ระบอบการปกครองต้องมีหลักศาสนาเข้ามาควบคุมกำกับดูแล การปกครองนั้นจึงจะสมบูรณ์

 

วรรณะ (เป็นภาษาปาลี,สันสกฤติ) แปลว่า สี ,ผิวพรรณวรรณะ; ชั้นชน,

ในสังคมฮินดูแบ่งคนออกเป็น ๔ วรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร

ความเป็นวรรณะนี้ ถูกนำมาใช้กับสังคมไทยเราเป็นเวลาเนิ่นนานจนไม่สามารถ

วัดได้ว่าใช้มาเมื่อใดสมัยใด เพราะเมื่อสมัยพ่อขุนฯ ก็เห็นว่าใช้กันมาแล้ว

โดยจะเห็นได้จาก สมัยนั้นแบ่งได้เป็นชนชั้นกษัตริย์ ขุนนาง ประชาชนราษฏรเดินดิน

แต่การแบ่งออกเป็นชนชั้นนั้นไม่ได้หมายความว่าถูกกดขี่ข่มเหงจากชนชั้นสูงเสมอไป

ขึ้นอยู่กับยุคสมัยใด ที่ชนชั้นสูงหันหน้าหนีศีลธรรมอันดีงาม ไปใช้ความอธรรม

ยึดมั่นถือตนเป็นสรณะ(ที่พึ่งหรือยึดเหนี่ยว) ละเมิดกฏหมาย

ยุคสมัยการปกครองนั้นๆ ก็พบกับความวิบัติไปในที่สุด เข้าตำรา สังสารวัฎ

เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในกฏไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 

เราในฐานะมุสลิมผู้มีอิสลามเป็นทางนำ

จะแบ่งการปกครองการเมืองออกไว้เป็นบทๆไป ตามระเบียบการปกครอง

เรามีอยู่เป็นอยู่ภายใต้ร่มธงไตรรงค์ได้ เช่นเดียวกับ ศาสนิกอื่นๆ

เพราะระบอบการปกครองอิสลามก็มี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นกัน

แต่อิสลามสอนให้ใช้ชีวิตควบคู่ไปกับยึดมั่นในหลักศาสนากับสังคม

ไม่แบ่งแยกศาสนจักรกับอาณาจักร จึงไม่มีนักบวช นักพรต

มีแต่ผู้ปกครองและประชาชนคนธรรมดา

คนเดินดินธรรมดานี้ก็ไม่ต้องเคารพนบนอบ ก้มหมอบคลานเข้าหาผู้นำ ผู้ปกครอง

เพราะอิสลามบ่งชี้ไว้ว่า ทุกชีวิตเท่ากัน เพียงแต่ทำหน้าที่ต่างกันไป

ทุกๆ คนทุกๆหน้าที่มีความสำคัญต่อกัน จึงต้องพึ่งพากันและกัน

มนุษย์จึงต้องรวมกันอยู่เป็นสังคม ใช้กฎหมายอันเดียวกันคือ "อัลกุรอาน"

 

การแยกแยะวัฒนธรรมประเพณีและศีลธรรม ออกจากการปกครองและศาสนา

ให้เห็นเด่นชัด แต่ยังคงยึดมั่นในการใช้ธรรมนูญเดียวกัน และ

ยังทำหน้าที่ตนไปในทิศทางเดียวกันคือ

ระบอบการปกครองต้องมีหลักศาสนาเข้ามาควบคุมกำกับดูแล

การปกครองนั้นจึงจะสมบูรณ์

 

อินนัลลาฮุ อะซีซุลอะซีม

แน่แท้อัลลาฮุผู้ทรงปรีชาญาณ