"อภิสิทธิ์" ยอมรับบริหารงบประมาณก้อนโต เลี่ยงรั่วไหล-ทุจริตได้ยาก แนะทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา ชี้ผลงาน สตง. 5 ปีพบความเสียหายหลายหมื่นล้าน เผยเร่งออกมาตรการคุมราคากลางจัดซื้อจัดจ้าง หวั่นเปิดช่องฮั้วราคาวานนี้ (26 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงวิชาการในการประกาศยุทธศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดิน จัดโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยกล่าวตอนหนึ่งว่างบประมาณแผ่นดินปัจจุบันอยู่ในระดับ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สตง.ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐทั้งหมด โดยมีเป้าหมายรักษาผลประโยชน์เพื่อให้การใช้เงินบังเกิดผลบนหลักของธรรมาภิบาล แต่ยอมรับว่าการทำงานโดยมีเงินงบประมาณจำนวนมากก็มีข่าวการรั่วไหลและทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งการป้องกันต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพราะการตรวจเงินเป็นกลไกตรวจสอบเพื่อให้การใช้เงินคุ้มค่าและลดความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม การทำงานของ สตง.ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีผลอย่างมากเพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นหลายหมื่นล้านบาท และ สตง.ยังสามารถเรียกจัดเก็บเงินได้อีกจำนวนมากด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐถือว่าหนักหน่วงมากและรูปแบบมีความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการตลอดเวลา รัฐบาลพยายามจะหยุดยั้งและลดในที่สุดมาตรการที่กำลังเร่งทำคือเรื่องของราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างที่จะสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาราคากลางไม่สะท้อนความเป็นจริง เปิดช่องสมยอมในการเสนอราคา หรือการไม่มีกติกาในการจ้างที่ปรึกษา ที่ให้ที่ปรึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการทุจริต โดยมีการกำหนดคุณลักษณะ อ้างเทคนิคชั้นสูง เป็นที่มาของการเสียงบประมาณโดยสิ้นเปลือง ทั้งที่ควรจะได้สินค้าที่ราคาถูก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า การทุจริตเกิดจากหลายฝ่าย อาทิ ราชการ การเมือง ที่มีการทุจริต แต่ภาคธุรกิจก็มีส่วนร่วมไม่น้อยจนทำให้ปัญหารุนแรง แต่ระยะหลังภาคธุรกิจให้ความร่วมมือหากหน่วยงานตรวจสอบขอความร่วมมือด้วยก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก นอกจากนี้ตนในฐานะประธานคณะกรรมการการกระจายอำนาจพบว่ายังมีช่องว่างของ สตง. และ อปท. ที่ผ่านมาสองหน่วยงานมีการสัมมนาปรับความเข้าใจให้มากขึ้น แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการกระจายอำนาจไม่ได้มุ่งหวังให้เขาทำงานเหมือนราชการ และนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการตีความอำนาจหน้าที่ หากการทำงานยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักก็จะง่ายในการกำหนดกลไกตรวจสอบ
สยามรัฐ
ประจำวันที่ 27 มกราคม 2554