ได้รับมาจากเมล ชอบใจมากเพราะรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรได้ตระหนักรู้กันเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเป็นทุกข์กับการยึดติด เลยขอเอามาฝากค่ะ ยาวหน่อยแต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นจริง 

เมื่อเรากลายเป็น “ของมัน”

 

เคยสังเกตไหมว่าเวลาเพื่อนทำกระเป๋าเงินหาย 

เราสามารถสรรหาเหตุผลมาได้มากมายเพื่อช่วยให้เธอทำใจ

(ยังดีที่ไม่เสียมากกว่านี้, ถือว่าใช้กรรมก็แล้วกัน,เงินทองเป็นของนอกกาย ฯลฯ)

ในทำนองเดียวกันเวลา เพื่อนอกหัก ถูกแฟนทิ้ง

เราก็รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรเพื่อให้เธอปล่อยวาง

แต่เวลาเราประสบเหตุอย่างเดียวกัน กลับทำใจไม่ได้

เอาแต่เศร้าซึมจ่อมจมอยู่กับความสูญเสีย

คำแนะนำดี ๆ ที่ให้กับเพื่อนกลับเอามาใช้กับตัวเองไม่ได้

บ่อยครั้งก็นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าควรจะทำใจอย่างไร

ใช่หรือไม่ว่าสาเหตุที่เราสามารถแนะนำเพื่อนได้อย่างฉาดฉาน

ก็เพราะเงินของเพื่อน ไม่ใช่เงินของฉัน แฟนของเพื่อน ไม่ใช่แฟนของฉัน

เราจึงไม่รู้สึกทุกข์ร้อนเท่าใดนัก ปัญญาจึงทำงานได้เต็มที่

แต่เมื่อใดที่เหตุร้ายเกิดกับเงินของฉัน หรือกับแฟนของฉัน

อารมณ์จะท่วมท้นใจจนนึกอะไรไม่ออก

 

ไม่มีอะไรที่จะทรงพลังเท่ากับคำว่า “ของฉัน”

ไม่ว่าความวิบัติจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม หากมันไม่เกี่ยวข้องกับ “ของฉัน”

เราก็ไม่ค่อยรู้สึกรู้สาด้วย แต่ทันทีที่มีอะไรมากระทบกับ “ของฉัน”

แม้เล็กน้อยเพียงใด มันกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที

 

หลายคนดูข่าวแผ่นดินไหวในอิหร่านที่มีคนตายนับแสนคนด้วยความรู้สึกเฉย ๆ

แต่จะขุ่นเคืองไปทั้งวันเมื่อพบว่ารถของตนมีรอยขีดข่วนที่ตัวถัง

สาเหตุที่ผู้คนยอมเหนื่อยยากทำงานตัวเป็นเกลียวก็เพื่อรักษาและเพิ่มพูน

“ของฉัน”ให้มากที่สุด

ความยึดอยากให้ทุกอย่างเป็น “ของฉัน”ทำงานอยู่ในส่วนลึกของจิตใจตลอดเวลา

แม้เก้าอี้ในโรงหนังที่เพิ่งมานั่งได้ไม่กี่นาที เราก็เรียกว่า “เก้าอี้ของฉัน”

ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

 

แต่เราเคยสังเกตไหมว่า ทันทีที่ยึดอะไรก็ตามว่าเป็น “ของฉัน”

เรากลายเป็น “ของมัน”ไปทันที เราจะยอมทุกข์เพื่อมัน

ถ้าใครวิจารณ์เสื้อของฉัน ตำหนิรถของฉัน เราจะโกรธและจะแก้ต่างให้มัน

บางครั้งถึงกับแก้แค้นแทนมันด้วยซ้ำ ถ้าเงินของฉันถูกขโมย

เราจะทุกข์ข้ามวันข้ามคืนทีเดียว

คนจำนวนไม่น้อยยอมตายเพื่อรักษาสร้อยเพชรไว้ไม่ให้ใครกระชากเอาไป

บางคนยอมเสี่ยงชีวิตฝ่าเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้บ้านเพราะกลัวอัญมณีจะถูกทำลาย

วายวอด

ฉะนี้แล้วควรจะเรียกว่า”มันเป็น “ของฉัน” หรือฉันต่างหากที่เป็น “ของมัน

เป็นเพราะหลงคิดว่ามันเป็น “ของฉัน”

ผู้คนทั้งโลกจึงกลายเป็น “ของมัน”ไปโดยไม่รู้ตัว มีชีวิตอยู่ก็เพื่อมัน

ยอมทุกข์ก็เพื่อมัน ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่ามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด

แต่ก็ใช้เวลาไปอย่างไม่เสียดายก็เพื่อมัน

ซ้ำร้ายกว่านั้นหลายคนยอมทำชั่ว อกตัญญูต่อผู้มีพระคุณก็เพื่อมัน

 

ยิ่งยึดมั่นว่าทรัพย์สมบัติเป็นของฉัน เรากลับกลายเป็นทาสของมัน

จิตใจนี้อุทิศให้มันสถานเดียว

เศรษฐินีเงินกู้คนหนึ่ง เป็นโรคอัลไซเมอร์ในวัยชรา จำลูกหลานไม่ได้แล้ว

แต่สิ่งเดียวที่จำได้แม่นก็คือสมุดจดบันทึกทรัพย์สิน

ทุกวันจะหยิบสมุดเล่มนี้มาพลิกดูไม่รู้เบื่อ

แม้ลูกหลานจะชวนสวดมนต์หรือฟังเทปธรรมะ ผู้เฒ่าก็ไม่สนใจ

จิตใจนั้นรับรู้ปักตรึงอยู่กับเงินทองเท่านั้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อสิ้นลมผู้เฒ่าจะนึกถึงอะไรและจะไปสุคติได้หรือไม่

 

ไม่ว่าจะมีเงินทองมากมายเพียงใด เมื่อตายไปก็ไม่มีใครเอาไปได้แม้แต่อย่างเดียว

นั่นเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทรัพย์สมบัติ

แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ หากหวงแหนติดยึดมันแม้กระทั่งในยามสิ้นลม

มันก็สามารถฉุดลงอบายได้

 

ถ้าไม่อยากเป็น “ของมัน” ก็ควรถอนความสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็น “ของฉัน”

การให้ทานเป็นวิธีการเบื้องต้นในการฝึกจิตให้ถอนความสำคัญมั่นหมายดังกล่าว

ถ้าให้ทานอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้รับเท่านั้น

หากยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ให้ ประโยชน์ประการหลังมิได้หมายถึง

ความมั่งมีศรีสุขในอนาคตเท่านั้น

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือช่วยลดความยึดติดในทรัพย์“ของฉัน”

แต่อานิสงส์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราให้โดยไม่ได้หวังอะไรกลับคืนมา

หากให้เพื่อมุ่งประโยชน์แก่ผู้รับเป็นสำคัญ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระหรือไม่ก็ตาม

และเมื่อให้ไปแล้วก็ให้ไปเลย โดยไม่คิดว่าของนั้นยังเป็นของฉันอยู่

 

การให้ทานและเอื้อเฟื้อเจือจานเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้แก่จิตใจ

ทำให้ไม่ทุกข์เมื่อประสบความสูญเสีย ในทางตรงข้ามคนที่ตระหนี่

แม้จะมีความสุขจากเงินทองที่พอกพูน

แต่หารู้ไม่ว่าจิตใจนั้นพร้อมที่จะถูกกระทบกระแทกในยามเสียทรัพย์

แม้จะเป็นเรื่องที่จำเป็นก็ตาม

 

ชาวอินเดียผู้หนึ่งเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก

วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากภรรยาว่าเธอปวดท้องและปวดศีรษะมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล

หมอจึงสั่งตรวจเลือดและทำอุลตร้าซาวด์ เพราะเกรงว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ

พอรู้เช่นนี้เขาจึงสั่งให้ภรรยารีบหนีออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ต้องจ่ายอะไรทั้ง

สิ้น

แล้วเขาก็โทรศัพท์ไปด่าหมอว่าเห็นแก่เงิน

สั่งตรวจเลือดและทำอุลตร้าซาวด์โดยไม่จำเป็น

หมอพยายามอธิบายอย่างไรเขาไม่ยอมเข้าใจ.......

ต่อมาเขามีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลเดียวกันนั้นเพื่อผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี

เขาต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายวันเนื่องจากมีการติดเชื้อ

ค่าใช้จ่ายจึงเป็นจำนวนมาก วันสุดท้ายที่เขาอยู่โรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินได้มาเก็บเงินจากคนไข้ถึงในห้อง

ทันที่เขาเห็นตัวเลขค่าใช้จ่าย ก็เกิดอาการช็อคและสิ้นลมคาเตียง

 

เงินนั้นมีไว้ใช้ แต่เมื่อใดที่เผลอใจกลายเป็นของมันไป

มันก็สามารถทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตได้

 

นิตยสารซีเครท : Vol.2 No.50 26 July 2010 Joyful Life & Peaceful Death เมื่อเรากลายเป็น “ของมัน”

 

พระไพศาล วิสาโล