หลังจากที่ห่างหายจากการบันทึกการเรียนรู้ของตัวเองไปนานพอสมควร วันนี้ครูแคทเดินมาหาแรงบันดาลใจจากดิฉันเหมือนเช่นเคย ในขณะที่วางกระเป๋าและเตรียมเปิดคอมฯ เพื่อทำงาน ครูแคทก็บอกกับดิฉันว่า “ไม่รู้ว่าครูเต่าสอนอะไรเด็กไป ในชั่วโมงของหนูเด็กถึงได้เก่งแบบนี้” ดิฉันจึงพูดขึ้นว่า “แคทพูดเหมือนครูเต่าเลย เขาว่า “ไม่รู้ว่าครูชั้น ๒ เค้าสอนอะไรเด็ก ทำไมเด็กถึงได้ฉลาดแบบนี้”
ภาคเรียนนี้คุณครูเต่า – สุจิตรา เลขางานวิชาการ รับอาสาไปสอนการงานฯ ให้กับนักเรียนชั้น ๒ ที่กำลังเรียนเรื่องงานเกษตร เพราะครูเต่าชอบปลูกต้นไม้เป็นที่สุด ดิฉันจึงแนะว่า “งั้นแคทเขียนเรื่องเล่าจากข้อสังเกตของครู ๒ คนสิ น่าสนใจดีนะ จะได้เห็นว่าการเรียนรู้ และประสบการณ์แบบไหน ที่ทำให้เด็กเขาเป็นอย่างที่เขาเป็นอยู่” แล้วเรื่องเล่าของครูแคทก็เริ่มต้นขึ้น
ภาคเรียนสุดท้ายของปีการศึกษา ในวิชามานุษกับโลก นักเรียนชั้น ๒ ได้เรียนรู้เรื่องโลกร้อน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ใหญ่มาก จนบางครั้งครูแคทก็รู้สึกว่ายากที่จะทำให้เด็กเล็กๆ เข้าใจเรื่องใหญ่ๆ และสัมผัสได้ยากแบบนี้
แต่แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจเกิดขึ้นคือ ชั้นเรียนนี้ไม่เป็นอย่างที่คิดเอาไว้เลย กิจกรรมที่มาทำให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องโลกร้อน เช่น ก๊าซเรือนกระจก ด้วยการกางเต๊นท์ไว้กลางแดดแล้วให้เด็กๆ วัดอุณหภูมิภายใน ภายนอกเต๊นท์ และวัดในขณะที่เปิดเต๊นท์ และปิดเต๊นท์ แล้วนำมาเทียบเคียงกับอุณหภูมิโลก ประกอบการอธิบายของครูบนกระดานด้วยรูปที่ครูวาดขึ้นเอง เพียงแค่นี้ก็ทำให้เด็กๆ ชั้น ป. ๒ เข้าอกเข้าใจเรื่องยากๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้พวกเขายังสามารถโต้ตอบกับครู ในบรรยากาศที่ทำให้ครูที่ยืนอยู่หน้าชั้นเกิดอาการขนลุกอยู่ตลอดเวลาด้วยความทึ่ง !
ด้วยคำถามง่ายว่า “เด็กๆ คิดว่ากิจกรรมอะไรของพวกเราที่ทำให้โลกร้อนขึ้น” และ “กิจกรรมอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก” เมื่อครูถามจบ เด็กๆ ต่างแย่งกันยกมือตอบจนครูแคทมองแทบไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นการขับรถ การเผาขยะ โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การหายใจของพวกเราก็ทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งนั้น
นอกจากคำตอบแล้ว ยังมีคำถามตามมาจากเด็กๆ ด้วยว่า แล้วทำไมเราต้องสร้างโรงงานอุตสาหกรรมด้วยคะ ครูตอบไปว่า “เราจะได้ผลิตสินค้าให้ได้เยอะ ๆ ไงคะ” เมื่อเห็นเด็ก ๆ ทำหน้างง ครูแคทก็เลยยกตัวอย่างว่า“กระเป๋าดินสอที่ทำจากผ้าที่ครูถืออยู่นี้ ถ้าครูเย็บเองอาจใช้เวลา ๓ วัน แต่ถ้าเรามีเครื่องจักร มีโรงงานอุตสาหกรรม ใน ๑ วันเราจะผลิตได้เป็นพันๆ หมื่น ๆ ใบเลย” เด็กยังทำหน้าไม่พอใจกับคำตอบ แต่ก็ไม่มีคำถามใดๆ ตามมาอีก
ตามแผนในวันนั้น เนื้อหาที่เตรียมจะสอนมีแค่ว่าโลกร้อนได้อย่างไร ภาวะเรือนกระจกคืออะไร แต่ในเมื่อเด็กๆ พามาถึงขนาดนี้แล้ว ก็เลยอดไม่ได้ที่จะถามเด็กๆ ไปว่า แล้วจะทำอย่างไรดี ?
แล้วก็อดตื่นเต้นไม่ได้อีก เพราะคำตอบส่วนใหญ่ไม่ใช่คำตอบที่จำมาจากโฆษณา หรือแม้แต่การรณรงค์ในโรงเรียน เช่น การแยกขยะ ใช้ถุงผ้า ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ การใช้ปิ่นโต ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่คำตอบย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของปัญหาที่เด็กๆ ตอบไปตั้งแต่แรก คือ การเลิกใช้รถยนต์ การทุบโรงงานอุตสาหกรรม แม้ว่าจะเป็นคนตอบที่ฟังแล้วรุนแรง จนรู้สึกอยากจะปรามในตอนนี้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าเดี๋ยวก่อน...ฟังเด็กให้จบก่อนดีกว่า
แล้วเอิร์ธที่นั่งอยู่หลังห้อง ก็เดินมาหาครูที่หน้าชั้น แล้วถามครูว่า “ตอนนี้โรงงานอุตสาหกรรมถูกทุบไปแล้วกี่แห่งครับ” ครูแคทตกใจเล็กน้อยกับคำถามนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร แล้วก็ตัดสินใจตอบไปว่า “ยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมถูกทุบเลยค่ะ” เอิร์ธดูท่าทางผิดหวังกับคำตอบ ครูจึงจะอธิบายต่อว่า “ผู้ใหญ่ใช้เงินเยอะในการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม มันทุบไม่ได้หรอก เราต้องผลิตสินค้าให้พอกับที่คนจะใช้” เอิร์ธก็ยังทำหน้าไม่พอใจกับคำตอบ แล้วเอิร์ธก็พูดติดๆ ขัดๆ เดินถอยหลังไปพร้อมกับพึมพำคำถามเบาๆ แบบไม่คาดหวังคำตอบจากครูว่า
“ผู้ใหญ่ ๆ ๆ ๆ แล้วทำไมผู้ใหญ่เลือกโรงงาน ไม่เลือกโลก!!! ”
ความโลภ..อยากมีอยากได้เกินความจำเป็นของผู้ใหญ่คือคำตอบค่ะ..
ฝักถั่วพู อ่อนจิ้มน้ำพริกกุ้งปักษ์ใต้
เรื่องเล่าดีๆ อ่านแล้วหัวใจเบิกบาน ขอชื่นชมที่ครูใหม่แบ่งปันความรู้มาให้อยู่เสมอ นั่นสิ ทำไมผู้ใหญ่ไม่เลือกโลกน้อ
รุจิเรศ