(ผมไม่แน่ใจว่าส่งที่หน้าไหน เลยเอาการบ้านนี้มาโพสมันสองหน้าเลยละกันนะครับ)
Kinokuniya
หนังสือที่ได้เลือกจาก ร้าน Kinokuniya คือ CLASSIC DRUCKER Essential Wisdom of Peter Drucker from the Pages of Harvard Business Review
ด้วยความเป็นคนชอบอ่านวันนั้นผมเลือกซื้อหนังสือมาหลายเล่มมาก แล้วทีนี้เอาละซิ เลือกไม่ถูกว่าจะอ่านเล่มไหน จนในที่สุดก็เลือกเล่มนี้ซึ่งผมใช้เวลานานมากในการอ่าน และในที่สุดผมก็อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ในตอนแรกที่ผมเลือกเล่นนี้ก็คิดว่าเป็นเพียงแค่หนังสือเกี่ยวกับปรัชญาการบริหารจัดการทั่วไป พอยิ่งอ่านยิ่งรู้เลยว่าเป็นหนังสื่อที่อ่านง่าย แต่เป็นการอ่านง่ายแบบที่ต้องคิดตามตลอด เพราะภายในหนังสือเล่มนี้อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวต่างๆที่นอกเหนือไปจากหลักการบริหารจัดการ ยังมีเรื่องของการสร้างมนุษย์ให้เป็นทรัพยากร และสำคัญสุดก็คงจะเป็นเรื่องแง่คิดดีดีมากหมายในการใช้ชีวิต ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตจริง
ศาสตราจารย์ ดร.ปีเตอร์ เอฟ. ดรักเกอร์ ได้รับสมยานามว่าเป็น “บิดาแห่งศาสตร์ทางด้านบริหารจัดการ” เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดชี้นำทิศทางการบริหารจัดการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างสม่ำเสมอให้แก่องค์กรต่างๆทั่วโลก เขาได้ทำการปลูกฝังแนวความคิดที่เป็นประโยชน์จำนวนมากด้วยเหตุนี้เองในแต่ละปีจึงมีนักบริหารจัดการจำนวนมากที่พบกับความเชื่อมโยงแบบฉับพลัน “คงจะไม่มีอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน ถ้าเราลงมือทำสิ่งที่ควรจะทำอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่”(1963) เมื่ออ่านจะสังเกตได้เลยถึง ความสามารถในการสรรหาถ้อยคำ หรือคุณค่าที่ดรักเกอร์สามารถสรุปปัญหาหรือบรรยายสิ่งที่นักบริหารจัดการควรจะทำได้เป็นอย่างดี เช่นที่ดรักเกอร์กล่าวว่า “ไม่มีนักบริหารที่สามารถคงความมีประสิทธิผลไว้ได้ ในขณะที่พวกเขาทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน” หรือที่โชว์ว่า ดรักเกอร์ให้ความสำคัญกับ HR ก็คือที่ว่า “ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียวที่นักบริหารจัดการในประเทศพัฒนาแล้วต้องเผชิญหน้าด้วยก็คือ การเพิ่มผลิตผลและคุณภาพแก่คนทำงานด้วยความรู้” และน่านับถือในพรสวรรค์สามด้านของเขา
1. พรสวรรค์ในด้านการถามคำถามที่เหมาะสม
ดรักเกอร์มองว่า ปัญหาของนักบริหารคือ “ขาดความชัดเจน มองภาพใหญ่-ภาพรวมไม่ออก” โดยที่เขาแนะนำให้ผู้บริหารกังวลกับความมี “ประสิทธิภาพ” ให้น้องลงแล้วหันไปใส่ใจกับความมี “ประสิทธิผล” ให้มากขึ้น
2. พรสวรรค์ในการมองเห็นองค์กรในภาพรวม
ดรักเกอร์จะทำการระบุปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรทั้งหมดในภาพรวม โดยไม่ยึดติดกับปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงส่วนเดียว และส่งผลกระทบไปยังส่วนอื่นๆต่อไป เขาจะทการวิเคราะห์ข้อมูลทุกประการด้วยความแม่นยำที่สุด ก่อนที่จะระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในภาพรวมได้สำเร็จ
3. พรสวรรค์ในความสามารถในการกำหนดเหตุผลได้ทั้งการพิจารณาจากเหตุผล และการพิจารณาจากหลักการทั่วไป
ดรักเกอร์สามารถคิดค้นหลักการ หรือทฤษฎีใหม่ขึ้นมาจากกลุ่มข้อมูล หรือมองหาหลีกการที่เหมาะสมที่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ในช่วงที่เขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นๆ
นับว่าเขาเป็นนักทฤษฎีที่ไม่ยอมอดทนอยู่กับสิ่งที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง หรือยังไม่เคยได้รับการทดสอบมาก่อนเป็นอันขาด ซึ่งนี่เองเป็นส่วนผสมที่สำคัญที่ทำให้เขาเป็นสุดยอดได้
ในหนังสือเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนคือ
- ส่วนที่ 1 หน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารจักการ
- เราจะต้องเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่รู้เพียงแค่จุดแข็งวและจุดอ่อนที่เป็นอยู่ แต่ต้องกระจ่างแจ้งว่าค่านิยมหรือคุณค่า Values ที่ต้องการนั้นคืออะไร? จะเรียนรู้และทำงานร่วมกับคนอื่นๆได้อย่างไร? และคุณจะเป็นพลังที่แข็งกล้าให้กับองค์กรได้อย่างไร?
- อย่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะคุณจะประสบความสำเร็จได้ยาก แต่จงมุ่งมั่นพัฒนาวิธีการทำงานของคุณ และจงอย่าไปพยายามทำงานที่คุณเองไม่สามารถสร้างผลงานได้ หรือถึงจะทำได้ก็ไม่ดี !
- ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลนั้นไม่จำเป็นต้องตัดสินใจยิ่งใหญ่อะไรมากมายนัก พวกเขาเพียงแค่ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความสำคัญ และพยายามทำการตัดสินใจอย่างสำคัญตามระดับความเข้าใจสูงสุดที่มีต่อเรื่องนั้นๆ พยายามมองหาว่าอะไรคือปัจจัยเชิงกลยุทธ์และอะไรคือปัจจัยทั่วไปมากกว่าที่จะต้องคอยตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว
- ผู้บริหารส่วนใหญ่นั้นใช้เวลาหมดไปกับการบริหารจัดการผู้คน รวมทั้งการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับ “คน” มากกว่าการดำเนินงานประเภทอื่นๆ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นต่อไปเนื่องจากไม่มีการตัดสินใจใดที่จะดำรงคงอยู่ได้ตลอดไป หรือจะไม่มีวันถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ผู้บริหารที่ไม่พยายามทำการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับ “ผู้คน” ให้เหมาะสมมักจะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สูงยิ่งกว่าการเกิดผลการดำเนินการที่ย่ำแย่ ที่สำคัญพวกเขาเสี่ยงที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือขององค์กรตามไปด้วยอย่างแน่นอน
- ผุ้ที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างเอาจริงเอาจังในการ “สร้างนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบ เพราะนวัตกรรมสามารถเป็นสิ่งที่เราจัดการอย่างเป็นระบบได้ ถ้าหากเรารู้ว่าเราจะมองหาที่จุดไหน และอย่างไร ซึ่งนวัตกรรมถือเป็นหน้าที่หลักของเจ้าของกิจการ และมันเป็นวิธีที่เจ้าของกิจการใช้สร้างเป็นแหล่งผลิตความมั่นคั่งใหม่ๆ หรือใช้อัดฉีดศักยภาพใหม่ให้เพิ่มพูนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับพวกเขา
- จนมาถึงคำถามสุดท้ายที่ว่า อะไรคือหน้าที่แรก และอะไรคือความรับผิดชอบที่ต่อเนื่องของนักบริหารจัดการทางธุรกิจ? ซึ่งคำตอบก็คือ ความพยายามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือทรัพยากรที่สามารถจัดหามาได้
- ส่วนที่ 2 โลกของผู้บริหาร
- ผู้บริหารอย่าคิดหรือพูดว่า “ฉัน” แต่จงคิดและพูดว่า “เรา” ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลรู้ดีว่าพวกเขามีความรับผิดชอบสูงสุดที่จะแบ่งปันหรือมอบหมายให้ใครไม่ได้ แต่พวกเขามีอำนาจสั่งการก็เฉพาะเมื่อพวกเขาได้รับความไว้วางใจจากองค์กรเท่านั้น นั่นหมายความว่าพวกเขาคิดถึงความต้องการและโอกาสขององค์กรก่อนที่จะคิดถึงความต้องการและโอกาสของตนเอง
- องค์กรทุกแห่งมักจะพูดอยู่เสมอว่า “ผู้คนคือสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา [People are our greatest asset] แต่พวกเขากลับมีการดำเนินงานและความเชื่อที่สอดคล้องกับคำกล่างนั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วองค์กรจะต้องดึงดูด เก็บรักษา ตระหนัก ให้รางวัล ชักจูงใจ ให้บริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงานขององค์กรอยู่เสมอ เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิผลสูงสุด
ในหนังสือเล่มนี้เราจะได้เรียนรู้ว่า การบริหารจัดการเป็นหลักการที่มีความสำคัญเหนือกว่าปัจจัยอื่นๆเป็นอย่างมาก โดยสรุปคือ
- 1. การบริหารจัดการเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ เนื่องจากมันเป็นงานของการนำความสามารถของผู้คนมาใช้ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความมีประสิทธิผลให้แก่จุดแข็ง และลบล้างจุดอ่อนที่เป็นอยู่
- 2. การบริหารจัดการเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวมผู้คนเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกัน
- 3. องค์กรทุกแห่งต้องการจุดมุ่งหมายร่วมกันที่เรียบง่าย และชัดเจน โดยต้องมีความชัดเจนทางพันธกิจ (mission) ขององค์กร และมีขนาดใหญ่อย่างเพียงพอที่จะก่อให้เกิดวิสัยทัศน์ (vision) ได้ ด้วยเหตุนี้เองเป้าหมายที่อยู่ภายใต้พันธกิจดังกล่าว จึ้งจำเป็นต้องได้รับการกำหนดขึ้นอย่างชัดเจน เป็นที่รู้จักกันอย่างทั่วถึง และได้รับการยื่นยันอย่างต่อเนื่อง
- 4. นักบริหารต้องทำให้องค์การและสมาชิกทุกคนเจริญเติบโต และพัฒนาได้ทั้งตามความต้องการ และตามการเปลี่ยนแปลงของโอกาส
- 5. องค์กรทุกแห่งประกอบไปด้วยผู้คนที่มีทักษะ และความรู้แตกต่างกัน ในการทำงานที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เอง “การติดต่อสื่อสารและการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ” ให้แก่ทุกคนในองค์กรอย่างชัดเจน
- 6. ปริมาณของผลลัพธ์ และตัวผลลัพธ์ ไม่ใช่ปัจจัยเพียงพอสำหรับการดำเนินผลการดำเนินงานของการบริหารจัดการองค์กรได้
- 7. ไม่มีผลลัพธ์ใดเกิดขึ้นภายในองค์กร เนื่องจากผลลัพธ์ของการดำเนินการนั้นอยู่ภายนอก คือ ความพอใจของลูกค้า สิ่งที่เกิดขึ้นภายในองค์กรคือ ศูลย์ต้นทุน (cost centers) เท่านั้น แต่ผลลัพธ์จำเป็นต้องเกิดขึ้นจากภายนอกองค์กรเสมอ
ฉะนั้นแนะนำเลยนะครับ จะเป็นนักธุรกิจหรือไม่ก็มีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง อยู่ในหนังสือเล่มนี้มากมาย เมื่ออ่านแล้วก็จะได้เข้าใจถึง
- วิวัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลงขององค์กรจากอดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
- บทบาทของผู้บริหารและผู้จัดการที่จะต้องดำเนินการ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกหับตนเอง และองค์การ
- มุมมองขอแงองค์กรในอนาคตพร้อมวิธีการปรับตัว การใช้สารสนเทศ และการตัดสินใจ รวมทั้งการพัฒนาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง