การขับเคลื่อนวาระของการสอนงานสร้างทีมนั้น ผมพยายามสะท้อนผ่านกระบวนการอันสำคัญ คือ การเรียนรู้ร่วมกันจากคนในองค์กรแบบเพื่อนสู่เพื่อน
ระยะหลังๆ ผมพยายามคิดรูปแบบของการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าผู้นำนิสิต เพื่อให้พวกเขา
ได้เกิดไฟฝันในการสร้างสรรค์กิจกรรมออกสู่สาธารณะ อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม
หรือหากจะเรียกว่า เป็นกระบวนการของการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองและพัฒนาสังคมก็ไม่ผิด
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดได้นั่นก็คือการแปลงความคิดของนิสิตออกมาเป็นสื่อที่แตะต้องสัมผัสได้ และเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า “นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส” ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ปรากฏรูปร่างในหลายลักษณะ อาทิ วีดีทัศน์ โปสเตอร์ นิทรรศการภาพถ่าย หนังสือเรื่องเล่าชาวค่าย หนังสือเด็กหอใน หนังสือ 30 คำถามยอดฮิตนิสิต มมส
และนั่นก็หมายรวมไปถึงละครเวที คลิปและสติ๊กเกอร์ด้วยเช่นกัน
ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมก็ตระหนักเสมอมาว่ากระบวนการสอนงานนั่นแหละ คือเครื่องมือ หรือกลไกอันสำคัญยิ่งในการที่จะพัฒนาคนและพัฒนาองค์กรได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าการสอนงาน คือ “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ควรค่าต่อการขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด และต้องเป็นการขับเคลื่อนแบบมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด-
ด้วยเหตุเช่นนี้ ปีสองปีให้หลังมานี้ ผมจึงได้ประกาศวาทกรรมในกลุ่มทีมที่ผมดูแลให้เป็นปีแห่งการ “สอนงาน..สร้างทีม” โดยมุ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจและท้าทายให้ทุกคนลุกขึ้นมานิยามความหมายและค้นหารูปแบบอันเป็น “กระบวนการ” ของการ “สอนงานสร้างทีม” ร่วมกันตามแบบที่เรา “คิดว่าใช่” หรือใกล้เคียงที่สุด
(จนบางทีก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่กำลังคิดและกระทำลงไปนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ การโยนหินถามทางดีๆ นั่นเอง)
อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนวาระของการสอนงานสร้างทีมนั้น ผมพยายามสะท้อนผ่านกระบวนการอันสำคัญ คือ การเรียนรู้ร่วมกันจากคนในองค์กรแบบเพื่อนสู่เพื่อน (Peer Assist-PA) ซึ่งปรากฏเป็นรูปรอยของ "โครงการพฤหัสสกัดความรู้" ที่ประกอบด้วยการจับเข่าคุยกันในบ่ายวันพฤหัสฯ โดยนำเรื่องราวแห่งการงานและชีวิตมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้แต่ละคนได้เปิดใจสู่การ “ถอดบทเรียน” เพื่อให้ได้บทเรียนที่ดี (Best Practice) เพื่อเป็นข้อมูล (Data) หรือน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทางในก้าวต่อไป
ถึงแม้ว่ากิจกรรมพฤหัสสกัดความรู้ จะไม่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในทุกสัปดาห์ เพราะมีภารกิจทับซ้อนมาเบียดคิวอยู่เรื่อยๆ จนบางครั้งก็จำต้องปรับแต่งมาเป็นวันอื่นๆ แทน (วันอังคาร) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมพฤหัสสกัดความรู้ คือรากฐานของการนำไปสู่การ "สร้างทีม" ที่ดี หรือเป็นกระบวนการของการจัดการความรู้ในองค์กรที่ดีเหมือนกัน จนในที่สุดก็กลายเป็นเวทีของการริเริ่มจัดทำ "ยุทธศาสตร์องค์กร" เลยก็ว่าได้
และที่สำคัญ ในแต่ละครั้งของกิจกรรมพฤหัสสกัดความรู้ จะมีการหยิบยกเอางานที่ผ่านเลยมามาสังเคราะห์ร่วมกันในเชิงผลลัพธ์ ว่าดีไม่ดีอย่างไร ควรปรับแก้ หรือต่อยอดอะไรบ้าง... รวมถึงการนำพาเรื่องราวแห่งการงานใหม่ๆ ที่จะมีขึ้นมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นการเผยแพร่ข่าวสาร (lnformation) ให้เพื่อนร่วมองค์กรได้รับรู้ หรือแม้แต่การเปิดพื้นที่ให้เพื่อนๆ ได้มีโอกาสเป็นผู้ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมออกแบบกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างเป็น “ทีม”
แน่นอนครับ บรรยากาศแห่งการพูดคุยกันนั้น ผมก็พยายามสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการณ์ของการเป็น “คนบ้านเดียวกัน” กันให้ได้มากที่สุด
เพราะหากทุกคน “เปิดใจ” ว่าตัวเองเป็นคนบ้านเดียวกัน (องค์กรเดียวกัน) ย่อมง่ายต่อการรังสรรค์บรรยากาศของการสนทนา (Dialogue) แบบ “เปิดเปลือย” จนเกิดความลื่นไหล ก่อเกิดเป็นความสุขและแรงบันดาลใจในการที่จะทำงานร่วมกัน เฉกเช่นวาทกรรมเชิงวัฒนธรรมของชาวหอพักที่กล่าวว่า “เพื่อน... เราใช้ชีวิตร่วมกัน บ้าน...เราใช้นิยามเดียวกัน”
ไม่เพียงกระบวนการในองค์กรเท่านั้น แต่ปัจจุบันผมยังให้ความสำคัญกับการสอนงานระหว่าง “ศิษย์เก่ากับศิษย์ปัจจุบัน” อย่างมาก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตปัจจุบันกับนิสิตรุ่นพี่ที่จบไปแล้วถือเป็นปัจจัยอันสำคัญของการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาองค์กรนิสิตไปในทิศทางที่ดีได้อย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะนั่นคือกระบวนการเรียนรู้แบบ “พี่สอนน้อง” ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของการดำรงอยู่และดำเนินไปขององค์กรนิสิตในทุกวันนี้
ด้วยเหตุนี้ ระยะหลังๆ ผมจึงเชิญศิษย์เก่ามาบอกเล่าประสบการณ์อยู่เนืองๆ เป็นการบอกเล่าแบบเป็นกันเอง เน้นความเป็นเรื่องเล่า หรือเรื่องเล่า (story telling) ด้วยเชื่อว่าเรื่องเล่าของรุ่นพี่ จะเติมแรงใจและจุดไฟฝันให้กับรุ่นน้องได้เป็นอย่างดี ทั้งในมิติการเรียนและการใช้ชีวิต หรือแม้แต่การเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อสถาบันการศึกษา และการบ่มเพาะเรื่องจิตอาสาเพื่อการรับผิดชอบต่อสังคม
(ตัวอย่างปกหนังสือ ซึ่งมาจากชื่อของบทกวีของศิษย์เก่าท่านหนึ่งที่ส่งงานมาร่วมกับเรา)
กระทั่งวันนี้ ผมไม่เพียงการเชื้อเชิญศิษย์เก่ามาบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตผ่านเวทีอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ผมยังเดินหน้าที่จะทำหนังสือขึ้นมาสักเล่มภายใต้แนวคิด “ศิษย์เก่าเล่าประสบการณ์” โดยขอความอนุเคราะห์ข้อเขียนจากพี่พ้องน้องพี่ที่จบไปแล้วมารวมเล่ม เพราะเชื่อว่านั่นคืออีกทางเลือกของการ “สอนงาน...สอนชีวิต” หรือสอนงานสร้างทีมด้วยเหมือนกัน
ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ก็กำลังก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ...
ผมจะไม่พูดถึงการใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและพัฒนาองค์กร...
ผมจะไม่พูดถึง การใช้หนังสือเป็นประเด็นเนื่องในวาระแห่งการอ่าน หรือทศวรรษแห่งการอ่าน
แต่ผมจะพูดว่า “การอ่าน หรือการเล่าเรื่องจากพี่สู่น้อง” ก็เป็นกระบวนการหนึ่งของการ “สอนงาน...สร้างทีม” หรือ “สอนงาน..สอนชีวิต” ที่ดี โดยเรื่องเล่าต่างๆ ที่ผมกำลังรอคอยและรวบรวมอยู่นี้ ก็เป็นผลพวงของการถอดบทเรียนอันเป็นชีวิตหรือประสบการณ์ (ความรู้) ออกมาเป็นสื่อที่แตะต้องและสัมผัสได้อย่างง่ายๆ เพื่อมุ่งไปสู่การยกระดับเป็นนวัตกรรมของการพัฒนานิสิตไปในตัว
....
ครับ, กัลยาณมิตรท่านใดที่เคยเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประสงค์จะ “สอนน้อง” และ “สร้างองค์กร” ของน้องๆ ให้เข้มแข็งต่อไป สามารถก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งด้วยการส่งเรื่องเล่า (หรือเล่าเรื่องเป็นลายลักษณ์) ผ่านมายังผมเลยก็ได้ ซึ่งผมจะนำไปรวบรวม ผลิตเป็นหนังสือดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
หรือแม้แต่คนที่ไม่ใช่ศิษย์เก่า...ผมก็ยินดีรับต้นฉบับนะครับ ถือเป็นนักเขียนรับเชิญไปในตัว...
ขอบคุณครับ (ช่วยกันหน่อย นะครับ)

สวัสดีค่ะน้องแผ่นดิน
ไม่ได้เข้ามาอ่านบันทึกนี้นาน
ด้วยภาระกิจส่วนตัวเรื่องสุขภาพ
บันทึกนี้อ่านด้วยความสุขค่ะ
ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าทำไมต้องเสนอนวัตกรรมในรูปกระดาษๆๆๆ
แล้วเราก็สร้างสื่อการเรียนรู้โดยมีเจ้าตัวเล็กร่วมกันคิด
เช่นการเล่นละครเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า
หรือยกตลาดนัดมาไว้ในห้องเรียน
เล่นเสร็จแล้วก็ให้ผู้ชม(นร.)แสดงความคิดเห็น
เราทำกันบ่อยครั้งเพราะเห็นว่ากิจกรรมแบบนี้
มันทำให้เด็กมีความสุขที่จะเรียนรู้ ได้คิดนอกกรอบ
แต่ก็ถูกเบรคว่าเป็นการทำงานที่ไม่ทิ้งร่องลอย
นอกจากรูปถ่าย และความคิดที่บันทึกลงในกระดาษน้อยรูปหัวใจของเด็ก
ซึ่งภาพเหล่านี้มันทำให้สามารถต่อยอดเรียนรู้ได้ดี
ไม่น้อยไปกว่าการบรรยายลงบนกระดาษรายงานเสียอีก
ขอบคุณค่ะ
สอนงาน สร้างทีม ครีม แล้วทำ ครับ
ขอชื่นชมในแนวทางปฏิบัติเยี่ยงนี้ต่ะ..การเปิดใจ..การไว้เนื้อเชื่อใจ..การสร้างพลังแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน..สมควรฝังเป็นจิตสำนึกของกลุ่มคนในทุกภาวะ เพื่อความเป็นปึกแผ่นขององค์กร..
..ที่สำคัญคือควรมีการสร้างกระบวนการเก็บ องค์ความรู้เหล่านี้ไว้อย่างทันสมัย..น่าอ่าน.. เข้าถึงได้ง่าย..มีผู้รับผิดชอบดูแลให้เกิดความต่อเนื่อง..
สวัสดีค่ะ น้องอาจารย์แผ่นดิน
สวัสดีครับ พี่krutoiting
ตอนนี้สุขภาพเป็นยังไงบ้างครับ ? (ขอให้แข็งแรง และเต็มไปด้วยพลังกาย พลังใจ นะครับ)
...
ในทุกๆ เรื่อง ผมเชื่อว่าเราต่างควรมีสิทธิ์ในารที่จะออกแบบกติกาการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่ร่วมคิดร่วมออกแบบกับผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง ซึ่งในแง่ทางการศึกษา ก็หมายถึงผู้เรียน นั่นเอง
จะด้วยวิธีการใด หรือกระบวนการก็ตาม ผมก็คาดหวังว่าจะสามารถสกัดออกมาเป็นสื่อที่แตะต้องสัมผัสได้อย่างง่ายๆ ซึ่งผมเคยแนะนำในบางที่ว่า เมื่อจัดงานแล้ว หากสามารถสัมภาษณ์สดผู้เข้าร่วมงานเกี่ยวกับทัศนะที่มีต่องาน หรือสิ่งที่ได้รับจากงาน หรือข้อเสนอแนะที่ได้จากนั้น เสร็จแล้วก็บันทึกวีดีโอไว้เพื่อตัดต่อเป็นเรื่องราวง่ายๆ สั้นๆ แบบ "บันเทิงเริงปัญญา" ก็ถือว่าเป็น "นวัตกรรม" ได้เหมือนกัน
บางทีนวัตกรรมอาจเป็นเรื่องใหม่และใช้ได้ผลสำหรับเรา แต่อาจดูเก่าแล้วสำหรับที่อื่นๆ แค่นี้ผมก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมตามมุมมองของผมเหมือนกัน นะครับ
สวัสดีครับ อ.JJ
ครับ-สำคัญที่สุดก็คือลงมือทำ...จุดหมายเริ่มจากการลงมือทำ...
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ นงนาท สนธิสุวรรณ
ผมพยายามสกัดความรู้มาในรูปแบบทำนองนี้ เพื่อส่งเสริมการอ่าน เพราะเชื่อใน "อำนาจวรรณกรรม" หรือแม้แต่สื่ออื่นๆ ก็ไม่ได้ละเลย สิ่งเหล่านี้ทำขึ้น ไม่เพียงใช้ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังจะเก็บรักษาไว้เป็นจดหมายเหตุขององคืกรไปในตัว เพราะตอนนี้กำลังมีทิศทางที่ชัดเจนในการที่จะจัดทำห้องสารสนเทศขององค์กร..
กำลังให้ทีมงานพิจารณาดูรุปแบบของการเผยแพร่ในสื่ออินเทอร์เน็ต เพื่อให้หลายๆ ภาคฝ่ายเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า มีหลายหน่วยงานมาเยี่ยมชมองค์กรแล้วขอสิ่งเหล่านี้ติดมือเพิ่มเติมไปด้วย ซึ่งเราเองก็เข้าใจว่า การได้ต้นฉบับไปนั้น มันดูดี ดึงดูดใจได้มากกว่าการโหลดหรือปริ้นออกมาจากเว็บไซด์นั่นเอง..
..ขอบพระคณครับ...
สวัสดีครับ พี่คุณยาย
ตอนนี้ได้มาเยี่ยม มมส..เหมือนเดิมหรือเปล่าครับ
ที่นี่เหมือนจะหายหนาว แต่สองวันให้หลังนี้ กลับหนาวๆ เย็นๆ อีกรอบ...
สวัสดีครับ..พี่ดาวเรือง
เรื่องการสอนงาน สร้างทีม...ตอนนี้เห็นผลแล้วในระดับที่น่าพอใจก็คือความเป็น "ทีม" ...วิธีการอาจต่างกัน แต่ทั้งหมดก็พุ่งไปในเป้าหมายเดียวกัน ส่วนการสอนงานนั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ลองผิด ลองถุกไปอีกสักปีครับ... มันเหมือนหัดเดินยังไงยังงั้น
ก่อนนั้น ก็พยายามผลักให้เกิดเวทีในระดับองค์กรเหมือนกัน เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไปอบรม หรือสัมมนาในเรื่องต่างๆ มาบรรยายให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้ -ฝึกให้มีการเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้กันฟัง...ฝึกและย้ำให้จัดกระทำเอกสารเป็น "ความรู้" มากกว่า "กระดาษ" สร้างกระบวนการสอนงานผ่านการดูหนังฟังเพลง, สอนงานผ่านการเป็นวิทยกรกระบวนการฯลฯ...
ทุกอย่างยังต้องเรียนรู้และถอดบทเรียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง..
ขอบคุณครับ