สวัสดีครับ
ผมได้รับเกียรติจาก ม.เกริก ให้มาสอนนักศึกษาปริญญาเอกสาขานิเทศน์นวัตกรรม วิชานวัตกรรมการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศ ครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 เเล้ว ผมจึงเปิด Blog นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ในการเรียนการสอนครั้งนี้ด้วยครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
โครงการปริญญาเอกนิเทศศาตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
หลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัญฑิต สาขานิเทศศาสตร์นวัตกรรม
รหัสวิชา-ชื่อวิชา นศ.นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศ
(Innovation Communication for National Development )
อาจารย์ผู้สอน ศ. ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และทีม Chira Academy โทรศัพท์ 0-2619-0512-3
e-mail: [email protected] เว็บไซต์: www.chiraacademy.com
วัตถุประสงค์
- เรียนเพื่อนำไปใช้ และนำไปสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- หลักสูตรขึ้นอยู่กับผู้เรียน ถ้าสนใจอะไรก็สามารถเพิ่มเติมได้
- อาจารย์เป็นผู้ประสานความรู้
- วิธีการเรียนแบบ 4L’s
- หา Concepts ใหม่ ๆ
- หาหัวข้อวิจัยที่เป็นประโยชน์
|
ครั้งที่ |
วันที่ |
หัวเรื่อง |
|
1 |
วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2553 เวลา 09.00 – 16.00 น. |
เช้า- ปฐมนิเทศ - ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ Macro – Micro ที่มีผลกระทบกับการสร้างนวัตกรรมการสื่อสาร - การศึกษาไทยกับการนวัตกรรมการสื่อสาร เปิดเทป อ.จีระ และ อ.ธงทอง โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ |
|
2 |
วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2553เวลา 09.00 – 16.00 น. (เดินทางไปพัทยา) |
เดินทางไป study Tour ที่พัทยา เช้า-ดูงานที่เขตปกครองพิเศษเมืองพัทยาเน้นนวัตกรรมการสื่อสารในระดับท้องถิ่น บ่าย- การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์, ม.ล.ชาญโชติ ชุมพูนุช และ ดร.ละเอียด ศิลาน้อย |
|
3 |
วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 09.00 – 16.00 น. |
เช้า- กรณีศึกษาการตลาดกับนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อการพัฒนา ประเทศ โดย ศาสตราภิชานไกรฤทธิ บุณยเกียรติ บ่าย- นวัตกรรมการสื่อสารกับภาพลักษณ์ประเทศไทย โดย ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
|
|
4 |
วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 09.00 – 16.00 น. |
เช้า- การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการสื่อสารในยุคของการเปลี่ยนแปลง การท่องเที่ยวและสร้าง Brand (Expro 2020) โดย นายอรรคพล สรสุชาติ บ่าย – กรณีศึกษาการแพทย์แบบ พญ.นลินี ไพบูลย์ โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ |
|
5 |
วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 09.00 – 16.00 น. |
- กรณีศึกษานวัตกรรมการสื่อสารโดยการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อ สร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Panel discussion) โดย ดร.กล้า สมตระกูล คุณปรัญชา ปิ่นแก้ว คุณสามารถ จันทร์สูรย์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม บ่าย – กรณีศึกษา Cooperate Communication ของ Central โดย คุณบุษบา จิราธิวัฒน์ |
|
6 |
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2553 เวลา 09.00 – 16.00 น. |
กรณีศึกษาการพัฒนาทุนมนุษย์ในงานสื่อสารมวลชน โดย คุณสมเกียรติ อ่อนวิมล คุณวีรวรรณ วรรุตน์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ |
|
7 |
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2553 เวลา 09.00 – 16.00 น. |
การสื่อสารนวัตกรรมเพื่อสร้างสังคม ภาคประชาชนและภาคท้องถิ่น โดย คุณรสนา โตสิตตระกูล คุณรุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ |
|
8 |
วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2553 เวลา 09.00 – 16.00 น. |
กรณีศึกษา White Ocean กับนวัตกรรมการสื่อสาร โดย คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย สอบปลายภาค |
*หัวข้อย่อยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
การวัดผลการเรียน
1. Assignment โดยใช้Blog 10%
2. Case Study 10%
3. สอบกลางภาค ครั้งที่ 1 (Midterm Exam I) (ข้อเขียน) 15 %
4. กลางภาค ครั้งที่ 2 (Midterm Exam II) (ข้อเขียน) 15 %
5. การมีส่วนร่วมในห้องเรียน 10%
6. วิจารณ์ เรื่อง 10%
7. Study Tour 10%
8. Public Seminar 20%
ภาพบรรยากาศวันที่ 13 ก.พ. 54
ศาสตราภิชานไกรฤทธิ บุณยเกียรติ
การบ้านที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 23 มกราคม ในชั้นเรียน
1. จากการชมรายการ ไทยมุง เรื่อง "ปฎิรูปการศึกษา พัฒนาการเรียนรู้เด็กไทย" ให้วิเคราห์
- ปัญหาคุณภาพและปริมาณ เราจะ Mobilize ความสัมพันธ์ในเรื่องคุณภาพการศึกษาอย่างไร?
- การปฎิรูปการศึกษา ครั้งที่ 1 เป็นอย่างไร?
- การปฎิรูปพฤติกรรมเป็นอย่างไร?
- การปฎิรูปเด็ก Life Long Learning ทำอย่างไร?
- การบริหารงารบุคลากรในการปฎิรูปการศึกษา ควรทำอย่างไร?
[ตามสมาส่งหน้าใหม่นะครับ]
การปฎิรูปการศึกษา
ตั้งแต่ผมกลับไปช่วยงานวางแผนด้านการบริหารให้กับกิจการของทางบ้านซึ่งก็คือ โรงเรียนเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้ผมได้เริ่มเห็นและพร้อมๆกันก็เริ่มวิตกจริตกับอนาคตเด็กไทยเป็นอย่างมากครับ ซึ่งพออาจารย์เอาเทปสัมภาษณ์นี้มาเปิด จึงยิ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากจริงๆ
เพราะ “โลก” หมุนแรงและเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งกว่า นับวันโลกก็จะแคบลงมีการลื่นไหลระหว่างวัฒนธรรมมากขึ้น และการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย จะได้รับการนิยมและเป็นที่ยอมรับทั่วทุกมุมของโลก จะมีระบบเศรษฐกิจฐานความรู้และการค้าแบบไร้พรมแดน จะมีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร เป็นอย่างมาก “สังคมไทยยุคใหม่” ต้องปรับตัวเองตามโลกให้ทัน ถ้ายังง้องแง็งเงาะแงะง้อยเปลี้ยเสียขากันอยู่อย่างนี้ละก็ เตรียมตัว “ตกโลก” ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังกันได้เลยครับพี่น้อง
สังคมไทยจะต้องปรับตัวเองให้เป็นสังคมเข้มแข็ง และมีคุณภาพ ต้องทำตัวเป็นสังคมที่ยึดหลักความสมดุล และพึ่งตนเองได้ และเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีการปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างการบริหาร การเมืองการปกครอง การจัดการศึกษาให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น โดยการเปิดโอกาสให้ทุกส่วนของสังคม/ทุกคนในสังคม มีส่วนร่วมอันจะเป็นระบบที่เอื้อต่อการพัฒนาสังคมไทยที่ยั่งยืน มีการผสมกลมกลืนระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาไทยอย่างสมบูรณ์ ระบบการศึกษาจะต้องสามารถสร้างแนวความคิด ต้องมีการปฏิรูประบบโครงสร้างการบริหารการเมือง การปกครอง และระบบการศึกษาให้ไปในทางเดียวกัน เพื่อพัฒนาคนและสังคมไทยให้ยั่งยืน อนาคตภายในทางลบของสังคมไทยจะเป็นสังคมที่อ่อนแอแข่งขันไม่ได้ คนไทยมีคุณภาพต่ำ มีความไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างชาติสูง บ้าฝรั่ง-ไหว้ญี่ปุ่น-บูชาเกาหลี ทำให้คนไทยขาดความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่ทันเหตุการณ์
การปฏิรูปการศึกษาตามแนวคิด “ความรู้คู่คุณธรรม มีความสุข เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต, สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง มุ่งทำงาน และชาญชีวิต, เป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น คิดสร้างสรรค์และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต, เป็นผู้ที่สามารถสร้างความรู้ใหม่ ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ รักการทำงาน และมีพลวัตในตนเองสูง, และเป็นคนไทยที่มาตรฐานสากล คือ เป็นผู้มีความสามารถทางด้านภาษาสากล เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์, มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมนานาชาติ, มีค่านิยมสากล และสามารถบูรณาการวิถีชีวิตไทยกับสังคมสากลได้อย่างมีความสุข” นั่นเป็นนโยบายที่สวยหรู เป็นความฝันที่รัฐบาลวาดมันขึ้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ในระยะเวลาปีกว่าที่ผมกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับกิจการโรงเรียนผมค้นพบว่า แนวทางของระบบการศึกษาไทยดำเนินไปอย่างน่ากลัว ผมขอยกเอารายงานเรื่อง “ปัญหาการศึกษา” ที่พอดีผมไปอ่านเจอมาลงดังนี้นะครับ
1. คุณภาพการศึกษาตกต่ำไม่ทันโลก แข่งขันไม่ได้ ความสามารถในการแข่งขันสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ (ประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๓๓ จาก ๔๗ ประเทศ), คุณภาพผู้เรียนไทยเป็นที่พอใจ มีสัมฤทธิ์ผลต่ำในทุกวิชา เช่น สังคมศึกษา (ร้อยละ ๕๕) ภาษาไทย (ร้อย ๔๗) ภาษาอังกฤษ (ร้อยละ 34) และคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (ร้อยละ 30). ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพต่ำ คิดไม่เป็น ทำไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รักการเรียนรู้ เป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่ำ. การเรียนการสอนไม่ได้เน้นความสามารถสากลเท่าที่ควร, ขาดการอบรมบ่มนิสัย ไม่ได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและภูมิปัญญาไทยอย่างเพียงพอ. ทั้งนี้เพราะคุณภาพครูส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน และหลักสูตรการเรียนการสอนและการประเมินผลผู้เรียน เน้นวิชาและครูเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียน, การเรียนการสอนไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เน้นการท่องจำ แต่ไม่เน้นการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคิดริเริ่มสร้างสรรค์
2. การเข้ารับการศึกษาไม่กว้างขวาง ไม่ทั่วถึง และไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในโอกาสการเข้ารับการศึกษา และคุณภาพการศึกษาที่ได้รับ, คนไทยมีการศึกษาเฉลี่ยเพียง 7.1 ปี, แรงงานอายุ 13 ปีขึ้นไป(48 ล้านคน) ร้อยละ 68 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า, มีประชาชนอายุ 13-24 ปี ซึ่งเป็นคนในวัยเรียน ถึง 7.1 ล้านคน ที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา. นอกจากนี้ ยังมีคนที่พลาดโอกาสและด้อยโอกาสที่จะเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจำนวนมาก เช่น เด็กพิการอายุ 6-17 ปี มีถึงร้อยละ 80 พลาดโอกาสเข้ารับการศึกษา
3. การศึกษาแปลกแยกจากสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม การศึกษาที่จัดอยู่ในปัจจุบันเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน ไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตในสังคม, อีกทั้งการศึกษาขาดการบูรณาการเชื่อมโยงกับด้านศาสนา ศิลป์ และวัฒนธรรมเข้าไว้ในกระบวนการเรียนรู้อย่างเหมาะสม, ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาอ่อนด้อยทางคุณภาพ และจริยธรรม และขาดความภูมิใจในศิลปะ และภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งก็การดำรงอยู่ และความมั่นคงสถาพรของชาติไทย
4. การบริหารจัดการศึกษาขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในปัจจุบันมีการบริหารรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง, มีการจัดองค์กรซ้ำซ้อน สายบังคับบัญชายาว, ไม่มีเอกภาพด้านนโยบาย และมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรต่ำ, ขาดการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม, วิชาชีพครูตกต่ำ จึงไม่ได้คนดีคนเก่งมาเป็นครู, สังคมขาดศรัทธาและความเชื่อมั่นในวิชาชีพครู, ขาดการพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง, ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และขาดความเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน
ถ้าเราจะปฏิรูปการศึกษาให้ถูกทาง ผมว่าเราต้องมองการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการศึกษาในความหมายกว้างกว่าการผลิตแรงงานไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมคือต้องมุ่งพัฒนาคนทุกคนตามศักยภาพของพวกเขาอย่างทั่วถึงเป็นธรรม เพื่อยกระดับคนทั้งประเทศให้มีทั้งความรู้ ความฉลาดทางอารมณ์ มีบุคลิกนิสัยและจิตสำนึกที่ดี พอที่จะไปพัฒนาตัวเอง ครอบครัว ชุมชน ประเทศให้เติบโตอย่างสมดุล เป็นธรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและความสุขของประชาชนอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการเจริญเติบโตของสินค้าและบริการ
การที่จัดการศึกษาเพื่อแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในความหมายกว้างได้ ต้องส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และเผยแพร่ให้คนทุกชนชั้นทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คนแต่ละคนได้พัฒนาศักยภาพของเขาได้ดีที่สุด องค์กร ชุมชนและประเทศได้เรียนรู้สิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวมมากที่สุด เพื่อประชาชนจะหัดมีจิตสำนึกในการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติกันบ้าง
Sustainability การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย จะยั่งยืนอย่างไร
การพัฒนาประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ให้ยังยื่นในระยะยาว เราไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกับใคร แต่ให้แข่งกับตัวเอง ไม่ต้องไปมัวแต่กังวลมองว่าประเทศไหนใครจะเจริญรุ่งเรืองสถาพรกว่าเราแค่ไหน คนไทยก็คือคนไทย ประเทศไทยก็คือประเทศไทย ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีลักษณะของประเทศที่ต่าง ไม่ต้องอะไรมากแค่เราหัดรู้จักลดการใช้ของฟุ่มเฟือย ไม่นำเงินออกนอกประเทศและรัฐบาลควรส่งเสริมการส่งออกให้มากขึ้น ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งก็เร่งพัฒนานำเอา “เศรษฐกิจแบบพอเพียง” มาใช้ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของไทย เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์
ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต
และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
และที่สำคัญถ้าคนไทยรู้จักคำว่าพอเพียงให้ดีขึ้นประเทศก็จะสงบสุข โดยการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
และแนวทางที่ดีที่สุดที่ผมเห็นก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสียงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณ และความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
“…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร …ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกิดไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมือง ที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้ว ในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญ กลัว จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าเราไม่รักษาไว้…”
การจัดสรรทรัพยากรมาใช้เพื่อการผลิตที่คำนึงถึง คุณค่า มากกว่า มูลค่า จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล กับ ระบบ เป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายทั้งทุนสังคมและทุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะต้องไม่ติดตำรา สร้างความรู้ รัก สามัคคี และความร่วมมือร่วมแรงใจ มองกาลไกลและมีระบบสนับสนุนที่เป็นไปได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่
การกระจายรายได้ ระหว่างคนเมือง กับ ชนบท
ความเป็นชนบทกับความเป็นเมือง ความเท่าเทียมบนความไม่เท่าเทียม มันก็แล้วแต่ใครจะตีความละครับ ชนบทมีหลายๆสิ่งที่เมืองไม่มี และหลายๆสิ่งที่ในเมืองมีชนบทก็ไม่มีเช่นกัน ความเท่าเทียมในสิทธิ นี่คงจะเท่าเทียมกันทุกคน แต่ถ้ามีปัจจัยอื่นๆมาทำให้ไม่เท่าเทียม อาทิ เส้น สาย หน้าที่การงาน นี่ก็มีให้เห็นกันทั้งคู่
ทั้งในชนบทและในเมือง มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า ชนบทขาดไปโดยไม่เท่าเทียม ก็คือ การศึกษา สุขอนามัยที่ครบครัน องค์ความรู้ต่างๆที่จะพัฒนาท้องถิ่น เรือกสวนไร่นา ต่างๆที่ยังกระจายไปยังไม่ทั่ว แต่ชนบทก็มีอะไรน่ารักๆ มีเสน่ห์ที่เป็น identity and charm มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนรอบข้าง ความมีน้ำจิตน้ำใจ ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน
ส่วนในเรื่องของการกระจายรายได้ ก็อย่างว่าละครับต้องยอมรับละว่า มันเท่าเทียมบนความไม่เท่าเทียม แต่ก็มีอะไรมากมายที่ทำให้เมืองกะชนบทแตกต่าง สังคมทุกสังคมก็มีความแตกต่างกันทั้งนั้นแหละหาความเท่าเทียมได้ยากครับ (ตามทฤษฏีของคาร์ล มาร์กซ ที่กล่าวว่ามนุษย์มีความขัดแย้งกัน ตั้งแต่เริ่มต้นแห่งมนุษยชาติ สังคมนิยมเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้)
แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าความไม่เท่าเทียมระหว่างคนชนบทกับคนเมือง คือ โอกาสที่จะเข้าถึงในสิ่งต่างๆ นโยบายของรัฐบาลที่ผ่านๆมาตั้งแต่อดีต ไม่ได้พยายามลดความแตกต่างหรือ ช่องว่างทางสังคม การศึกษาที่แตกต่างระหว่าง คนชนบท กับคนเมือง ทำไห้เกิดการไม่ยอมรับเสียง ซึ่งกันและกัน ทำไห้เกิดความไม่เสมอภาคทางความคิด
การที่สังคมเมือง ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักทำไห้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วแบบโลกาภิวัตร ต่างจากสังคมชนบทที่ยังได้รับเทคโนโลยีในการพัฒนากับข่าวสารน้อยมาก ก่อไห้เกิดความแตกต่าง หรือแบ่งโลกกันเลยครับ ทั้งที่อยู่ในรัฐเดียวกัน สิ่งต่างๆโดยย่อยเหล่านี้ ทำไห้เกิด ความไม่เสมอภาคทาง สังคม เพราะความแตกต่าง การศึกษา ฐานะ เทคโนโลยี จึงส่งผลโดยตรง ต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
(โดยรวมถึงการแสวงหาอำนาจทางการเมืองของคนบางกลุ่ม อีกต่างหาก)
ความสมดุลย์ของธุรกิจข้ามชาติกับธุรกิจ SME ผลกระทบอันเกิดจากการเปิดเสรีทางการค้า
บรรษัทข้ามชาติ ยักษ์ใหญ่ค้าส่ง – ค้าปลีก ในไทย อย่าง สยามแม็คโคร (จากเนเธอร์แลนด์) เทสโก้-โลตัส (จากอังกฤษ) คาร์ฟูร์ (จากฝรั่งเศส) บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (โดยกลุ่มกาสิโน จากฝรั่งเศส) จากเดิมที่จะมีการเปิดสาขาแต่เฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ
เริ่มด้วย สยามแม็คโคร เป็นรายแรกที่ออกมาประกาศ ว่าจะขยายสาขาออกไปใน ๕๐ จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เกิดความวิตกกังวลในกลุ่ม พ่อค้ารายย่อย ร้านค้าปลีกท้องถิ่นและ SMEs ในแต่ละจังหวัด ต่างก็เกรงว่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการเปิดสาขาขึ้นในจังหวัดของตน เพราะที่ผ่านมาในจังหวัดที่ ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกข้ามชาติไปเปิดสาขา ร้านค้าปลีกในท้องถิ่นและ SMEs ก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
การแข่งขันเสรีนั้นแน่นอนย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่การเปิดให้ยักษ์ค้าปลีกระดับโลกเข้าแข่งขันกับ พ่อค้ารายเล็กรายน้อยในต่างจังหวัด ดูเหมือนว่าจะเป็นการแข่งขันที่ไร้กฎกติกาไม่ได้ยืนอยู่บนกฎกติกาที่เสมอภาคเป็นธรรม
รัฐบาลไทยเป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทย ควรที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ให้กับคนไทยอย่างน้อย ก็ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ ไมค์ ไทสัน ขึ้นเวทีแข่งขันชกมวยอย่างเสรี กับ พะเยาว์ พูนธรัตน์ แล้วบอกว่า นี่คือการแข่งขันเสรีตามเงื่อนไข WTO การแข่งขันที่เพียงประกบคู่ ก็รู้ผลแล้วว่า พะเยาว์ ถูกน็อคเอ้าท์อย่างแน่นอน จะเอาอะไรไปสู้
ดูอย่างประเทศออสเตรเลีย เขาปกป้องเกษตรกรเลี้ยงไก่ของเขา ภายใต้การแข่งขันเสรีตามเงื่อนไข WTO โดยการออกกฎหมาย ให้ไก่สดแช่แข็งที่จะนำเข้าประเทศ จะต้องผ่านการต้มสุกฆ่าเชื้อก่อน เพื่อป้องกันเชื้อโรคไก่ที่อาจติดมากับซากไก่สดได้ ถามว่าแล้วจะเป็นไก่สดได้อย่างไร? ในเมื่อต้องต้มให้สุกเพื่อฆ่าเชื้อเสียก่อน เหตุผลที่ประเทศอื่นๆฟังดูแล้วไร้เหตุสิ้นดี แต่ผู้นำของออสเตรเลีย เมื่อเขาเห็นว่าการเปิดเสรีดังกล่าวเป็นผลลบต่อเกษตรกรฟาร์มไก่ของเขา เขาก็ออกระเบียบมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทันที แม้ใครจะว่าไม่มีเหตุผลก็ตาม
ขณะที่ผู้นำของไทย กลับออกปกป้องผลประโยชน์ของต่างชาติ เมื่อกลุ่มผู้ค้าปลีก หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมไทย กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มผู้รักชาติ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาล ออกกฎหมายเป็นมาตรการมารองรับ การเปิดเสรีทางการค้าภายในประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ-ประชาชน ซึ่งผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ต่อผู้ค้าปลีกไทย และผลกระทบอื่นๆที่จะตามมาอีกมากมาย ขอชี้ตัวเลยละกันครับ อย่างดร.สุวรรณ วลัยเสถียร รมช.กระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของทุนต่างชาติ ว่า
1.ไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเปิดเสรีทางการค้าในฐานสมาชิกองค์การค้าโลก(WTO)
2.ร้านใหญ่ไม่ได้หมายความถึงต่างชาติทั้งหมด แต่หมายถึงร้านไทยอย่างเดอะมอลล์ เซ็นทรัลควบรวมเข้าไปด้วย นอกจากนี้การที่จะไปบอกว่าร้านพวกนี้เป็นต่างด้าวนั้น ไม่ถูกต้องนัก เพราะแม็คโครและบิ๊กซี มีการซื้อขายในตลาดหุ้น คนไทยมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของหุ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตคาร์ฟูร์และเทสโก้ ก็คงจะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นไทยในที่สุด
ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวอีกว่า ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยนั้นจะมีผลดีต่อประเทศในระยะยาว เพราะจะช่วยผู้ผลิต ธุรกิจขนาดกลางและเล็กหรือ SMEs ได้ประโยชน์ในเรื่องตลาดรองรับสินค้า ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากกลุ่ม SMEs มีความเข้มแข็ง จะเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ เพราะมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น รวมถึงในระยะยาว หากบริษัทข้ามชาติ เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ คนไทยก็สามารถเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมด้วย จากแนวความคิดของ ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร ดังกล่าว นับเป็นแนวความคิดที่ขาดวิสัยทัศน์ ดร.สุวรรณ แยกไม่ออกเลยหรือว่า วิธีคิดของตน จะนำไปสู่การพังทะลาย ของโครงสร้างการผลิต SMEs โครงสร้างทางการตลาด โครงสร้างทางการเงิน และสังคมวัฒนธรรมไทย ในอนาคต
ส่วนการที่ต่างชาตินำเอาเงื่อนไข สุขอนามัยสัตว์ สวัสดิการสัตว์ การตัดต่อทางพันธุกรรม (GMO) ฯลฯ มากีดกันทางการค้า อันจะนำมาสู่การล้มละลายของเกษตรกร นี่ยังไม่นับรวมไปถึงราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำถึงขั้นล้มละลายอยู่แล้ว ไม่ตายวันนี้แล้วจะตายวันไหนครับ หากวิสัยทัศน์ของผู้นำไทยยังมืดบอด ปล่อยให้ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก ที่สามารถทุ่มทุน มหาศาลระดับหมื่นล้าน แสนล้าน เข้ามาลงทุนค้าปลีกแข่งขันกับพ่อค้าไทย ได้อย่างเสรี และไม่มีขอบเขตจำกัด ก็จะนำไปสู่การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์พ่อค้ารายย่อย ที่พัฒนามานับพันปีในสังคมไทย
และยังจะส่งผลกระอย่างร้ายแรงต่อ โครงสร้างการผลิต SME และการตลาดของไทยในอนาคตอันใกล้ การเปิดเสรีทางการค้าที่ผ่านมาย่อมเป็นบทเรียนเป็นอย่างดีและชัดเจน ทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นผลมาจาก WTOมิได้ดำเนินการไปตามเงื่อนไขการค้าที่เป็นธรรม ตามอุดมการณ์ของการก่อตั้ง WTO ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยการช่วงชิงผลประโยชน์กันของบรรดาประเทศมหาอำนาจ
ประเทศมหาอำนาจต่างๆ อาศัยความได้เปรียบในเงื่อนไขข้อตกลง WTO ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เศรษฐกิจ และผลประโยชน์ของประชาชนไทย ตกต่ำลงไปทุกที ปัญหาการรุกเข้ามาของยักษ์ใหญ่ค้าปลีก บรรษัทข้ามชาติระดับโลก ที่ทุมทุนเป็นหมื่นล้านเพื่อเข้าแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกไทย
ผู้นำไทยจะต้องมีวิสัยทัศน์ กล้าหาญ ทันเหลี่ยม ทันเกมส์ ในการที่จะออกมาปกป้องดูแลผลประโยชน์ของ ธุรกิจค้าปลีกรายย่อย (โชวห่วย) ของไทย ไม่ผิดต่อข้อตกลงของ WTO หรอก หากท่านจะขอความเป็นธรรมให้กับประชาชนของท่านบ้าง เพราะ
นอกจากท่านจะไม่ออกมาปกป้องดูแลผลประโยชน์ของ ธุรกิจค้าปลีกรายย่อย (โชวห่วย) ของไทยแล้ว ท่านยังเดินหน้าออกมาสร้างเหตุผลต่างๆนานา ข้างๆคูๆ ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อใช้เป็นข้ออ้าง ในการปกป้องผลประโยชน์ ให้แก่ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก บรรษัทข้ามชาติระดับโลก
ไม่ต้องระดับโลกก็ได้ เอาแค่พญาละแวกแห่งเขมร ท่านอภิสิทธิ ท่านเทพเทือก ท่านกษิต ยังกลัวจนตัวสั่น เกรงใจเค้าซะเหลือเกิน จะทำอะไรก็กลัวเค้าจะโกรธ ไหวจะเครียมั๊ยนี่
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อการพัฒนาประเทศ เราจะวัดอย่างไร? Growth
การวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้รับการยอมรับว่าเป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชนในประเทศนั้นๆ โดยมีแนวคิดว่าระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชนขึ้นอยู่กับระดับการบริโภคของประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ผลผลิตรวมของประเทศหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP : หมายถึง มูลค่าขั้นสุดท้ายของสินค้าและบริการที่ผลิต และบริโภคในระบบตลาดโดยนิยมวัดต่อปี หรือต่อไตรมาส ซึ่งมีวิธีการคำนวณอยู่ 3 วิธีคือ การคำนวณทางด้านผลผลิต ทางด้านรายจ่าย และการรวมมูลค่าของผลผลิตขั้นสุดท้าย ทั้งนี้ GDP จะพิจารณามูลค่ารวมที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตของประเทศและการบริโภค เป็นต้น และค่าใช้จ่ายในการป้องกันมลพิษดังกล่าวกลับถูกนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของ GDP ทั้งๆ ที่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่น่าจะถูกนำมาหักลบออกจาก GDP) จึงถูกนำมาใช้เป็นดัชนีในการวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยองค์การสหประชาชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 เป็นต้นมาซึ่งเป็นดัชนีที่ยอมรับกันทั่วโลก
การวัดการเจริญเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่มีตัวชี้วัดใดที่สมบูรณ์ ต้องใช้ตัวชี้วัดหลายชนิดรวมกัน เช่น ตัวชี้วัดรายได้ที่แท้จริงต่อบุคคลจะแสดงถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการผลิตของบุคคล แต่ไม่ได้แสดงถึงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านอื่นๆ ดังนั้นในการพิจรณาต้องใช้ชีวัดอื่นประกอบ เช่นภาวการณ์การลงทุน ดุลการค้าระหว่างประเทศ อัตราการเพิ่มของประชากร อัตราการไม่รู้หนังสือ การเกิดอาชญากรรม ฯลฯ
การเปิดการค้าเสรีในอาเซียน, WTO, FGA คนไทยได้อะไร
รัฐบาลใช้นโยบายการตลาดมากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ มุ่งแต่กระแสทำ FTA โดยไม่ห่วงเรื่องของคุณภาพของการผลิต การแข่งขัน ซึ่งเราไม่ทำเลย และความต่อเนื่องของนโยบายก็ไม่มี ที่สำคัญการทำ FTA รัฐบาลเป็นคนตัดสินใจทาง การเมืองมาโดยตลอด
การเปิด FTA มากๆ มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย โดยจะทำให้ไทยเปิดตลาดได้มากขึ้น ในทางกลับกันประเทศคู่ค้าก็จะเปิดตลาด ในไทยได้มากขึ้น แต่จะมีส่วนทำให้ไทยขาดดุล การค้าจากการเปิดเสรีหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่ามี ส่วน เพราะในการเจรจา FTA ประเทศที่จะมาทำ FTA กับไทยรัฐบาลของเขาต่างมีการศึกษาผลดีผลเสีย และมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดอะไรให้ พอเปิดแล้วก็เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
จุดอ่อนของรัฐบาล คือไม่มีการส่งสัญญาณเตือนภัย รัฐบาลจำเป็นต้องบอก ต้องพูด ต้องปรับระบบการสื่อสารใหม่ ไปทำอะไรมา ก็ต้องบอก ไม่เช่นนั้น จะเป็นปัญหาในอนาคต โดย FTA จะกลับกลายเป็นว่าคู่ค้าได้ประโยชน์ แต่คนไทยไม่ได้อะไร เหมือนอย่างอ๊าฟต้า (เขตการค้าเสรีอาเซียน) ที่ขณะนี้มีการเปิดเสรีกันแล้ว แต่คนไทยใช้ประโยชน์ไม่ถึง 5% จากสัดส่วนการค้าที่ไทยทำกับอาเซียน ปีละกว่า 20%
กำหนดตัวละครในการสื่อสาร ไปยัง Stake Holder
Stake Holder ของรัฐบาลก็คือ ประชาชน และการสื่อสารสู่ประชาชน เป็นการทำงานที่จะต้องใช้การตัดสินใจของผู้บริหารประเทศในลักษณะของ Top down ในระดับสูง เนื่องจากต้องอาศัยการตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลง (Transformation) จำนวนมาก ทั้งกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และวิธีการปฏิบัติงาน ที่ต้องการสนับสนุน คน เงิน งบประมาณ จำนวนเพียงพอ และต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน โดยผมขอแบ่งกลุ่มตัวละคร Stake Holder ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ
1. กลุ่มผู้มีความรู้ระดับสูง เป็นกลุ่มที่มีความสามารถทางปัญญา และมีโอกาสในการศึกษาสูงในประเทศ กลุ่มนี้เป็นประชากรที่มีความพร้อม และความคาดหวังสูงต่อการให้บริการของรัฐบาล
2. กลุ่มผู้มีความรู้ปานกลาง ได้แก่ ผู้ประกอบการ ขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ประชาชนทั่วไป ตลอดจนนิสิตนักศึกษา
3. กลุ่มผู้มีความรู้น้อย และด้อยโอกาส เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย การศึกษาน้อย มีโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และมีโอกาสทางธุรกิจต่ำ พวกนี้ยังรวมไปถึงผู้ใช้แรงงาน คนพิการในรูปแบบต่าง ๆ และเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ในชนบทที่ห่างไกล
สิ่งที่สำคัญก็คือ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อความที่เข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเนื้อหาความชัดเจน โปร่งใส มีกระบวนการสื่อสารทั้งสองทาง การอธิบายแหล่งที่มาของข้อมูล วิธีการตรวจสอบ ช่องทางแสดงความคิดเห็น การปรับปรุงการสื่อความทั้งภายในของคณะรัฐบาล ควรมีทิศทางที่ชัดเจนสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน การให้ความสนใจต่อการสื่อสารถึงประเด็นการแก้ปัญหา
ในภาคประชาชน การเปิดเวที ช่องทางของการรับฟังมากขึ้น การเร่งเปิดพื้นที่สาหรับการเจรจาเพื่อลดข้อขัดแย้งการให้ความสำคัญกับประชามติการเปิดรับฟังความคิดเห็น ทั้งองค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคม การแสวงหาแนวร่วมเชิงสร้างสรรค์ หรือการสร้างกระบวนการไปสู่ประชามติ เพราะความเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่ความขัดแย้ง แม้ว่าประเทศ ยังต้องเผชิญกับปัญหาที่รุมเร้าอีกสารพัน แต่สิ่งที่จะทาให้ประเทศของเราพัฒนาอย่างมีเอกภาพได้ ก็คือการเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้วยการวางยุทธศาสตร์การสื่อสารที่เหมาะสม
มันยากนักหรือที่จะสร้างความกระจ่าง สร้างความเข้าใจของประชาชน ไม่ใช่มาใช้ทีวีพูลแถลงแก้ตัวที่ฟังดูงงๆสารพัดอย่างที่เพิ่งเกิดมานี้ รัฐบาลมีสื่อสารพัด งบมากมายในมือ ทำไมไม่พัฒนาสร้างนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ
เป็นคำถามที่ผมอยากได้คำตอบจังครับ
ขอบคุณครับ
ลืมใส่ชื่อ
ข้างบนนั่นเป็นข้อความของผมนะครับ พิมพ์เสร็จแล้วมึนลืมใส่ชื่อ
กุ๊ก กฤษณพงศ์
นางสาวฟ้าประธาน รัตนธาดา รหัส 5213305
การบ้าน 23/1/11
วิเคราะห์ จากการชมรายการไทยมุง เรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาการเรียนรู้เด็กไทย”
เมื่อนึกถึงคำว่า “การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ” ก็ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญของการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ สำหรับประเทศไทยได้มีการปฏิรูปการศึกษามาแล้วถึง 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงปฏิรูปการศึกษา โดยมุ่งสร้างความทันสมัยและธำรงความเป็นเอกราชของชาติไทย ในครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ.2520 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นการมุ่งสร้างการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม สำหรับในครั้งที่ 3 เมื่อพ.ศ. 2542 เป็นการเริ่มต้นสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในกระแสโลกาภิวัตน์ ควบคู่ไปกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับในปัจจุบันถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 4 ในปีพ.ศ. 2552 โดยมุ่งเน้น การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ทั้งในระบบ นอกระบบอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกันทุกระดับ
การปฏิรูปการศึกษาสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปฏิรูปทางปัญญา ปัจจุบันสังคมไทยเกิดวิกฤตทางปัญญา เมื่อปัญญาไม่พร้อมก็ไม่สามารถจัดการกับวิกฤตได้ เพราะตามสภาพความเป็นจริงแล้วนั้น สังคมไทยมีการศึกษาแบบการท่องจำ เป็นการเรียนรู้เพียงในตำรา ไม่ใช่การเรียนรู้จากชีวิตจริง การสอนของครูเป็นการป้อนข้อมูลให้นักเรียนฟังแล้วจำ ไม่ได้กระตุ้นให้มีการคิด วิเคราะห์ ไม่กระตุ้นให้เกิดปัญญา สิ่งที่การศึกษาควรจะให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เพียงความรู้ที่อยู่ในตำรา ความรู้นอกตำรายังมีอีกมากมาย การศึกษาควรเรียนรู้ควบคู่ไปกับชีวิตจริง สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และประชาธิปไตย ภาคอุดมศึกษากลายเป็นธุรกิจ ถือว่ามีความอ่อนแอทางวิชาการอย่างเห็นได้ชัด หากต้องการเอ็นฯ ติด ก็จำเป็นต้องเรียนพิเศษเสริมเพิ่มเติมกันให้ยุ่งยาก เสียเงินทองมากมาย บัณฑิตที่จบมาก็ทำงานไม่เป็น ไม่มีความอดทน ภาครัฐนั้นใช้งบประมาณกับการศึกษาไปมาก แต่ผลตอบแทนทางด้านคุณภาพกลับน้อยมาก ถือว่าเป็นการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิผล
สังคมไทยให้ความสำคัญกับใบปริญญามากเกินไป แต่กลับไม่ให้ความสำคัญหรือยกย่องสรรเสริญคนที่มีปัญญา ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ คนมีปริญญาบางคนกลับไม่ได้มีปัญญาเทียบเท่าเสมอใบปริญญาที่ได้มา นักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มหวังเพียงเรียนเพื่อให้ได้ใบปริญญาแต่ไม่ได้มุ่งให้ความสำคัญกับความรู้ที่ควรจะมี เป็นเรื่องที่น่าแปลกโดยเฉพาะกับคนในเมืองคงอาจจะเป็นเพราะ คนในเมืองไม่มีความจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรน มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายต่างจากคนตามชนบทที่โรงเรียนอยู่ห่างไกล มีความยากจน ขาดแคลนสมบัติทางความรู้ จึงต้องมุ่งมั่น ขยันอดทน และใฝ่เรียน เพื่อให้ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้นและมีอนาคตที่ดีได้ อีกทั้งสังคมไทยไม่เห็นความสำคัญและคุณค่าของการศึกษาระบบอาชีวะ หรือสายอาชีพต่างๆ ทั้งๆ ที่การเรียนสายอาชีพนั้นมีประโยชน์มหาศาล ทรัพยากรที่จบมานั้น นอกจากจะมีความรู้แล้วยังสามารถประกอบอาชีพได้ทันที มีความรู้ความเข้าใจในสายงานเป็นอย่างดี ได้รับการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง ถือได้ว่าเป็นกำไรอย่างมากทีเดียว
สิ่งที่ประชาชนคนไทยควรจะเห็นความสำคัญอย่างแท้จริง คือ เราต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้การศึกษาของบ้านเรานั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ทำอย่างไรให้เรามีทรัพยากรที่มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริงทัดเทียมประเทศต่างๆ เป็นที่น่าฉงนว่า เด็กไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กที่ฉลาดและมีพรสวรรค์ แต่กลับแพ้เด็กนักเรียนนอกเมื่อมีการทำกิจกรรมร่วมกัน ดังนั้นเราควรหันไปใส่ใจกับวิธีคิด วิธีเรียน หาแนวทางและมองปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และให้ความสำคัญกันอย่างจริงจังสักที
สิ่งที่ดิฉันมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมีหลายปัจจัยดังนี้
ท้ายที่สุดแล้วสังคมจะอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเยาวชน หากเรามองเห็นปัญหา คิดว่าน่าจะแก้ไข แต่ไม่ได้มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานั้นๆ อย่างจริงจังแล้วละก็ ไม่มีทางที่ประเทศเราจะเจริญได้อย่างที่ทุกๆ คนคาดหวังแน่นอน
ขอบคุณค่ะ
นางสาวฟ้าประธาน รัตนธาดา รหัส 5213305
การบ้าน 23/1/11
วิเคราะห์ จากการชมรายการไทยมุง เรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาการเรียนรู้เด็กไทย”
เมื่อนึกถึงคำว่า “การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ” ก็ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญของการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ สำหรับประเทศไทยได้มีการปฏิรูปการศึกษามาแล้วถึง 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงปฏิรูปการศึกษา โดยมุ่งสร้างความทันสมัยและธำรงความเป็นเอกราชของชาติไทย ในครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ.2520 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นการมุ่งสร้างการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม สำหรับในครั้งที่ 3 เมื่อพ.ศ. 2542 เป็นการเริ่มต้นสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในกระแสโลกาภิวัตน์ ควบคู่ไปกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับในปัจจุบันถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 4 ในปีพ.ศ. 2552 โดยมุ่งเน้น การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ทั้งในระบบ นอกระบบอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกันทุกระดับ
การปฏิรูปการศึกษาสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปฏิรูปทางปัญญา ปัจจุบันสังคมไทยเกิดวิกฤตทางปัญญา เมื่อปัญญาไม่พร้อมก็ไม่สามารถจัดการกับวิกฤตได้ เพราะตามสภาพความเป็นจริงแล้วนั้น สังคมไทยมีการศึกษาแบบการท่องจำ เป็นการเรียนรู้เพียงในตำรา ไม่ใช่การเรียนรู้จากชีวิตจริง การสอนของครูเป็นการป้อนข้อมูลให้นักเรียนฟังแล้วจำ ไม่ได้กระตุ้นให้มีการคิด วิเคราะห์ ไม่กระตุ้นให้เกิดปัญญา สิ่งที่การศึกษาควรจะให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เพียงความรู้ที่อยู่ในตำรา ความรู้นอกตำรายังมีอีกมากมาย การศึกษาควรเรียนรู้ควบคู่ไปกับชีวิตจริง สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และประชาธิปไตย ภาคอุดมศึกษากลายเป็นธุรกิจ ถือว่ามีความอ่อนแอทางวิชาการอย่างเห็นได้ชัด หากต้องการเอ็นฯ ติด ก็จำเป็นต้องเรียนพิเศษเสริมเพิ่มเติมกันให้ยุ่งยาก เสียเงินทองมากมาย บัณฑิตที่จบมาก็ทำงานไม่เป็น ไม่มีความอดทน ภาครัฐนั้นใช้งบประมาณกับการศึกษาไปมาก แต่ผลตอบแทนทางด้านคุณภาพกลับน้อยมาก ถือว่าเป็นการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิผล
สังคมไทยให้ความสำคัญกับใบปริญญามากเกินไป แต่กลับไม่ให้ความสำคัญหรือยกย่องสรรเสริญคนที่มีปัญญา ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ คนมีปริญญาบางคนกลับไม่ได้มีปัญญาเทียบเท่าเสมอใบปริญญาที่ได้มา นักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มหวังเพียงเรียนเพื่อให้ได้ใบปริญญาแต่ไม่ได้มุ่งให้ความสำคัญกับความรู้ที่ควรจะมี เป็นเรื่องที่น่าแปลกโดยเฉพาะกับคนในเมืองคงอาจจะเป็นเพราะ คนในเมืองไม่มีความจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรน มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายต่างจากคนตามชนบทที่โรงเรียนอยู่ห่างไกล มีความยากจน ขาดแคลนสมบัติทางความรู้ จึงต้องมุ่งมั่น ขยันอดทน และใฝ่เรียน เพื่อให้ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้นและมีอนาคตที่ดีได้ อีกทั้งสังคมไทยไม่เห็นความสำคัญและคุณค่าของการศึกษาระบบอาชีวะ หรือสายอาชีพต่างๆ ทั้งๆ ที่การเรียนสายอาชีพนั้นมีประโยชน์มหาศาล ทรัพยากรที่จบมานั้น นอกจากจะมีความรู้แล้วยังสามารถประกอบอาชีพได้ทันที มีความรู้ความเข้าใจในสายงานเป็นอย่างดี ได้รับการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง ถือได้ว่าเป็นกำไรอย่างมากทีเดียว
สิ่งที่ประชาชนคนไทยควรจะเห็นความสำคัญอย่างแท้จริง คือ เราต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้การศึกษาของบ้านเรานั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ทำอย่างไรให้เรามีทรัพยากรที่มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริงทัดเทียมประเทศต่างๆ เป็นที่น่าฉงนว่า เด็กไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กที่ฉลาดและมีพรสวรรค์ แต่กลับแพ้เด็กนักเรียนนอกเมื่อมีการทำกิจกรรมร่วมกัน ดังนั้นเราควรหันไปใส่ใจกับวิธีคิด วิธีเรียน หาแนวทางและมองปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และให้ความสำคัญกันอย่างจริงจังสักที
สิ่งที่ดิฉันมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมีหลายปัจจัยดังนี้
ท้ายที่สุดแล้วสังคมจะอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเยาวชน หากเรามองเห็นปัญหา คิดว่าน่าจะแก้ไข แต่ไม่ได้มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานั้นๆ อย่างจริงจังแล้วละก็ ไม่มีทางที่ประเทศเราจะเจริญได้อย่างที่ทุกๆ คนคาดหวังแน่นอน
ขอบคุณค่ะ
การปฏิรูปการศึกษาพัฒนาการเรียนรู้เด็กไทย
หลังจากดูหนัง VDO เสวนาระหว่า อ. จีระ และ อ. ธงทอง แล้ว สรุปประเด็นได้ดังนี้
ก่อนอื่นเราต้องยอมรับกันก่อนว่า ระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้มีปัญหา และมองหาแนวทางว่าเราจะทำกันอย่างไร เช่น ระบุประเด็นปัญหา, สาเหตุที่มาของปัญหา, ผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดมีใครบ้าง, ทางออกของแต่ละปัญหา โดยให้มองในภาพกว้าง (Macro) แบบองค์รวมก่อนแล้วค่อย ๆ มองลงไปในระดับเล็กลง (Micro)
2. ปัญหาจากโครงสร้างของครู ตั้งแต่กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานย่อย ๆ ที่มีความเป็นศูนย์กลางเยอะมาก ทำให้การตัดสอนใจ การดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้า
3. โครงสร้างเงินเดือนของครูค่อนข้างต่ำ ไม่เพียงพอกับความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ขาดขวัญกำลังใจ ทุกวันนี้ ครูต่างหารายได้เสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของตัวเอง ส่งผลให้ครูไม่เอาใจใส่กับนักเรียนเท่าที่ควร
4. ปัญหาจากตัวของครูเอง
5. ปัญหาจากตัวนักเรียน ที่ครูต้องกระตุ้นให้เด็กคิด ใฝ่รู้ และเรียนรู้ตลอดเวลา ครูต้องพยายามที่จะทำให้เด็กสนใจในการเรียน รักที่จะเรียน และมีความคิดเชิงบวก มาก ๆ จะทำให้เกิด Life Long Learning กับตัวเด็ก และติดตัวไปจนวันตาย
6. สร้างค่านิยมใหม่ “ครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง ที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรี” และเป็นอาชีพต้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็อยากจะเป็นครู
นอกจากนั้น เราต้องนำการบริหารจัดการ ควบคู่กับ IT เข้ามาดำเนินการในทุกระดับ รวมถึงการฝึกภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในทุกระดับ นอกจากนี้ยังต้องเน้น ระบบเครือข่าย (Networking) กับหน่วยงานภายนอกให้มากขึ้น เพื่อเปิดโลกทัศน์ และสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้น
เราจะต้องปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ รวมไปถึงครู และนักเรียน เราสามารถทำให้เป็นจริงได้ หากเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รับผิดชอบเห็นร่วมกัน และตั้งใจที่จะปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาของไทย
Tukta
การปฏิรูปการศึกษาพัฒนาการเรียนรู้เด็กไทย
หลังจากดูหนัง VDO เสวนาระหว่า อ. จีระ และ อ. ธงทอง แล้ว สรุปประเด็นได้ดังนี้
ก่อนอื่นเราต้องยอมรับกันก่อนว่า ระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้มีปัญหา และมองหาแนวทางว่าเราจะทำกันอย่างไร เช่น ระบุประเด็นปัญหา, สาเหตุที่มาของปัญหา, ผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดมีใครบ้าง, ทางออกของแต่ละปัญหา โดยให้มองในภาพกว้าง (Macro) แบบองค์รวมก่อนแล้วค่อย ๆ มองลงไปในระดับเล็กลง (Micro)
2. ปัญหาจากโครงสร้างของครู ตั้งแต่กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานย่อย ๆ ที่มีความเป็นศูนย์กลางเยอะมาก ทำให้การตัดสอนใจ การดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้า
3. โครงสร้างเงินเดือนของครูค่อนข้างต่ำ ไม่เพียงพอกับความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ขาดขวัญกำลังใจ ทุกวันนี้ ครูต่างหารายได้เสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของตัวเอง ส่งผลให้ครูไม่เอาใจใส่กับนักเรียนเท่าที่ควร
4. ปัญหาจากตัวของครูเอง
5. ปัญหาจากตัวนักเรียน ที่ครูต้องกระตุ้นให้เด็กคิด ใฝ่รู้ และเรียนรู้ตลอดเวลา ครูต้องพยายามที่จะทำให้เด็กสนใจในการเรียน รักที่จะเรียน และมีความคิดเชิงบวก มาก ๆ จะทำให้เกิด Life Long Learning กับตัวเด็ก และติดตัวไปจนวันตาย
6. สร้างค่านิยมใหม่ “ครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง ที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรี” และเป็นอาชีพต้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็อยากจะเป็นครู
นอกจากนั้น เราต้องนำการบริหารจัดการ ควบคู่กับ IT เข้ามาดำเนินการในทุกระดับ รวมถึงการฝึกภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในทุกระดับ นอกจากนี้ยังต้องเน้น ระบบเครือข่าย (Networking) กับหน่วยงานภายนอกให้มากขึ้น เพื่อเปิดโลกทัศน์ และสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้น
เราจะต้องปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ รวมไปถึงครู และนักเรียน เราสามารถทำให้เป็นจริงได้ หากเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รับผิดชอบเห็นร่วมกัน และตั้งใจที่จะปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาของไทย
Tukta
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมาผมมีโอกาสพานักศึกษา ป.เอก ไปเรียนนอกสถานที่ ช่วงเช้าเราไปร่วมเเลกเปลี่ยนกับ อบจ.หนอปรือ ท่านายก อบจ.ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ต่อจากนั้นได้เดินทางไปมูลนิธิคุณพ่อเรย์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ให้การช่วยเหลือเด็กยากจนเเละคนพิการ ต้องขอขอบคุณ คุณสมชาย ศิโรรัตน์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นคนประสานงานในการเข้าเยี่ยมทั้งสองที่นี้เป็นอย่างดีครับ
ต่อจากนั้นผมพานักศึกษามาที่ริมหาด เพื่อเปิดห้องเรียนตามทฤษฎี 4 L ของผม และผมได้เชิญ มล.ชาญโชติ ชมพูนุช และ ดร.ละเอียด ศิลาน้อย มาร่วมเเลกเปลี่ยนกับนักศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวด้วยครับ ผมจึงเก็บภาพบรรยากาศมาฝากกัน
จีระ หงส์ลดารมภ์
ภารกิจสำคัญเกิดที่พัทยา
ขอขอบคุณ อ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์, ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุช และ ดร.ละเอียด ศิลาน้อย และทีมงานทุก ๆ คนที่ทำให้พวกเราลูกศิษย์ ป.เอก ม.เกริก ได้ไปเปิดโลกกว้าง และได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาประเทศในภาพรวม (Macro) และที่ขาดเสียไม่ได้ที่จะต้องขอบคุณ คือ คุณสมชาย จากกระทรวงพัฒนาท้องถิ่น นายกเทศบาลเมืองหนองปรือ พร้อมทีมงานเทศบาลหนองปรือทุกท่าน ที่ให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี
การเยี่ยมชมเทศบาลหนองปรือ จ.ชลบุรี
สิ่งที่ได้รับ
2.1 การศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น ให้มีอาคารเรียนที่ทันสมัย มีการศึกษาในชุมชนจนถึงระดับมัธยมปลาย เป็นต้น
2.2 การพัฒนาชุมชน การดูแลเด็ก และเยาวชน รวมไปถึงเด็กพิการ เด็กพิเศษ ฯลฯ
2.3 การรักษาความปลอดภัยของชุมชน เช่น มีอาสาสมัคร ระดมทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น ฯลฯ
2.4 จัดหางบประมาณเพิ่มเติมจากงบทางการที่จัดสรรค์ให้ในแต่ละปี
“ เมืองหนองปรือน่าอยู่ ผู้คนสมายนฉันท์ ผูกพันธ์วัฒนธรรม เลิศล้ำการเรียนรู้ ” และมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว
สิ่งที่อยากจะแบ่งปัน
4.1 การประชาสัมพันธ์งานโครงการสำคัญ ๆ ให้ชุมชนรับทราบอย่างเป็นระยะ และต่อเนื่อง (ให้เขารู้ทุกอย่างได้ก็ยิ่งดี)
4.2 หาแนวร่วมจากชุมชนให้มากที่สุด เพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเสมือนว่าโครงการต่างๆ เขาเป็นเจ้าของ ระดมทุนสร้างโรงพยาบาล ห้องสมุดชุมชน สถานที่รับเลี้ยงเด็กเล็กก่อนวัยเรียน สนามกีฬา สนามเด็กเล่น รวมไปถึง การดูแลความปลอดภัยของชุมชน เป็นต้น
4.3 ปลูกฝังค่านิยมดี ๆ ให้กับคนในชุมชน ว่าอะไรดีที่ควรทำ อะไรไม่ดีไม่ควรทำ เช่น วางแผนการมีบุตร, มีลูกเมื่อพร้อม, ครอบครัวอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตา, ทิ้งขยะให้เป็นที่, แยกขยะ (Recycle), ไม่โกงกิน, ไม่หาผลประโยชน์จากรัฐ, เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากผู้นำชุมชนไม่ลุกขึ้นมาทำอย่างจริงจัง และให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่งานเล็ก ๆ ถึงงานระดับใหญ่ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง รับรองได้เลยว่าจะเป็นชุมชนที่มีวิวัฒนการ พัฒนา และก้าวไปสู่ชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป
การเยี่ยมมูลนิธิคุณพ่อเรย์ จ.ชลบุรี
ดิฉันรู้สึกประทับใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่นี่เป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกคนจะต้องมีจิตอาสา หรือจิตสาธารณะ ที่เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ ทำเพื่อเด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจให้กับงานเพื่อนำไปสู่โอกาสทางสังคมของเด็กพิการ เด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ
สิ่งที่อยากเห็นในสังคมไทย
“พิการแต่ตัว ใจไม่พิการ”
ให้มากขึ้น ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ หรือการรดมทุนสมทบช่วยเหลือเป็นประจำทุก ๆ ปี
(วันคนพิการแห่งชาติ)
สุดท้าย การใช้นวัตกรรมการสื่อสารในการให้ความรู้เกี่ยวกับคนพิการ เด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่สามารถจะทำให้ชุมชน หรือประชาชนชาวไทยรู้ และมีข้อมูลในวงกว้าง (เมื่อไม่รู้ ก็ไม่รู้จะไปช่วยเหลือได้อย่างไร) เมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่รู้ ที่มาที่ไป สาเหตุของปัญหา ของคนกลุ่มนี้ ทำให้ประชาชนกว่า 90 % ไม่เข้าใจ และมองหรือตีความหมายคนพิการไปต่าง ๆ นานาเข้าบวกกับสังคมปัจจุบันที่ใช้คนพิการเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน (เช่น ขอทาน) ทำให้มีทัศนคติเชิงลบเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขอขอบคุณ อ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และทีมงานทุกคนอีกครั้งคะ และขอไปนอกสถานที่แบบนี้อีกนะค่ะ ชอบมาก....
Tukta
ภารกิจสำคัญเกิดที่พัทยา (ต่อ)
การพัฒนาการท่องเที่ยวของไทย
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ดิฉันเกิดคำถามขึ้นมากมายตามมาทันที อาทิเช่น ตอนนี้การท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างไร, นักท่องเที่ยวมีจำนวนมากน้อยเพียงไรใจแต่ละปี เพราเหตุใด, ปัญหาอุปสรรคของการท่องเที่ยวมีอะไรบ้าง, ภาครัฐสนับสนุนอย่างไรบ้าง, ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง, สถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่นั้นยัง OK หรือไม่ อย่างไร และจำนวนสถานที่ท่องเที่ยวเก่า ใหม่อยู่ที่ไหนบ้าง มีจำนวนมากน้อยเท่าไร, โอกาส หรือการขยายตัวในอนาคตของการท่องเที่ยวไทยจะเป็นไปในทิศทางไหน, เราจะทำอย่างไรเพื่อไปยืนยังจุดที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เป็นต้น
ดร.ละเอียด ศิลาน้อย และ มล.ชาญโชติ ชมพูนุท ได้เล่าเรื่องวิกฤตการสื่อสารการท่องเที่ยวให้กับพวกเราฟังจากประสบการณ์จริงที่ท่านพบเจอ โดยกลั่นกรองเป็นขบวนการ การบริหารจัดการที่สมดุลระหว่างธรรมชาติ นักท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
ปัญหาหลัก ๆ ที่สำคัญ ๆ พึงประกอบด้วย
(Beyond the long term – Horizon)
สนใจแต่สนองตอบนักท่องเที่ยว ไม่รับรู้ว่า หรือเพิกเฉยกับแหล่งท่องเที่ยวว่าจะเสียหายมากน้อยขนาดไหน
ทางออกสำหรับการท่องเที่ยวไทย
Stakeholders
- ผู้ให้ข้อมูล (providers)
- ผู้ประกอบการ (entrepreneurs)
- นักท่องเที่ยว (visitors)
- ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น / ชุมชน (community leaders)
สถานที่ท่องเที่ยว
- มีแผนการดูแลรักษาสมดุลธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการชดเชย หรือการกลับคืนสู่ธรรมชาติ (ปิด - เปิดเฉพาะช่วงเวลา)
- มีแผนการรองรับนักท่องเที่ยว และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ประกอบไปด้วยปัจจัยอะไรบ้าง
- มีการกำจัดขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติในระยะยาว
การจัดการด้านวัฒนธรรม
- ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชน และสนับสนุนให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าวัฒนธรรมท้องถิ่นร่วมกัน
- จิตบริการของคนไทยทุกๆ คนเป็นสิ่งสำคัญ ยิ้มรับนักท่องเที่ยว หากทุกคนทำได้ นักท่องเที่ยวไม่มีวันจางหายไปแน่นอน
- ดึงนำจุดเด่นของแต่ละชุมชุนออกมาผูกเป็นเรื่องราว (story) มีตัวแสดงอะไรบ้าง มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
6. จัดทำแผนระยะสั้นที่สามารถทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ร่วมด้วยช่วยกันทำ เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน (ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ) เช่น เตรียมคน + ชุมชน + สถานที่ท่องเที่ยว + สภาพแวดล้อม +Infrastructure
6.1 ให้ความรู้และทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง
- ทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยว ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การมีจิตบริการ ไม่เอาเรียบนักท่องเที่ยว หรือลูกค้า
- สอนให้คนในชุมชนช่วยกันดูแล และรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่กับเราอย่างยาวนาน ชั่วลูกชั่วหลาน ว่าเขาทำกันอย่างไร ทำไปแล้วชุมชนจะได้อะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร
- สอนให้ชุมชนเห็นและสามารถดึงจุดเด่นของตนเองออกมาให้ได้ เพื่อใช้เป็นจุดขายแก่นักท่องเที่ยว
- พัฒนารูปแบบต่าง ๆ ของการท่องเที่ยวในแต่ละชุมชน เพื่อเสริมเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว (มาทีเดียวได้ครบทุกอย่าง) เช่น มาเที่ยวทะเล บ้านพักริมทะเล ได้การออกเรือชมการหาปลา ไปดำน้ำดูปะการัง มีการสอนการทำอาหารทะเลรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งช็อบปิ้งสำหรับหาซื้อของทะเลสด ๆ หรือของแห้งไปฝากเพื่อนฝูงได้
6.2 ให้ความรู้กับมัคคุเทศก์ มีการจัดฝึกอบรมเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นมัคคุเทศก์ กระตุ้นให้เขาเป็นคนใฝ่รู้ รู้รอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องเข้าใจ รู้ประวัติความเป็นมาของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ เป็นอย่างดี และสามารถอธิบายได้ และขณะเดียวกันมัคคุเทศก์ก็ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ในการท่องเที่ยวในสถานที่แต่ละแห่งนักท่องเที่ยวต้องทำตัวอย่างไร ทำอะไรไม่ได้ เพราะอะไร
6.3 ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว ปลูกฝัง หรือเชิญชวนให้ช่วยกันอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยว และไม่ทำสิ่งซึ่งจะไปทำลายสิ่งแวดล้อม การทำลายธรรมชาติ หากละเมิดต้องโดนลงโทษ เช่น การทิ้งขยะ การตัดต้นไม้ การเก็บของป่า เก็บปะการัง และนำกลับบ้าน ต้องรับโทษตามที่กำหนด (ไม่มีละเว้น) เป็นต้น
6.4 พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งเสาะแสวงหาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อให้เพียงพอและสามารถรองรับกับการเติบโตของนักท่องเที่ยวในอนาคต
7. จัดทำแผนระยะกลาง จะต้องมองไปข้างหน้า 3-5 ปี ว่าเราอยากจะให้การท่องเที่ยวไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างไร เช่น
7.1 เป็นแหล่งข้อมูลกลางของการท่องเที่ยวที่ Update ทันสมัย (Central Database) ของประเทศไทย
7.2 การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากเดิมอีก 10% ที่สามารถทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ร่วมด้วยช่วยกันทำ
เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน (ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ)
7.3 มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น 5 % จากจำนวนที่มีอยู่เดิม
7.4 มีผู้ประกอบการที่ดีมีคุณภาพเพิ่มขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวจากเดิม 10 % (อาจจะต้องระบุ % ย่อยๆ ของนักท่องเที่ยวในสถานท่องเที่ยวแต่ละแห่ง)
7.5 เพิ่มตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ ๆ จากต่างประเทศ
7.6 เพิ่มตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยแบ่งเป็น Segment เช่น วัยรุ่น / วัยทำงาน / วันเกษียณ
7.7 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็นระบบ อย่างต่อเนื่อง และให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาแล้ว
กลับมาใหม่ 5-10 %
7.8 วัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยการผูกโยงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ผูกเรื่องราว เช่น ตามรอยพระนเรศวร (ตั้งแต่เกิด – ขึ้นครองราชย์) พักบ้านชาวบ้าน (Home Stay) ผสมผสานกันการแสดงของท้องถิ่น (ทำยุทธหัตถี) และประเพณีโบราณ
(การบวชพระสมัยโบราณ) เป็นต้น
7.9 การดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง ที่ต้องมีการวางรูปแบบ ขั้นตอนวิธีการที่ดี ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจ และสบายใจเมื่อได้ไปในที่แห่งนั้น
7.10 เสริมสร้าง และส่งเสริมพฤติกรรมใหม่ ๆ ให้กับคนไทยที่ชอบ หรือนิยมไปเที่ยวต่างประเทศ ให้กลับมาเที่ยวในเมืองไทย, ปลูกจิตสำนึกให้ใช้จ่ายในประเทศ เงินทองไม่รั่วไหล
8. จัดทำแผนระยะยาว เราจะต้องมองไปในอีก 10 ปีข้างหน้า และมองไกลไปถึงการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
8.1 ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอันดับหนึ่งของรายได้ของประเทศ (ไม่พึ่งพาการส่งออก)
8.2 ทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบ (มาแล้วไม่ผิดหวัง)
8.3 เพิ่มตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็น 50 % ของประชากรทั้งประเทศ
8.4 เพิ่มงาน เพิ่มรายได้ให้กับคนไทยทุกคน มีเศรษฐกิจที่ดี และสร้างความมั่นคง มั่งคั่งให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน
8.5 ปลูกฝังให้คนไทยทุก ๆ คน เป็นเจ้าบ้านที่ใจดี มีน้ำใจในทุก ๆ ที่ ตลอดเวลา และเพิ่มรอยยิ้มให้กัน
และกันเสมอ ลงความขัดแย้งในสังคม
8.6 กำหนดเป็นกลยุทธ์ในการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทุกชุมชน ท้องถิ่น และที่สำคัญคือทั่วถึง ไม่ตกหล่น หรือ ไม่มีคอรัปชั่น
9. แผนงานต่าง ๆ จะต้องคำนึง และต้องมีการบริหารต้นทุนทางสังคม (Social Cost) ที่จะต้องเกิดขึ้นในแผนงานแต่ละขั้นตอน ซึ่งเป็นต้นทุนที่เรามองไม่เห็น (intangible Cost) แต่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่ามองข้าม เช่น เราได้เงินจากนักท่องเที่ยวมามากมาย แต่ต้นทุนทางสังคมก็มีมากเช่นกัน เช่น คนมาเที่ยวมากขึ้น ขยะก็มากเป็นเงาตามตัว ต้นทุนในการดูแลกำจัดขยะก็เพิ่มขึ้น ฉะนั้น จะต้องมีการวางแผนรองรับทุนทางสังคมควบคู่กันไปกับการเพิ่มจำนวนสถานที่ และจำนวยนักท่องเที่ยว เราต้องพยายามทำให้ทั้ง 2 อย่างสมดุลกันอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เปรียบเปรยได้กับ
การปรับเปลี่ยนมุมมองของคนไทยทุกคน ให้มองประเทศไทยว่าเป็นเสมือนศูนย์การค้าชื่อดัง ยิ่งใหญ่ น่าดึงดูด และคนทั่วโลกต่างใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตขอได้มาเยือนสักครั้ง โดยศูนย์การค้านี้จะต้องมีสินค้าดี มีคุณภาพมากมาย หลากหลาย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย มาแล้วไม่ผิดหวัง มีที่จอดรถ สาธารณูปโภค ห้องน้ำ ห้องอาหาร ที่เพียงพอ ราคาที่เป็นธรรม ยุติธรรม ไม่ค้ากำไรเกินควร (ทั้งหมดนี้ต้องมีการเตรียมตัวตั้งแต่เริ่มต้น) เช่น การก่อสร้างอาคารน้ำประปา ไฟฟ้า การเตรียมพนักงาน การสั่งซื้อสินค้าที่หลากหลาย
การออกแบบตกแต่งสถานที่ทั้งภายใน และภายนอก เตรียมจราจร เตรียมสถานที่รับ-ส่งคน ที่จอดรถ เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ฯลฯ
“เบื้องหน้าที่ท่านเห็น นั้นมีเรื่องราว และมีเบื้องหลังมากมายที่ต้องมีการบริหารจัดการ”
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ที่มีค่าของอาจารย์ดร.ละเอียด ศิลาน้อย อาจารย์มล.ชาญโชติ ชมพูนุท และ อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารภ์
Tukta
การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยควรจะนำเอาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ทุกคนในประเทศยอมรับในข้อนี้ แต่ก็ไม่มีหัวหน้ารัฐบาลชุดไหนที่จะใส่ใจ เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้สักคน นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความคิดสร้างสรรค์ เอาใจใส่ และใส่ใจกับการช่วยเหลือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ทำให้คิดไปได้ว่า นักการเมืองจะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ที่ตนเอง ประกอบกับค่านิยมแบบผิด ๆ ที่ ใครรวยมีสตางค์ ทำอะไรก็ได้ในสังคมไทย ไม่ผิด แถมดูดี ทำให้ทุกคนยึดติดกับวัตถุเสียยิ่งกว่าศักดิ์ศรีของตนเอง
ผู้นำต้องใส่ใจ และมุ่งมั่นที่จะทำจริงกับการใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดเป็นรูปธรรมในทุก ๆ ชุมชน สังคม และที่สำคัญจะต้องทำอย่างต่อเนื่องให้ติดตัว ติดใจ ติดเป็นนิสัยของคนไทยทุกคน
การกระจายรายได้ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท
ความยากจนของประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2543-2550 เนื่องจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ที่กำหนดเป้าหมายลดสัดส่วนคนยากจนให้เหลือไม่เกินร้อยละ 12 ของจำนวนประชากร โดยในปี 2549 พบว่าจำนวนคนจนอยู่ที่ 6.1 ล้านคน จากสัดส่วนคนจนร้อยละ 9.5 ในขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) มีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนคนยากจนให้เหลือไม่เกินร้อยละ 4 ของประชากรภายในปี 2554 โดยพบว่าในปี 2550 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 นั้น พบว่าสัดส่วนคนจนอยู่ที่ร้อยละ 8.48 ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ และจำนวนคนจนอยู่ที่ 5.4 ล้านคน
กระทรวงการคลังมีบทบาทสำคัญในการใช้กลไกเครื่องมือนโยบายด้านการเงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 6 แห่ง เข้ามาเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่น (1) การให้สถาบันการเงินของรัฐเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ซึ่งในปัจจุบัน พบว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ธนาคาร
พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 6 แห่งในปี 2552 สามารถอนุมัติสินเชื่อได้รวม 1,186,411 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 128.0 ของเป้าหมายจำนวน 927,000 ล้านบาท และเบิกจ่ายแล้วเป็นเงิน 1,096,592 ล้านบาท หรือคิดร้อยละ 118.3 ของเป้าหมาย และมีผู้ได้รับประโยชน์แล้ว 5.03 ล้านราย (2) โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) ซึ่งปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.19 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 1.2 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 103,000 บาท (3) โครงการฟื้นฟูและพักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ยากจน และขณะนี้กำลังผลักดันร่างกฎหมายต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เช่น ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทย 24 ล้านคนที่ยังไม่มีระบบประกันสังคมใดๆ ให้มีระบบการออมที่ช่วยให้มีรายได้ดูแลตนเองหลังเกษียณอายุและ (4) การผลักดันแผนแม่บทการเงินระดับฐานราก เพื่อให้เป็นแหล่งเงินออมและแหล่งทุนของชุมชนอย่างยั่งยืน และมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบโดยชุมชน เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมดังนั้น การดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ เหล่านี้จะสามารถช่วยลดความเหลี่ยมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศและทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกันในอนาคตต่อไป
แหล่งที่มา : ข่าวเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง -- อังคารที่ 28 กันยายน 2553 12:23:58 น.
จากข่าวเศรษฐกิจดังกล่าว เป็นแนวคิดที่ดีมากที่จะลดความเหลือมล้ำของสังคมเมืองและสังคมชนบท หากแต่รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องยังคงต้องติดตามดูการดำเนินงานในแต่ละเรื่องว่าเป็นไปตามตามเป้าหมายที่ว่าไว้หรือไม่ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ และประสิทธิผล นอกจากนี้น่าจะมีการทำรวิจัยในเชิงลึกถึงในแต่ละเรื่อง เพื่อพิสูจน์ว่าแต่ละโครงการได้ผลลัพธ์หรือเป้าหมายอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ และที่ส่วนล้มเหลวเป็นเพราะวาเหตุอะไร มองหาปัญหาที่แท้จริงในแต่ละเรื่องให้ได้ และก่อให้เกิดปัญหาอื่นในระบบตามมาหรือไม่ เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่านมาแล้วนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคงมีหนี้สินรุงรัง และสร้างหนี้นอกระบบอยู่เหมือนเดิม !!! มันเพราะอะไรเหรอ ?
ในอีกประเด็นหนึ่งที่อยากสะกิดให้ช่วยกันคิด คือ การที่ประชาชนคนไทยแทบทุกคนไม่พึงระวังการใช้เงินผ่านบัตรเครดิต หรือที่เรียกกันว่าใช้เงินในอนาคต ซึ่งแต่ละคนมีกันคนละหลาย ๆ ใบ สิ่งนี้น่าจะเป็นระเบิดเวลาที่อันตรายร้ายแรงอย่างมาก กระจายไปทุกครัวเรือน ทุกตัวคน ซึ่งสังคมไทยยังเป็นสังคมที่มีการศึกษาน้อย ฉะนั้น จะถูกหลอกให้เป็นเหยื่อ และเป็นหนี้บัตรเครดิตได้ง่าย ถึงง่ายที่สุด ... ขอภาวนาอย่าให้วันนั้นมาถึง...
ความสมดุลระหว่างธุรกิจข้ามชาติกับธุรกิจ SMEs
ทุกวันนี้ สิ่งที่เราเห็นได้คือธุรกิจข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในทุกชุมชน ไปที่ไหนเราก็เจอ โดยเฉพาะซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง
สิ่งเหล่านี้เกิดจากผู้มีอำนาจหน้าที่ในบ้านเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ยอมอนุญาตให้เปิดได้อย่างเสรี ขาดการตรวจสอบ ส่งผลให้ธุรกิจ SMEs ไทยแท้ ๆ อยู่ไม่รอด หรือรอดแบบพออยู่ได้เท่านั้นเอง ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีธุรกิจข้ามชาติอีกหลายแห่งที่ฉกฉวยโอกาสตลอดเวลา ในการมาลงทุนในประเทศไทย แต่สุดท้ายต้องการกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศไทยในระยะยาว (ทั้งนั้น) ที่สุดแล้วระยะยาว ธุรกิจ SMEs ของไทยก็คงจะหดหาย ล้มตายกันไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น ทำไมเราคนไทยจึงไม่ลุกขึ้นมาสร้าง Thai Brand ให้โดดเด่น มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร ในธุรกิจประเภทต่าง ๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และยั่งยืน ทั้งนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ และต่อเนื่อง
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อการพัฒนาประเทศ เราจะวัดความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร
ไม่ว่าเราจะพัฒนาประเทศไปในทิศทางใด ด้วยทรัพยากรบุคคล หรือเทคโนโลยีแบบไหน ก็มีตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมายืนยันถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Cost / Benefit / Profit แต่สิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามคือ การวัดค่าความสุขของคน (Happiness) ในประเทศว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะสาเหตุอะไร สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เปรียบได้กับตัวเรา บางครั้งเราทำงานในงานที่เราชอบ แม้จะได้เงินเดือนไม่มาก เพียงเพราะว่าเรารักงานที่ทำ และมีความสุขที่ได้ทำงานที่ชอบ อย่ามองข้ามทุนแห่งแความสุข “ Happiness Capital ”
การเปิดการค้าเสรีในอาเซียน คนไทยได้อะไร
มองว่าได้ก็ได้ มองว่าเสียก็มี.... อะไรมากน้อยกว่ากัน ก็ต้องมีตัวเลขมายืนยันกันหล่ะ ...
มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่จะรู้เรื่องเหล่านี้ดี รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้อง ไม่ได้นำเอานวัตกรรมการสื่อสารมาใช้เพื่อสื่อความส่งสาร ข้อมูลเหล่านี้ให้กับประชาชนทราบ ทำให้ประชาชนไม่รู้เลยว่ารัฐบาลจะทำอะไร หรือมีแผนงานอะไรรองรับบ้าง อย่างไร และมีคำถาม “ประชาชนคนไทยจะได้หรือเสีย” คำตอบคือ “ No answer…”
ขอวิงวอนผู้เกี่ยวข้อง หรือมีบทบาทหน้าที่ตรงนี้ โปรดใช้นวัตกรรมการสื่อสารทุกรูปแบบที่จะสามารถนำมาใช้งานได้ ช่วยสื่อสาร ส่งข่าวคราว บอกเล่าสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนคนไทยรับรู้บ้างเถอะ....
กำหนดตัวละครในการสื่อสารไปสู่ Stakeholders
ได้เป็นรัฐบาล ก็ถือได้ว่าเป็นราวกับ “พระเอก” มีแต้มต่อ และรูปหล่อเป็นเดิมพัน ขาดแต่แผนการสื่อสารผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และจริงใจ พระเอกจะแสดงได้สมบทบาทหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าจะสื่อสาร หรือแสดงตัวตนให้ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้คนรอบข้างได้อย่างไร
Stakeholders ที่สำคัญคือ ประชาชนทั่วไป, กลุ่มนักธุรกิจ หรือนักลงทุน, กลุ่มนักวิชาการ, กลุ่มนักการเมือง (ฝ่ายค้าน)
โดยรัฐบาลตะต้องมีแผนรองรับสำหรับการประสานงานในแต่ละกลุ่ม โดยพื้นฐานที่มีมุมมองแตกต่างกัน
เรื่องเดียวกัน แต่ต้องใช้วิธีการสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือ Key Messages ที่ส่งไปนั้นเหมือนกัน ไปสู่แนวทางเดียวกัน
Tukta
บทเรียนจากการเรียนรู้ที่พัทยา
ในฐานะทีมงานของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ การมีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปทัศนศึกษากับนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยเกริกในครั้งนี้นับว่า "Big Event" อีกครั้งหนึ่งที่น่าจดจำ ขอชื่นชมว่าการที่ได้รับฟังมุมมอง ความคิด ความเห็นของทุกท่านเป็นมุมมองที่น่าสนใจและควรที่จะขยายผลออกไปสร้างสังคมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชนการเรียนรู้กลุ่มอื่น ๆ ที่กว้างออกไป และแนวคิดของทุกท่านหากได้นำไปคิดต่อ ทำต่อ หรือสื่อสารให้คนในสังคมส่วนใหญ่ได้ทราบก็คงจะเกิดประโยชน์มากมาย
การเดินทางในครั้งนี้ พวกเราต้องขอขอบคุณ หัวหน้าสมชาย สิโรรัตน์ พัฒนาสังคมจังหวัดชลบุรีซึ่งท่านช่วยประสานให้เราได้ไปเยี่ยมชมการทำงานของเทศบาลหนองปรือ จังหวัดชลบุรี และมูลนิธิคุณพ่อเรย์ซึ่งทำให้พวกเราได้เรียนรู้่ในอีกแง่มุมหนึ่งของสังคม สิ่งที่ประทับใจหัวหน้าสมชาย คือ ท่านเป็นข้าราชการนักพัฒนาสังคมฯ ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ทำงานเชิงรุก เป็นผู้ที่มีทุนทางเครือข่าย หรือ Social Capital สูงมาก และมีความเสียสละเพื่อสังคม เป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการไทย หากสังคมไทยมีข้าราชการแบบหัวหน้าสมชายเยอะ ๆ ก็คงจะพัฒนาไปได้ไกล
ที่เทศบาลหนองปรือ.. เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านผู้บริหารและคณะ นำโดย ท่านมาย ไชยนิตน์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ ท่านให้เกียรติมาต้อนรับด้วยตนเอง และยังให้ความรู้ในภาพรวมของการบริหารงานของเทศบาลหนองปรือซึ่งทำให้พวกเราได้เรียนรู้ว่า องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย และสังคมไทย กิจกรรมดี ๆ มากมายเกิดขึ้นที่นี่ แต่น่าเสียดายที่อาจจะไม่ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนในวงกว้างได้รับรู้ และดูเป็นแบบอย่าง มีความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ท่านอาจารย์จีระฝากไว้ที่นี่ ก็คือ ยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญสำหรับการบริหารงานที่นี่ คือ การจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทำ และเลือกทำบางเรื่องที่สำคัญและจำเป็นก่อนให้เกิดความสำเร็จ ซึ่งพวกเราทุกคนก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ..ท่านอาจารย์จีระมักจะมองในมุมที่พวกเราคิดไม่ถึงเสมอ
จากเทศบาลเมืองหนองปรือ.. เราเดินทางต่อไปที่มูลนิธิคุณพ่อเรย์ เป็นมูลนิธิที่ทำงานด้านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่สำคัญหลายด้าน ประกอบด้วย
- บ้านแรกรับและงานภาคสนามเพื่อเด็กและเยาวชนพระมหาไถ่ (2547)
- บ้านเด็กพระมหาไถ่ (2533)
- หมู่บ้านเด็กคุณพ่อเรย์ (2551)
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพระมหาไถ่ (2551)
- บ้านพักคนชรา (2532)
2. ด้านสวัสดิการสังคม
3. คนพิการ
- โรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่พัทยา (2527) และหนองคาย (2552)
- โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่ (2529)
- มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อคนพิการ
ที่มูลนิธิคุณพ่อเรย์นี้ เราได้เห็นถึงมุมมองในการช่วยเหลือมนุษย์อีกแง่มุมหนึ่งซึ่งมีความจำเป็นและสำคัญมาก และยังส่งผลการะทบไปสู่คุณภาพชีวิตและคุณภาพสังคมของประเทศไทยมากมายในอีกหลาย ๆ ด้าน
การทำงานของมูลนิธินี้น่าสนใจ จากวิสัยทัศน์ของคุณพ่อเรย์ก่อให้เกิดกิจกรรมดี ๆ เพื่อคนที่ด้อยโอกาสในสังคมไทยมากมาย ด้วยบุคลากรกว่า 300 คน และการดูแลเด็ก ๆ ด้อยโอกาสอีกกว่า 850 ชีวิต สิ่งที่มูลนิธินี้ต้องการก็คือการช่วยเหลือสนับสนุนด้วยเงินบริจาคที่จะช่วยหล่อเลี้ยงให้มูลนิธิฯ นี้อยู่รอดและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทราบว่าหลังจากที่คุณพ่อเรย์เสียไปการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ก็น้อยลงไปมาก จากการวางรากฐานไว้อย่างดีตั้งแต่สมัยคุณพ่อเรย์ทำให้หลาย ๆ คนที่เห็นภายนอกอาจจะคิดว่ามูลนิธินี้ร่ำรวย ได้รับเงินทุนสนับสนุนมากเพียงพอแล้ว แต่ความจริงมูลนิธินี้มีรายจ่ายที่ต้องเลี้ยงดูเด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสที่อยู่ในความดูแลกว่า 850 คน แต่ละวันต้องมีอาหาร 3 มือ มีเงินให้เด็ก ๆ ได้ติดกระเป๋าไปโรงเรียนเพื่อการดำรงชีวิต และอีกมากมาย ซึ่งก็คงต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีกำลังความสามารถ มีความเมตตา จากหลาย ๆ ภาคส่วนยื่นมือเข้ามาช่วยกัน พวกเราเองก็พยายามที่จะช่วยโดยการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ไปยังสาธารณชนมากยิ่งขึ้น..และอยากให้หลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้นำไปคิดต่อถึงการป้องกัน แก้ไขปัญหาสังคมของไทยเราในระยาวยาวด้วยว่า..เราจะสามารถลดปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?
จากมูลนิธิคุณพ่อเรย์..ท่านอาจารย์พาเราไปนั่งเรียนกันในบรรยากาศที่มองเห็นทะเล อาจารย์จีระบอกว่า..อยากให้ทุกคนเห็น "Blue Ocean" และก็ได้ผลมาก เพราะในบรรยากาศการเรียนรู้ (Learning Environment) นี้ ทุก ๆ คนเกิดความคิดดี ๆ ทุก ๆ คนเกิดความกระตือรือร้นที่จะแบ่งปันความรู้ และยังคิดต่อกันไปถึงการเผยแพร่สาระความรู้เหล่านี้ไปยังสาธารณชนอีกด้วย ขอขอบคุณ ดร.ละเอียด ศิลาน้อย และมล.ชาญโชติ ชมพูนุท อย่างสูงที่เสียสละเวลามาให้ความรู้กับพวกเราเกี่ยวกับการท่องเที่ยวกับมุมมองหลายๆ มิติที่น่าสนใจด้วย
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จีระ ที่ให้โอกาส และจุดประกายความคิดให้กับพวกเราด้วยบรรยากาศ และวิธีการเรียนรู้ดี ๆอยู่เสมอ.. ท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างทางความคิดและการเรียนรู้ของพวกเรา และก็ของสังคมไทยจริง ๆ
วราพร ชูภักดี
ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาการเรียนรู้เด็กไทย สามารถสรุปและวิเคราห์เพิ่มได้ดังนี้ครับสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญในการพัฒนาครูประจำการให้เป็นครูยุคใหม่ ด้วยวิธีการพัฒนาที่หลากหลาย บนพื้นฐานของการปฏิบัติงานจริง (Work-based Professional Development), ผลิตครูพันธุ์ใหม่จากผู้มีจิตวิญญาณครู โดยมีการเร่งรัดสรรหา และคัดกรองคนดี คนเก่ง อยากเป็นครู และพัฒนาทักษะการเป็นวิทยากรกระบวนการ (Facilitator), คืนครูให้แก่ศิษย์ โดยลดภาระงานที่ไม่ใช่งานสอนของครู เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่ครูที่ดีอย่างเต็มที่, พัฒนาศึกษานิเทศก์ยุคใหม่ ครูนิเทศให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องและเฉพาะวิชา เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและพัฒนาครูในการปฏิบัติงานจริงในสถานศึกษา และครูของครู ครูอาชีวศึกษา ครูทางเลือก ครูวิทย์ ครูคณิต
สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ ควรมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ระหว่างผู้บริหาร ครู เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนอย่างหลากหลาย, สนับสนุนโรงเรียนดีประจำตำบล อำเภอ จังหวัด และพัฒนาคุณภาพด้วยระบบเครือข่าย โรงเรียนคู่พัฒนา ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนประจำตำบล และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ โดยมีการทบทวนและหาทางพัฒนา สนับสนุน อปท.
ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้สำหรับแรงงาน ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร และแรงงานต่างด้าว, ส่งเสริมเอกชน ชุมชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการ องค์กรสังคมอื่น ฯลฯ ให้มีบทบาทและหรือมีส่วนร่วมในการจัดและสนับสนุนการจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม, ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับอย่างน้อย 1 จังหวัด ด้วยรูปแบบหลากหลาย รวมถึงเลิร์นนิ่งคลัสเตอร์ (Learning Cluster) พัฒนาศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ (innovative center)
สร้างโอกาสการเข้าถึงมาตรฐานการศึกษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ 3Ns ที่เท่าเทียมกันทั้งประเทศ โดยเชื่อมโยงการพัฒนาระบบเครือข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูง (UNINET) รวมทั้งระบบไร้สายให้เข้าถึงทุกโรงเรียนและชุมชน, ส่งเสริมสถานศึกษารูปแบบใหม่ ได้แก่ โรงเรียนนิติบุคคล โรงเรียนพันธะสัญญา โรงเรียนในกำกับ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สถานศึกษาทางเลือก
กระบวนการเรียนรู้ใหม่ ต้องปรับหลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนการสอนและการประเมินผลในรูปแบบใหม่ โดยเน้นกิจกรรมมากขึ้น (70 : 30), ให้ผู้เรียนมีทักษะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยดำเนินการให้เป็นวาระแห่งชาติ, ส่งเสริมพัฒนาสุขภาวะในการเรียนรู้ของเด็ก เยาวชน และครอบครัว, ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาทางเลือก ด้วยความร่วมมือของชุมชนและครอบครัว รวมทั้งเพิ่มโอกาสทุกรูปแบบ ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ที่เชื่อมโยงกับการศึกษาในระบบ
สร้างความเป็นพลเมือง และมีมาตรการยกย่องคนดีอย่างเป็นรูปธรรม, จัดให้มีระบบคัดกรอง และส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งรวมถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษ, ใช้สื่อมวลชนและการสื่อสารสาธารณะ สื่อท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ใหม่ โดยเฉพาะการสร้างตัวแบบที่ดีแก่เยาวชน, ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ โดยใช้การวิจัย โครงงาน และกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้มากขึ้นและคิดวิเคราะห์
การบริหารจัดการใหม่ ปรับบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นหน่วยอำนวยการ สนับสนุน ส่งเสริม กำกับติดตามประเมินผล ตลอดจนยกเครื่องระบบการบริหารงานบุคคล (ปรับระบบการประเมินวิทยฐานะครูเป็นเชิงประจักษ์) เพื่อให้เกิดการจัดการศึกษาที่หลากหลายอย่างมีคุณภาพ เน้นเรื่องการกระจายอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบ (accountability) และการมีส่วนร่วม รูปแบบการจัดการร่วมกับองค์กรอื่น, ส่งเสริม พัฒนาสถาบันผลิตครูพันธุ์ใหม่ และพัฒนาครูยุคใหม่ให้มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ สถาบันคุรุศึกษา สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานที่มีศักยภาพในระดับภาค, ปรับระบบการจัดสรรงบประมาณ ที่เน้นอุปสงค์หรือผู้เรียน (Demand side) ด้วยมาตรการทุกรูปแบบ/งบประมาณอัตราครูเกษียณบางส่วนมาเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านอื่นๆ
ส่งเสริมเครือข่ายและความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษาขององค์กร ตลอดจนการจัดกิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ด้านการศึกษา โดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหา เฝ้าระวัง ป้องกัน ส่งเสริม และพัฒนาเด็กและเยาวชน การจัดศูนย์เด็กเล็กในสถานประกอบการ การสร้างงานระหว่างเรียน การจัดการศึกษาสำหรับเด็กในสถานพินิจฯ ส่งเสริมให้สิทธิประโยชน์เชิงภาษีต่อภาคเอกชน
จัดระบบ “คูปองการศึกษา” ให้ครูในการเพิ่มพูนความรู้และทักษะใหม่ๆ/อุดมศึกษา, จัดระบบ “คูปอง” ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ, เพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเปล่าของโรงเรียนขนาดเล็กด้วย มาตรการที่เหมาะสมภายในระยะเวลาที่เหมาะสม (ภายใน พ.ศ.2561) ได้แก่ การควบรวม การปรับปรุงประสิทธิภาพ การสร้างเครือข่าย ตลอดจนสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา, ปรับระบบบริการและและการจัดการระบบอุดมศึกษาสร้างกลไกความร่วมมือทางสังคมดูแลเด็กในพื้นที่เสี่ยง และการบริหารจัดการที่เอื้อให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันภายในกระทรวงศึกษาธิการกับหน่วยงานอื่นๆ โดยเร่งรัดให้มีการบูรณาการองค์รวมโดยเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จากการไปทัศนะศึกษาที่พัทยา เมื่อ 30 มกราคม
การเยี่ยมชม อบต.หนองปรือ
จากการที่ได้ไปศึกษา+สังเกตุ และเรียนรู้การทำงานของเทศบาลเมืองหนองปรือ ได้ประโยชน์มากกับการนำมาวิเคราะห์ในวิชาของเราที่ว่าด้วยการพัฒนาประเทศครับ แต่ก็เสียดายที่เวลาไม่อำนวยในวันนั้นเราจึงเพียงแค่ได้ไปฟังคำบรรยาย ไม่ได้มีเวลาพอที่จะไปสังเกตการณ์การทำงาน ณ.สถานที่จริง แต่เท่าที่ได้ดู ก็จะขอแจงออกมาดังนี้ครับ
สิ่งที่อยากเสนอแนะ
ตอนนี้คิดได้ประมาณนี้นะครับ
การเยี่ยมมูลนิธิคุณพ่อเรย์ จ.ชลบุรี
อันนี้น่าสนใจมากครับ ขอเคารวะในความดีที่ทางมูลนิธิทำเพื่อเด็กๆ และเด็กผู้ด้อยโอกาสครับ ผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรับอุปการระทุนการศึกษาเด็กที่นี่ และจะแวะไปอีกครั้งแน่นอนเพื่อศึกษาเพิ่มเติมครับ
ป.ล.
เรื่องการท่องเที่ยวเดี๋ยวมาครับ
(ผมไม่แน่ใจว่าส่งที่หน้าไหน เลยเอาการบ้านนี้มาโพสมันสองหน้าเลยละกันนะครับ)
Kinokuniya
หนังสือที่ได้เลือกจาก ร้าน Kinokuniya คือ CLASSIC DRUCKER Essential Wisdom of Peter Drucker from the Pages of Harvard Business Review
ด้วยความเป็นคนชอบอ่านวันนั้นผมเลือกซื้อหนังสือมาหลายเล่มมาก แล้วทีนี้เอาละซิ เลือกไม่ถูกว่าจะอ่านเล่มไหน จนในที่สุดก็เลือกเล่มนี้ซึ่งผมใช้เวลานานมากในการอ่าน และในที่สุดผมก็อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ในตอนแรกที่ผมเลือกเล่นนี้ก็คิดว่าเป็นเพียงแค่หนังสือเกี่ยวกับปรัชญาการบริหารจัดการทั่วไป พอยิ่งอ่านยิ่งรู้เลยว่าเป็นหนังสื่อที่อ่านง่าย แต่เป็นการอ่านง่ายแบบที่ต้องคิดตามตลอด เพราะภายในหนังสือเล่มนี้อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวต่างๆที่นอกเหนือไปจากหลักการบริหารจัดการ ยังมีเรื่องของการสร้างมนุษย์ให้เป็นทรัพยากร และสำคัญสุดก็คงจะเป็นเรื่องแง่คิดดีดีมากหมายในการใช้ชีวิต ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตจริง
ศาสตราจารย์ ดร.ปีเตอร์ เอฟ. ดรักเกอร์ ได้รับสมยานามว่าเป็น “บิดาแห่งศาสตร์ทางด้านบริหารจัดการ” เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดชี้นำทิศทางการบริหารจัดการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างสม่ำเสมอให้แก่องค์กรต่างๆทั่วโลก เขาได้ทำการปลูกฝังแนวความคิดที่เป็นประโยชน์จำนวนมากด้วยเหตุนี้เองในแต่ละปีจึงมีนักบริหารจัดการจำนวนมากที่พบกับความเชื่อมโยงแบบฉับพลัน “คงจะไม่มีอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน ถ้าเราลงมือทำสิ่งที่ควรจะทำอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่”(1963) เมื่ออ่านจะสังเกตได้เลยถึง ความสามารถในการสรรหาถ้อยคำ หรือคุณค่าที่ดรักเกอร์สามารถสรุปปัญหาหรือบรรยายสิ่งที่นักบริหารจัดการควรจะทำได้เป็นอย่างดี เช่นที่ดรักเกอร์กล่าวว่า “ไม่มีนักบริหารที่สามารถคงความมีประสิทธิผลไว้ได้ ในขณะที่พวกเขาทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน” หรือที่โชว์ว่า ดรักเกอร์ให้ความสำคัญกับ HR ก็คือที่ว่า “ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียวที่นักบริหารจัดการในประเทศพัฒนาแล้วต้องเผชิญหน้าด้วยก็คือ การเพิ่มผลิตผลและคุณภาพแก่คนทำงานด้วยความรู้” และน่านับถือในพรสวรรค์สามด้านของเขา
1. พรสวรรค์ในด้านการถามคำถามที่เหมาะสม
ดรักเกอร์มองว่า ปัญหาของนักบริหารคือ “ขาดความชัดเจน มองภาพใหญ่-ภาพรวมไม่ออก” โดยที่เขาแนะนำให้ผู้บริหารกังวลกับความมี “ประสิทธิภาพ” ให้น้องลงแล้วหันไปใส่ใจกับความมี “ประสิทธิผล” ให้มากขึ้น
2. พรสวรรค์ในการมองเห็นองค์กรในภาพรวม
ดรักเกอร์จะทำการระบุปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรทั้งหมดในภาพรวม โดยไม่ยึดติดกับปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงส่วนเดียว และส่งผลกระทบไปยังส่วนอื่นๆต่อไป เขาจะทการวิเคราะห์ข้อมูลทุกประการด้วยความแม่นยำที่สุด ก่อนที่จะระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในภาพรวมได้สำเร็จ
3. พรสวรรค์ในความสามารถในการกำหนดเหตุผลได้ทั้งการพิจารณาจากเหตุผล และการพิจารณาจากหลักการทั่วไป
ดรักเกอร์สามารถคิดค้นหลักการ หรือทฤษฎีใหม่ขึ้นมาจากกลุ่มข้อมูล หรือมองหาหลีกการที่เหมาะสมที่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ในช่วงที่เขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นๆ
นับว่าเขาเป็นนักทฤษฎีที่ไม่ยอมอดทนอยู่กับสิ่งที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง หรือยังไม่เคยได้รับการทดสอบมาก่อนเป็นอันขาด ซึ่งนี่เองเป็นส่วนผสมที่สำคัญที่ทำให้เขาเป็นสุดยอดได้
ในหนังสือเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนคือ
- เราจะต้องเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่รู้เพียงแค่จุดแข็งวและจุดอ่อนที่เป็นอยู่ แต่ต้องกระจ่างแจ้งว่าค่านิยมหรือคุณค่า Values ที่ต้องการนั้นคืออะไร? จะเรียนรู้และทำงานร่วมกับคนอื่นๆได้อย่างไร? และคุณจะเป็นพลังที่แข็งกล้าให้กับองค์กรได้อย่างไร?
- อย่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะคุณจะประสบความสำเร็จได้ยาก แต่จงมุ่งมั่นพัฒนาวิธีการทำงานของคุณ และจงอย่าไปพยายามทำงานที่คุณเองไม่สามารถสร้างผลงานได้ หรือถึงจะทำได้ก็ไม่ดี !
- ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลนั้นไม่จำเป็นต้องตัดสินใจยิ่งใหญ่อะไรมากมายนัก พวกเขาเพียงแค่ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความสำคัญ และพยายามทำการตัดสินใจอย่างสำคัญตามระดับความเข้าใจสูงสุดที่มีต่อเรื่องนั้นๆ พยายามมองหาว่าอะไรคือปัจจัยเชิงกลยุทธ์และอะไรคือปัจจัยทั่วไปมากกว่าที่จะต้องคอยตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว
- ผู้บริหารส่วนใหญ่นั้นใช้เวลาหมดไปกับการบริหารจัดการผู้คน รวมทั้งการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับ “คน” มากกว่าการดำเนินงานประเภทอื่นๆ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นต่อไปเนื่องจากไม่มีการตัดสินใจใดที่จะดำรงคงอยู่ได้ตลอดไป หรือจะไม่มีวันถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ผู้บริหารที่ไม่พยายามทำการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับ “ผู้คน” ให้เหมาะสมมักจะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สูงยิ่งกว่าการเกิดผลการดำเนินการที่ย่ำแย่ ที่สำคัญพวกเขาเสี่ยงที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือขององค์กรตามไปด้วยอย่างแน่นอน
- ผุ้ที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างเอาจริงเอาจังในการ “สร้างนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบ เพราะนวัตกรรมสามารถเป็นสิ่งที่เราจัดการอย่างเป็นระบบได้ ถ้าหากเรารู้ว่าเราจะมองหาที่จุดไหน และอย่างไร ซึ่งนวัตกรรมถือเป็นหน้าที่หลักของเจ้าของกิจการ และมันเป็นวิธีที่เจ้าของกิจการใช้สร้างเป็นแหล่งผลิตความมั่นคั่งใหม่ๆ หรือใช้อัดฉีดศักยภาพใหม่ให้เพิ่มพูนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับพวกเขา
- จนมาถึงคำถามสุดท้ายที่ว่า อะไรคือหน้าที่แรก และอะไรคือความรับผิดชอบที่ต่อเนื่องของนักบริหารจัดการทางธุรกิจ? ซึ่งคำตอบก็คือ ความพยายามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือทรัพยากรที่สามารถจัดหามาได้
- ผู้บริหารอย่าคิดหรือพูดว่า “ฉัน” แต่จงคิดและพูดว่า “เรา” ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลรู้ดีว่าพวกเขามีความรับผิดชอบสูงสุดที่จะแบ่งปันหรือมอบหมายให้ใครไม่ได้ แต่พวกเขามีอำนาจสั่งการก็เฉพาะเมื่อพวกเขาได้รับความไว้วางใจจากองค์กรเท่านั้น นั่นหมายความว่าพวกเขาคิดถึงความต้องการและโอกาสขององค์กรก่อนที่จะคิดถึงความต้องการและโอกาสของตนเอง
- องค์กรทุกแห่งมักจะพูดอยู่เสมอว่า “ผู้คนคือสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา [People are our greatest asset] แต่พวกเขากลับมีการดำเนินงานและความเชื่อที่สอดคล้องกับคำกล่างนั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วองค์กรจะต้องดึงดูด เก็บรักษา ตระหนัก ให้รางวัล ชักจูงใจ ให้บริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงานขององค์กรอยู่เสมอ เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิผลสูงสุด
ในหนังสือเล่มนี้เราจะได้เรียนรู้ว่า การบริหารจัดการเป็นหลักการที่มีความสำคัญเหนือกว่าปัจจัยอื่นๆเป็นอย่างมาก โดยสรุปคือ
ฉะนั้นแนะนำเลยนะครับ จะเป็นนักธุรกิจหรือไม่ก็มีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง อยู่ในหนังสือเล่มนี้มากมาย เมื่ออ่านแล้วก็จะได้เข้าใจถึง
นางสาวฟ้าประธาน รัตนธาดา รหัส 5213305
การบ้าน 23/1/11
จากการที่ได้ไปเยี่ยมชมเทศบาลเมืองหนองปรือ สิ่งที่ดิฉันได้รับมาอย่างแรกเลย คือความประทับใจที่ได้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้แนวความคิดและวิธีการทำงานของท่านนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ ท่านมาย ไชยนิตย์ ที่มีแนวความคิดและแผนในการทำงานเชิงรุก คิดและลงมือปฏิบัติอย่างทันท่วงที ไม่รีรองบประมาณ สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การที่ท่านสนใจ ใส่ใจและให้ความสำคัญกับชุมชนอย่างแน่วแน่ มุ่งหวังที่จะแก้ปัญหารอบด้าน มุ่งพัฒนาชุมชน สร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ชุมชน รวมทั้งการเล็งเห็นความสำคัญทางด้านการให้การศึกษาแก่เยาวชน ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากค่ะที่ได้มีโอกาสดีๆ เช่นนี้ แต่สำหรับดิฉันยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก คือเรื่องของสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เยาวชนได้มองเห็นและรับรู้จนเกิดความรู้สึกชินและดูว่าจะถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่ผิดแต่อย่างใด คือการที่เยาวชนได้เห็นภาพแหล่งท่องเที่ยวซึ่งต้องขอบอกว่าค่อนข้างเป็นแนวอบายมุข ดูยั่วยุ การเห็นชาวต่างชาติซื้อบริการสาวๆ หรือแม้กระทั่งซื้อบริการเด็กชาย การมองเห็นหนุ่มสาวแสดงความรักต่อกันอย่างเปิดเผย เห็นทุกวันจนชินตา อาจจะทำให้เยาวชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่ผิดหากตนจะเลียนแบบพฤติกรรมนั้นๆ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมากค่ะ ดังนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากที่จะเข้าไปสอดส่องดูแลเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสำคัญเช่นนี้ ยังไงก็อยากจะให้ท่านนายกเข้มงวดในเรื่องนี้ด้วยค่ะ
สำหรับการได้เข้าเยี่ยมชมมูลนิธิคุณพ่อเรย์นั้น ดิฉันรู้สึกว่าภายใต้สถานการณ์ที่ดูเลวร้ายในความเป็นจริงนั้นยังมีเรื่องดีๆ อยู่อีกมากมาย อย่างเช่นการได้เข้าไปรับรู้การทำงานของมูลนิธิคุณพ่อเรย์ซึ่งต้องถือว่าเป็นผู้ที่เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับเรื่องของสังคมและชุมชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความจริงใจและความตั้งใจที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาหรือช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาให้เห็นทางสว่าง การเข้าไปช่วยเหลือของมูลนิธิคุณพ่อเรย์นั้นไม่เพียงเป็นการยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อให้คลายความทุกข์เท่านั้น แต่ที่สำคัญสิ่งที่ดิฉันประทับใจมากคือ แนวคิดการสร้างพลัง สร้างความรู้ สร้างอาชีพให้ผู้คนเหล่านั้น มีความสามารถในการยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ในสังคม กลายเป็นผู้ที่มีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับได้ในสังคม ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีอดีตเป็นเช่นไร บางคนอาจจะเคยได้รับการทำทารุณกรรมหรือมีสภาพร่างกายที่พิการ แต่เมื่อได้ผ่านการช่วยเหลือจากที่นี่แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะมีความภาคภูมิใจและเท่าเทียมได้ในสังคม เพราะที่นี่สอนให้รักและเคารพตัวเอง สร้างความรู้ความสามารถให้กับตัวเอง ทำให้รู้สึกได้ว่า การช่วยเหลือในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่น่ายกย่องเชิดชูเป็นอย่างมากค่ะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะให้เกิดขึ้นจากการได้เข้าไปเรียนรู้ถึงการทำงานของมูลนิธิคุณพ่อเรย์ในครั้งนี้ คือ ดิฉันอยากเห็นคนไทยให้ความเคารพและเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีร่างกายพิการ ซึ่งจิตใจไม่ได้พิการเหมือนคนปกติที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมแต่จิตใจพิการนะคะ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้พิการจริงๆ ไม่ใช่เพียงพูดว่าเห็นความสำคัญแต่แท้ที่จริงแล้วไม่ลงมือทำ ยังมีผู้พิการที่มีความรู้ความสามารถและมีความเก่งอีกมากมายค่ะที่รอโอกาสนี้อยู่ อยากเห็นรัฐบาลตั้งใจจริงมากกว่านี้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ (สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวจะส่งตามมานะคะ)
การพัฒนาการเศรษฐกิจในประเทศไทยให้เกิดความยั่งยืน สามารถช่วยให้ระบบเศรษฐิิจไทยเติบโตได้ในอนาคต แต่อย่าไรก็ตามเราต้องทำความเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงที่เป็นอยู่และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจคือ
1. เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างไม่ยั่งยืนและขาดความสมดุลมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย และเน้นการพึ่งพิงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขาดการเตรียมความพร้อมในการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน ขาดระบบบริหารจัดการ และกำกับตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ จนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการใช้จ่ายเกินตัว และ พึ่งพิงต่างประเทศ โดยเร่งระดมเงินลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ระบบการเงินและการลงทุนภาคเอกชน ขาดประสิทธิภาพและยังพึ่งพิงตนเองได้น้อย ทั้งในด้านเงินทุน เงินออม เทคโนโลยีและกำลังคน เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้ต้องกู้ยืมเงินทุนจำนวนมาก จนเกิดหนี้สินราว 3 ล้านล้านบาท
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในระบบทุนนิยมเสรีที่รัฐบาล ไทยทุกยุคสมัย นำตัวเองเข้าไปผูกพันจนดิ้นไม่หลุด และหลงระเริงกับภาวะเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ ปล่อยให้มีการกู้ยืมเงินมาลงทุน ในกิจการที่ไม่จำเป็น จนเกิดหนี้สูญหายจำนวนมาก จึงเกิดการปล่อยค่าเงินลอยตัว และนำเงินสำรองของประเทศไปเล่นพนันเงิน ในรูปของการรักษาเสถียรภาพเงินบาท จนต้องแพ้พนันและหมดเงินถึงขั้นหน้ามืดไปเที่ยวไล่ขอยืมเงินคนอื่นไปทั่วโลก เสมือนหนึ่งผีพนันเข้าสิงจนถอนตัวไม่ได้ ยิ่งเล่นยิ่งเสียยิ่งหงุดหงิด และหาทางออกไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขายทุกอย่าง และ ระดมทรัพย์สินของคนไทยทั้งหมด มาพยุงเพื่อเอาตัวรอด และใช้หนี้เขาไปวันๆ ลำพังแค่หนี้สินของรัฐบาลเอง ยังไม่เพียงพอ ยังเอาตัวเองไปค้ำประกันหนี้สินให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่ล้มละลาย แล้วกลายเป็นคนเตี้ยอุ้มค่อม จนส่งผลวิกฤติเศรษฐกิจ ทั่วทุกหัวระแหง เกิดกลุ่มคนเคยรวยแล้วจน คนจนแล้วยิ่งจนอีก
2. ผลกระทบการพัฒนา เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และความยากจนรุนแรงขึ้น ในปี 2542 กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ที่สุด 20% ซึ่งเป็นกลุ่มคนจนที่สุด มีสัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ 4.2 เหลือร้อยละ 3.8 ของรายได้ ระดับครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 20% ซึ่งเป็นกลุ่มคนรวยที่สุด มีสัดส่วนรายได้สูงขึ้นจากร้อยละ 56.5 เป็นร้อยละ 58.5 ในปี 2542 หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ คนจนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15.9 คิดเป็น จำนวน 9.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 69 ประกอบอาชีพ ในภาคเกษตร และพบว่ามีการว่างงานในปี 2542 จำนวน 1.38 ล้านคน หรือร้อยละ 4.2 (2) โดยเหตุที่แนวคิดกระแสหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้เน้นไปที่การลงทุนอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ เทคโนโลยีชั้นสูง การส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยความเชื่อว่า จะส่งผลให้ประชาชนมีงานทำและรายได้อย่างทั่วถึง ในลักษณะของการ กระจายตัวแบบ Trickle Down Effect แต่ผลกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ปัญหาข้างต้น และไม่เกิดการมีอาชีพและรายได้แก่กลุ่ม คนยากจนและวัยแรงงานแต่กลับให้ประโยชน์แก่ต่างชาติและนายทุนชาติ
ดังนั้น คำว่า เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพึ่งตนเอง จึงน่าจะมีนัยทางหลักการและแนวคิดเหมือนกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนได้ โดยนัยของความยั่งยืน มี 6 ประการ คือ
1. การพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ อันหมายถึง ความพยายามในการตรวจสอบทรัพยากรทางความคิด ความสามารถ วัสดุอุปกรณ์และเงินทุน โดยริเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่เป็นหนี้หรือเป็นหนี้น้อยๆ ตามความจำเป็น ลดความต้องการวัตถุลงและ พิจารณาว่า มีสิ่งใดบ้างที่ยังขาดแคลนอยู่ เพื่อที่จะได้เพิ่มขีดความสามารถทางการผลิต โดยการศึกษา เรียนรู้ แบ่งปันความรู้ เทคนิคและทรัพยากรของเกษตรกรต่อเกษตรกรด้วยกันเองและภายนอก ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และมีความขยันหมั่นเพียร โดย ดำรงชีวิตอย่างมีอิสระและศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิตอย่างสมดุลย์ ทั้งภายในครอบครัวและการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเกื้อกูลกัน
2. การดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้ โดยรู้จักการกินอยู่หลับนอน การพึ่งตนเองทางสุขภาพ โดยพึ่งพิงการแพทย์สมัยใหม่ ให้น้อยที่สุด ศึกษาหาความรู้สาเหตุอาการทางสุขภาพ การใช้ยาสมุนไพร การนวดพื้นบ้าน การออกกำลังกายและ รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น
3. การรวมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาและทางเลือกจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ โดยต้องเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้หลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่มีสถานภาพทางการ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และผู้ที่มีสถานภาพไม่เป็นทางการ เช่น ผู้อาวุโส ผู้นำสตรี ผู้นำเยาวชน พระ คนจน ผู้นำกลุ่ม/องค์กรไม่เป็นทางการต่างๆ เมื่อรวมกลุ่มได้ เปิดเวทีสำรวจปัญหาและทางเลือกที่แก้ไขได้จริงร่วมกัน อันจะนำไปสู่การวางแผนแบบมีส่วนร่วมและการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จ
4. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน เป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ฟื้นฟูอนุรักษ์และพัฒนา โดยหลักคิดคนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้
5. การดำรงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและชุมชน โดยไม่ละเลยและให้ความสำคัญกับความเป็นท้องถิ่น ที่มีองค์ความรู้และผู้รู้ในการดำรงความเป็นชุมชนอย่างยั่งยืน
6. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน โดยเน้นการผลิต การแปรรูปทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ลดการใช้สาร เคมี การนำเข้าเครื่องจักรกล พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และส่งเสริมเทคโนโลยีพื้นบ้าน
ความยั่งยืนทั้ง 6 ประการต้องมีแผนแม่บทในการพัฒนา จึงจะนำไปสู่การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างความเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง จนก่อเกิดผลประโยชน์แก่ชาวบ้านและชุมชนได้จริง มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ดึงดูดเงินและทรัพยากร อื่นๆ ออกจากชุมชน จนก่อเกิดรากฐานชุมชนเข้มแข็งที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
จากการได้เยี่ยมเทศบาลเมืองหนองปรือ ทำให้เกิดความเข้าใจแนวนโยบายในการพัฒนาท้องถิ่น และวิสัยทัศน์เทศบาลเมืองหนองปรือ ที่ว่า “เมืองหนองปรือน่าอยู่ ผู้คนสมานฉันท์ ผูกพันวัฒนธรรม ล้ำเลิศการเรียนรู้” ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการในส่วนของการพัฒนา 7 ข้อ หลัก อันได้แก่
1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนทั้งในส่วนของถนนหนทาง การประปา ไฟฟ้า ซึ่งรองรับความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม
2.ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม โดยได้จัดให้มีโครงการก่อสร้างโรงเรียนอนุบาลเมืองหนองปรือเพื่อรองรับอนาคต
3.ส่งเสริมเรื่องสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่จะส่งเสริมสุขภาพดีในประชาชน และเมืองปลอดมลพิษ
4.ส่งเสริมสวัสดิการและสังคม โดยให้ความสำคัญในผู้สูงอายุ คนพิการ และคนด้อยโอกาส
5.การป้องกันและรักษาความสงบให้อประชาชน รวมถึงการปราบปรามยาเสพติดที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
6.การพัฒนาคุณภาพคน โดยมีการตัดตั้งชุมชนท้องถิ่นขึ้นรวม 43 ชุมชน ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจลงสู่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองที่อยู่อาศัย
7.การส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น และ การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสังคม ซึ่งให้มีการบูรณาการให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขและมีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กันอย่างเหมาะสม
จากการเยี่ยมมูลนิธิคุณพ่อเรย์ ได้ทำให้เข้าใจในความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของบุคลากรทุกท่านที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ให้มีความรู้และความสามารถติดตัว เพื่อใช้ประกอบอาชีพในอนาคต ซิ่งเป็นการทำงานที่สร้างสรรค์สังคมและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง
(เอาการบ้านเรื่องการท่องเที่ยวมาต่อนะครับ)
จากการสนทนาเรื่องวิกฤตการสื่อสารการท่องเที่ยวกับ ดร.ละเอียด ศิลาน้อย และ มล.ชาญโชติ ชมพูนุท
ดร.ละเอียด ศิลาน้อย และ มล.ชาญโชติ ชมพูนุท
กรุณาให้เกรียติเป็นอาจารย์พิเศษ บรรยายในเรื่องวิกฤตการสื่อสารการท่องเที่ยวให้กับพวกเราฟัง ทั้งยังเปิดโอกาสให้เราได้ถาม และร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิด ประมาณนี้
ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นสาขาหนึ่งในธุรกิจภาคการค้าบริการ
โดยมีวัตถุดิบมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และจากการจัดการของมนุษย์ ขบวนการในการให้บริการของธุรกิจท่องเที่ยว เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรรม, ภาคอุตสาหกรรม.และภาคการค้า ( สินค้า ) และภาคการค้าบริการในสาขาธุรกิจอื่นๆ เช่น การเงิน การขนส่งคมนาคม โรงแรม ฯลฯ
วัตถุดิบที่สำคัญของธุรกิจท่องเที่ยวประกอบด้วย
ซึ่ง Stakeholder ของการท่องเที่ยวไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มก้อนใหญ่ๆ
ปัญหาต่างๆของการท่องเที่ยว
1. ปัญหาด้านคุณภาพการบริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ คน / ที่พัก / คุณภาพที่ท่องเที่ยว
2. ปัญหาด้านความปลอดภัย เช่นเรื่อง การหลอกลวงเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว / อัตราการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน / กิจกรรมประเภทมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ทักษะในการจัดการความเสี่ยง / ภัยจากธรรมชาติ โรคระบาด และภัยจากการก่อการร้าย
3. ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน หรือ พัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ก็เช่น แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งมีการกระจุกตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไป / วัฒนธรรมท้องถิ่น มีการมุ่งใช้วัฒนธรรมประเพณีมาเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว โดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ / การจัดการท่องเที่ยวที่มุ่งสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยไม่ตระหนักถึงความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว
4. ปัญหาการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวแผนแม่บท เกี่ยวกับ การผลิตบุคลากรด้านการท่องเที่ยว
แนวทางการดำเนินการเพื่อก้าวไปสู่ทิศทางการท่องเที่ยวระยะเร่งด่วน
โดยเราจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ กู้ภาพลักษณ์ต่างๆที่เน่าๆ และเร่งรัดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยต้องดำเนินร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการประชาสัมพันธ์ดึงดูดนักท่อง เที่ยวต่างชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของคนไทยในประเทศ รวมทั้งลดหย่อนค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อ ดึงดูดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
แนวทางการดำเนินการเพื่อก้าวไปสู่ทิศทางการท่องเที่ยวระยะกลาง
เราต้องพยายามสร้างคนในชาติให้เป็นเจ้าบ้านที่ดี เช่น เค้ามาก็ไม่ต้องไป ลัก-ขโมย-ปล้น-จี้ เค้า หรือพัฒนาคนให้รู้วิธีรับมือนักท่องเที่ยวอย่างถูกวิธี เพื่อเตรียมการในแผนยะระยาวที่ยั่งยืนต่อไป
แนวทางการดำเนินการเพื่อก้าวไปสู่ทิศทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) : เป็นแนวคิดในการจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ตอบสนองทั้งความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่น โดยมีการปกป้องและสงวนโอกาสในการใช้ทรัพยากรของชนรุ่นหลัง
โดยมีสาระสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อนำไปสู่แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
แล้วก็มาถึงหัวข้อที่เราถกกันอย่างออกรสชาติ เป็นคำถามที่ว่า เราจะพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่นิยม มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมากได้อย่างไร ?
ซึ่งผมคิดว่าเราหาแนวทางและวิธีการเพื่อเพิ่มจุดเด่น ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น และแก้ปัญหาจุดด้อยให้ปัญหาลดน้อยลง โดย
เพราะเราคิดง่ายๆ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไทย มาเพราะชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองไทย ซึ่งก็คือ
1. เป็นเมืองสวยงามน่าอยู่ อุดมสมบูรณ์ มีวิถีชีวิตเรียบง่ายสบายๆ
2. มีวัฒนธรรมดีงาม มีวัดวาอารามมากแสดงถึงผู้คนมีจิตใจดี
3. ชื่อเสียงของเมืองท่องเที่ยวที่สนุกสนาน เช่น พัฒน์พงศ์ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่
4. ชื่อเสียงเรื่องค่าครองชีพถูก ใช้เงินน้อยเที่ยวได้คุ้มค่า