ๆ ส่วนชายหาดพัทยากลางไปถึงพัทยาใต้จะคึกคักกว่า เพราะเป็นย่านธุรกิจ ร้านค้า โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านขายของที่ระลึก และแหล่งบันเทิงครบวงจร
ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มีความโดดเด่นมาก เพราะปรากฏแหล่งอารยธรรมของมนุษย์ยุคหินใหม่บริเวณที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำพานทอง แสดงว่าในอดีตชลบุรีเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการตั้งชุมชนในสมัยทวารวดี สมัยลพบุรี เช่น เมืองพระรถ บริเวณตำบลหน้าพระธาตุ อำเภอพนัสนิคม เมืองศรีพโล บริเวณบ้านอู่ตะเภา ตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมืองชลบุรี และเมืองพญาเร่ ในเขตตำบลบ่อทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรีปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน จึงถือว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างทรัพยากรการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ 2 ตัวอย่าง ได้แก่ พระจุฑาธุชราชฐาน และเมืองพระรถ
พระจุฑาธุชราชฐาน ตั้งอยู่ในเกาะสีชังอยู่ห่างจากท่าเรือเทววงศ์ลงมาทางใต้ของเกาะ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับฤดูร้อน ภายในบริเวณมีภูมิทัศน์สวยงาม ด้านหน้าเป็นชายหาดท่าวัง ถัดขึ้นไปเป็นตึกวัฒนา พระตำหนักทรงปั้นหยา เรือนไม้ลวดลายขนมปังขิง ตึกผ่องศรีหรือศาลาแปดเหลี่ยม ตึกเขียว (เรือนมรกตสุทธิ์) ตึกอภิรมย์ และวัดอัษฎางค์นิมิตบนยอดเขา ซึ่งก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตก ส่วนพระราชวังทำด้วยไม้สักได้รื้อไปก่อสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆที่กรุงเทพมหานคร
เมืองพระรถ เป็นชุมชนเมืองโบราณตั้งอยู่ตรงหน้าพระธาตุ อำเภอพนัสนิคม เป็นเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ระหว่างที่สูงและที่รุ่มบรรจบกันลักษณะเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน มีคันดินคูน้ำล้อมรอบ มีสระน้ำอยู่ภายในตัวเมือง บริเวณตัวเมืองเป็นแหล่งที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกข้าวแบบทดน้ำมีลำน้ำไหลผ่านหลายสายทำให้เมืองพระรถเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมของท้องถิ่นนักโบราณคดีเชื่อว่าเมืองพระรถเป็นเมืองในสมัยทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ) และเจริญสืบเนื่องมาจากสมัยลพบุรี(พุทธศตวรรษที่ 17-18) เมืองพระรถมีตำนานที่เป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมาอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องพระรถ - เมรี ซึ่งเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อาศัยเหตุการณ์และภูมิประเทศสมัยนั้นเป็นโครงเรื่อง โบราณสถานที่พบที่เมืองพระรถ ได้แก่ร่องรอยของผังเมือง และเนินพระธาตุ ส่วนโบราณวัตถุได้แก่เครื่องปั้นดินเผาพร้อมทั้งเศษเปลือกหอยแครง ชิ้นส่วนของพระนารายณ์สวมหมวกแขก พระพุทธรูปแบบทวารวดีปางนาคปรก หินบดหยาบ กังสดาล และแท่นพระพุทธรูปทำด้วยหินขนาดใหญ่ โบราณวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ได้แก่พระพุทธรูปสำริดแบบลพบุรี พระพุทธรูปศิลาแบบทวารวดี เป็นพระพุทธรูปปางประทับยืนเหนือตัวพระพนัสบดี โบราณวัตถุที่พบเชื่อว่าเป็นของสมัยทวารวดีลงมาถึงสมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษ ที่ 12-18 )
ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางศิลปะและวัฒนธรรมมีความหลากหลาย ดังจะเห็นได้จากประเพณีต่าง ๆ ของจังหวัดชลบุรี ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อ เช่น ประเพณีทำบุญกลางบ้าน อำเภอพนัสนิคม ประเพณีกองข้าว อำเภอศรีราชา ประเพณีแห่พญายม ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา ประเพณีที่เกี่ยวกับอาชีพ เช่น ประเพณีวิ่งควาย ประเพณีถีบกระดานหอย อำเภอเมืองชลบุรี นอกจากนี้ยังมีงานหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อในระดับโลก คือ เครื่องจักสาน อำเภอพนัสนิคม ครกหินอ่างศิลา ของชุมชนอ่างศิลา ภูมิปัญญาการถนอมอาหาร เช่น การทำข้าวหลามหนองมน อาหารทะเลแห้ง กะปิ ซอสพริกศรีราชา เป็นต้น ในที่นี้จะกล่าวถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวทางศิลปะและวัฒนธรรมเพียง 2 ตัวอย่าง ได้แก่ ประเพณีวิ่งควาย และเครื่องจักสานพนัสนิคม
ประเพณีวิ่งควาย เป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดชลบุรีเมื่อประมาณ 100 ปีเศษมาแล้ว ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11วัดใหญ่อินทารามได้จัดให้มีเทศน์มหาชาติเป็นงานประเพณี โดยเจ้าของกัณฑ์เทศน์ส่วนมากเป็นชาวนาและชาวสวนจะใช้ควายเทียมเกวียนนำเครื่องกัณฑ์ เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร หมาก มะพร้าว กล้วย อ้อย บรรทุกมาวัดมีการตกแต่งเกวียนให้สวยงาม เมื่อเกวียนเหล่านี้มาพร้อมรวมกันที่วัด โดยมีเกวียน 13 เล่ม (13 กัณฑ์) มีควายที่ใช้เทียมเกวียน 26 ตัว จึงมีคนและสัตว์เข้าไปแออัดในวัดเป็นจำนวนมาก พอเวลาบ่ายคนขับเกวียนก็ชวนกันขี่ควายไปยังสระบัวซึ่งอยู่ห่างวัดเพื่อให้ควายกินและอาบ ขณะนั้นจึงเกิดมีคนนึกสนุกท้าผู้อื่นให้ขี่ควายแข่งประลองฝีเท้าดูว่าควายของใครมีฝีเท้าเร็วกว่ากันทั้งนี้ผู้ขี่จะต้องระวังไม่ให้ตัวตกลงมาจากหลังควายมิฉะนั้นจะถือว่าแพ้ เมื่อได้แข่งกันเป็นที่พอใจแล้วขากลับก็เกิดคะนองชวนกันขี่ควายอ้อมตลาดและวิ่งแข่งขันให้คนที่อยู่ในตลาดชม ดังนั้นเมื่อถึงวันขึ้น14 ค่ำเดือน 11 ของปีต่อ ๆ มา ควายที่เทียมเกวียนเครื่องกัณฑ์มาวัดก็นำถูกออกวิ่งในตลาดให้คนชม ต่อมาเจ้าของควายที่อยู่ในตำบลใกล้เคียงนึกสนุกนำควายของตนมาร่วมวิ่งแข่งบ้างทำให้ผู้คนพากันมาดูความสนุกสนานของงานวิ่งควายมากขึ้นจนกลายเป็นประเพณีที่สืบมาจนถึงทุกวันนี้
เครื่องจักสานพนัสนิคม มีการทำมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยจะใช้ไม้ไผ่จักสานเป็นรูปแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน เช่น บ้านบุ่งคล้าและบ้านเรือนใหญ่ นิยมสานตะแกรง กะโล่และกระบุง บ้านหนองบึก นิยมสานกระบุงและตะกร้า บ้านนางู นิยมสานตะกร้อจิ๋วและตะแกรงช้อนปลา บ้านศรีวิชัย นิยมสาน หมวก ปิ่นปักผม บ้านหน้าพระธาตุ นิยมสาน ฝาชีดอกพิกุล กุ้งและกบ บ้านคลองหลวง ตำบลไร่หลักทอง นิยมสาน กระจาด ตะกร้า บ้านวัดหลวง วัดโบสถ์ นิยมสาน ตะกร้าจิ๋วหลายแบบ บ้านสระสี่เหลี่ยม นิยมสาน ตะกร้าทางมะพร้าว บ้านหัวถนน นิยมสาน กระบุง สุ่ม ไซ และรอบ เป็นต้น
ความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรี เป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากสถิติในช่วงเดือนมกราคม-ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมา จังหวัดชลบุรีมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 7,882,541 คน ทำรายได้ 61,698.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2549 นักท่องเที่ยว 689,215 คน ทำรายได้ 6,393.41 ล้านบาท เฉพาะเมืองพัทยาแห่งเดียวมีจำนวนนักท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2550 มากถึง 6,680,658 คน ทำรายได้ 59,347.61ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 นักท่องเที่ยว 565,711 คน ทำรายได้ 6,103.50 ล้านบาท จากผลการสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งมาจังหวัดชลบุรี เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ชาวรัสเซีย เกาหลี จีน อินเดีย และไต้หวัน ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวแต่ละคนมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยอยู่ในจังหวัด 3.13 วัน ทั้งนี้เกิดจากการสนับสนุนและส่งเสริมของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และนักท่องเที่ยวทุกคน ปัจจุบันเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรีมีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะเกิดจากเงินรายได้ที่รับจากการสนับสนุนและส่งเสริมทรัพยากรการท่องเที่ยว ทั้งนี้เงินรายได้ที่ได้รับนี้จะนำกลับไปพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีให้เจริญเติบโตต่อไปในอนาคต