ก่อนการประชุมภาคบ่ายของวันนี้จะเปิดตัวขึ้น  ผมถือโอกาสเปิดเพลงเบาๆ  ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ฟังเพลินๆ
เพื่อเป็นการผ่อนคลาย และเตรียมความพร้อมเข้าสู่การประชุมในภาคที่เหลือ 

โดยปกติ เมื่อผมประชุมกับทีมงานชุดนี้  ผมมักเห็นเขาค่อนข้างเงียบขรึม ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ  ให้แสดงความคิดเห็น
หรือร่วมวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ พวกเขาก็ไม่ค่อยมีปฏิกริยาตอบสนองอย่างที่ควรจะเป็น   จนผมอดที่จะถามกลับไปตรงๆ
ไม่ได้ว่า "เกิดอะไรขึ้น ?" 

ผมใช้เวลาอยู่นานเหมือนกับการเสาะหามูลเหตุต่างๆ  ค้นพบประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง อาทิ  เคยชินกับการ "รอรับคำสั่ง"  หรือแม้แต่การ "ไม่กล้าคิด"  เพราะกลัวว่าจะผิดเพี้ยนจากนโยบาย  รวมถึงภาวะตึงเครียดและจริงจังของการประชุม
ซึ่งประเด็นหลังนั้น ผมรู้ว่าผมมีส่วนมาก  

ระยะหลัง ผมผ่อนคลายลงไปมาก  การประชุมเริ่มหัวเราะขบขัน  มีการโต้ตอบเชิงหยิกหยอกกันบ่อยๆ  รวมถึงความกล้า
ที่จะหยิบจับเอาสิ่งของต่างๆ ขึ้นมาขบเคี้ยวอยู่บ่อยๆ  ซึ่งประเด็นหลังผมแซวว่า "ผมไม่ถือสานะ...สบายๆ แต่ถ้าเปลี่ยนคนมาดูแลเมื่อไหร่ อย่าทำแบบนั้น เพราะเขาจะหาว่าผมไม่สอน" - (ครับ, ผมบอก หรือแซวแบบเอ็นดูจริงๆ) 

 

 

วันนี้ก็เช่นเดียวกัน  การประชุมผ่อนคลายอย่างมาก  ทั้งๆ ที่เป็นการประชุมเชิงนโยบาย  ผมเปิดโอกาสให้พวกเขาร่วมกำหนดนโยบายเกี่ยวกับหอพักไปในตัว  รวมถึงการกระตุ้นให้เขารู้สึกว่า  เขาเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร  และองค์กร ก็ควรถูกกำหนดทิศทางจากพวกเขาด้วยเหมือนกัน

ก่อนเริ่มวาระในภาคบ่าย  ผมชวนให้แต่ละคนได้สะท้อนแนวคิด หรือสิ่งที่ได้รับจากการประชุมตอนเช้าที่เพิ่งผ่านพ้นมาสดๆ ร้อนๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนผลของการประชุม หรือสะท้อนผลการเรียนรู้เล็กๆ ที่พวกเขาพบเจอและสัมผัสได้

และนี่คือส่วนหนึ่งที่พวกเขาได้สะท้อนออกมา


       •เห็นความสำคัญของการทำงานที่ยึดโยงข้อมูลในแต่ละปีเป็นฐานคิด  เพื่อต่อยอดและท้าทายต่อปัญหาเก่าๆ ไม่ให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก      
       •เห็นแนวทางการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วมในระบบทีมขององค์กร 
และการเชื่อมโยงในระบบเครือข่ายของแต่ละคนและแต่ละสายงาน
       •ได้เรียนรู้ระบบการทำงาน  โดยเฉพาะระบบการวางแผน   การยืดหยุ่น  การสังเคราะห์ข้อมูล 
       •มีทัศนคติในเชิงบวก มองวิกฤตเป็นโอกาส โดยเฉพาะก่อนเข้าห้องประชุม ทุกคนจะมีความเครียดกับปัญหาที่แบกรับ  แต่พอได้เปิดใจสะท้อนข้อมูล ทุกอย่างก็ถูกคลี่คลายด้วยความเป็นทีม  ซึ่งเชื่อว่า "ทุกปัญหา
มีทางออกเสมอ"
       •ได้เรียนรู้หลักการทำงานเชิงรุกเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ให้นิสิตเข้าพักในมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาลเหมือนทุกๆ ปี 

 

ครับ...นั่นยังรวมถึง ได้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันหมายถึง "ความสุข" ด้วยเช่นกัน

ก่อนปิดประชุม  ผมถือโอกาสเปิดภาพดอกไม้จากเชียงใหม่ให้เขาได้ชมร่วมกัน  ผมบอกกับพวกเขาว่า "นั่นคือของฝากที่ผมตั้งใจเก็บมาฝากพวกเขาจริงๆ"  

 

 

๒๘ มกราคม ๕๔
มุมเล็กๆ : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม