ข้อคิดเล็กๆน้อยๆ จากแดนดินถิ่นอิสาน

       ข้อคิดเล็กๆน้อยๆ จากแดนดินถิ่นอิสาน (ชอบเขียนอิสาน ไม่ชอบใช้ อีสาน ไม่รู้เพราะอะไร แต่ก็เหมือนกันโดยอรรถต่างกันโดยพยัญชนะเท่านั้น เพียงรัสสะ อี เป็น อิ เป็นอิสาน)

      ผญาภาษิตที่กล่าวถึงข้างล่างนี้สอดแทรกอยู่ในพระธรรมเทศนาที่พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ที่ท่านได้แสดงไว้ ในที่ต่างๆ อาตมาจำมาเล่าและขยายความแต่เพียงเล็กน้อย ให้เห็นกุศโลบายในการสั่งสอนของคนอิสานโบราณ ถ้าจะบอกว่าผญาเป็นร้อยกรองมั้ย ก็ตอบว่าเป็น คำผญา เป็นคำคม คำสุภาษิต คำเปรียบเทียบ เปรียบเปรย อุปมา อุปไมย ผญามีทั้งที่สัมผัส และไม่สัมผัส ไม่มีบังคับเอกโท เหมือนโคลงสี่สุภาพ  ผญา เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของชาวอิสาน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดวรรณกรรมอิสานประเภทต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นบทกลอน ความหมายของผญาเป็นอย่างไรไม่สามารถจะระบุลงได้แน่ชัด และไม่ประสงค์จะให้ความหมายในที่นี้ และผญานี้มีมากมายหลายประเภท หลายชนิด แต่ที่นำมากล่าวถึงในที่นี้เพียงเท่าที่เห็นข้างล่างนี้

    ผญาบทนี้เน้นย้ำ ให้เห็นความสำคัญของป่าของพระ พระอาจารย์ท่านแสดงไว้ในคราวที่มีการปลูกป่าเมื่อหลายปีมาแล้ว ดังนี้

                        “... ต้นกำเนิดแหล่งน้ำเกิดจากป่าดงหนา

                         ต้นกำเนิดกระแสธรรมธาราแม่นพระทรงไว้

                         สัตว์ได้อาศัยซ้นไพรสณฑ์สืบเผ่าพันธุ์พงษ์แหล่ว

                         โลกจักเย็นอยู่ย้อนสังโฆเจ้าแผ่พระธรรม

                          ยามใดสงฆ์หากยังอยู่ยั้งเคียงคู่อรัญญา  

                          แตกกิ่งสายธาราป่องแปวกระแสน้ำ

                          อาศัยรุกโขด้าวภาวนาเพียรพร่ำ

                          ประกาศธรรมพระเจ้ายามนั้นโลกซุ่มเย็น

                           มีแต่ดินบ่มีไม้ดินสิไง่เป็นผง

                           บ่มีดงดอนบังสิเกิดเป็นทะเลแล้ง

                           สายธาราสิเขินแห้งแสงสุรีย์สิฮ้อนจี่

                           ชีวิตสัตว์ส่ำเชื้อสิสูญสิ้นเผ่าพันธุ์...”

 

    บทนี้สอนให้มีความหนักแน่นอดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความเป็นผู้มีสติรู้เท่าทันอยู่ตลอด ดังนี้..

 

               “ ...ฝังหลักมั่นลมสิตีฮ้อยห่า ทอดสะเนิ่งแหงนหน้าเบิ่งลม...”

 

    บทนี้คงต้องการอยากสื่อให้เห็นถึงการทำบุญ ว่าได้รับอานิสงส์ต่างกัน ทำไมจึงได้บุญไม่เหมือนกัน ทั้งๆที่ทุกคนก็ทำบุญเช่นกัน  จะได้เป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาเรื่องบุญในพระพุทธศาสนาให้ละเอียดไม่สักว่าทำสืบต่อกันมาด้วยศรัทธาอย่างเดียว  ดังต่อไปนี้...

 

“...สู่คนสุกินข้าว ภาษาสังมาต่าง ต่างคนต่างอาบน้ำ สังมาเกลี้ยงหลื่นกัน สู่คนสุทำบุญสร้าง บุญผลาสังบ่ส่งคือกันน๊อ?..”

 

     เรื่องชาติหน้าจริงไหม ไม่มีใครสามารถรู้ได้ ในทางพุทธศาสนาท่านก็รับรองว่ามี แต่ถ้าไม่เชื่อหรือลังเลใจคนโบราณอิสานท่านก็สอนให้รู้จักหาสิ่งที่จะเป็นเครื่องป้องกันรับรองเอาไว้ก่อน  ถ้าหากว่ามีจริง ถ้าทำดี ก็จะได้ไม่เดือดร้อน ดังภาษิตบทนี้...

 

“...อันว่าชาติหน้านั้น บ่มีไผฮู้ว่าสิมีจริงแหล่ว  บ่มีไผยืนหยันว่าสิมีจริงแท้  ถ้าเฮาหวังดีแล้ว กะทำดีเอาไว้ก่อน  ประกันความเดือดฮ้อนดีกว่าแก้บาดเทื่อลุน ...”