ชีวิตที่เมืองลาว : 22 มกราคม 2554


22 มกราคม 2554

งานวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่ถึงแปดโมงเช้า
หลังจากกลับตลาดในตอนเช้า ทีมงานของเราคนหนึ่งก็เดินเข้ามาถามว่า “แกะแบบเลยหรือเปล่า...?” ครั้นเมื่อเราตอบว่า “แกะโลด” งานในวันนี้จึงเริ่ม ณ บัดนั้น

 

ทีมงานของเราพร้อมด้วย “ช่างเนา” ซึ่งไปบิณฑบาตด้วยกันตอนเช้าและช่วยถืออาหารกลับมาส่ง ก็ช่วยกันแกะแบบโดยทันที ซึ่งปกติแล้ว ช่างเนาจะแว๊บกลับไปบ้านเพื่อเอาเครื่องมือสักพักหนึ่ง แต่วันนี้ เมื่อเห็นทีมงานเราเริ่มแกะแบบ ช่างเนาก็เลยเอาด้วย

งานแกะไม้แบบคานคอดินในช่วงเช้านี้ มีคนช่วยอยู่ด้วยกัน 4 คนหลัก ๆ ก็คือ ทีมงานของเราหนึ่ง ช่างเนาพร้อมลูกชาย และอีกคนหนึ่งคือ “อาจารย์ร่อน” รวมแล้วเป็น 4 ทหารเสือ

Large_2201201108

นับตั้งแต่วันที่อาจารย์ร่อนได้มีโอกาสแสดงความสามารถในเรื่องหินและทราย ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ได้เห็นหน้าอาจารย์ร่อนวนเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย

การที่จะให้คนสักคนหนึ่งเกิดการมีส่วนร่วมแล้ว “เสียสละ” เวลาส่วนตัวเพื่อมาทำงานส่วนรวมนั้น ข้าพเจ้าคิดว่า “การเปิดโอกาสให้เขามีบทบาท” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

คนเราเมื่อมีคนเห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าของความคิดที่เขาคิด เขาจะรู้สึกภูมิใจไม่มากก็น้อย

เช่นเดียวกับช่างเนา ที่ใคร ๆ ก็เรียกว่า “บักเนา” เดี๋ยวนี้ช่างเนาดูเป็นคนเอางานเอาการขึ้น ภาพลักษณ์ดีขึ้นเมื่อกลายเป็นลูกศิษย์วัดเดินตามพระบิณฑบาตตามตลาดในช่วงเช้า

จากเดิมที่ทำงานคนเดียว เดี๋ยวนี้มี “มืด” ลูกชายตามมาทำงานด้วยตลอด...

มืด  “ลูกเทวดา...”
วันนี้เด็กชายมืดลูกชายของช่างเนา ใส่เสื้อยืดที่ด้านหลังมีภาษาไทยเขียนว่า “ลูกเทวดา” มาทำงาน
แล้ววันนี้ช่างเนาก็เป็นเทวดาตัวน้อย ๆ จริง ๆ ด้วย

Large_2201201104

เพราะหลังจากงานแกะแบบเสร็จแล้ว ต่างคนก็ต่างพักทานอาหารเช้ากันพักหนึ่ง การทำงานก็ดูเหมือนจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นปกติ
แต่แล้วเมื่ออาจารย์ร่อนเดินมาเสียบปลั๊กเพื่อปั๊มน้ำจากสระด้านข้างมาใช้รดดินที่ถมบันได ก็ปรากฏว่า “ไฟไม่ติด”

ในช่วงเช้า ในระหว่างที่ทานอาหาร อาจารย์ร่อนยังไม่ไปทานอาหารกับเขา ก็เลยต่อปลั๊กไฟมาล้างแบบพร้อมกับบ่มปูน
เมื่อรดน้ำเสร็จ อาจารย์ร่อนก็ไปนั่งทานข้าว ตอนนั้นคนงานก็ทยอยมาเรื่อย ๆ
โดยในวันนี้มีคนงานจากบ้านสานะคราม ซึ่งผู้ใหญ่บ้านจัดเวรให้มาประมาณ 10 คน พร้อมกับทีมงานขาประจำบ้านโนนยางอีก 8 คน
เมื่อทานข้าวเสร็จ ผู้หญิงก็ได้รับหน้าที่ขนดินเข้ามาถมเพื่อทำบันได
เมื่อถมดินเสร็จ งานต่อไปคือ “อัดน้ำ” แต่ทว่า น้ำไม่ไหล เพราะไฟไม่มา...

ด้วยเหตุนี้เอง อาจารย์ร่อน จึงรีบวิ่งไปดูไฟ เช็คไปเช็คมาอยู่นานสองนานก็ต่อไม่ได้ จึงเรียกช่างเนาไปอีกคนหนึ่ง
ตอนนั้นก็พบปัญหาคร่าว ๆ ว่า สายไฟที่ต่อมาไซด์งานของเราช็อต โดยมีสาเหตุมาจากสายไฟที่วางไว้กับดิน ถูกรถเหยียบไปเหยียบมาจนขาดแล้วเกิดการ “ลัดวงจร”

ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดสถานการณ์ที่พิสูจน์ “วีรบุรุษ”
นอกจากความสามารถในการรื้อโน่นรื้อนี่ของช่างเนา ที่สามารถดัดแปลกเครื่องตัดเหล็กขนาด 14 นิ้ว จนสามารถนำมาตัดไม้เมื่อวานนี้ได้แล้ว วันนี้ ช่างเนาก็ต้องโมดิฟายด์เครื่องตัดเหล็กเครื่องเดิมนั้นให้สามารถกลายมาเป็นเลื่อยวงเดือนที่สามารถผ่าแบบไม้ใช้ได้อย่างน่าทึ่ง

Large_2201201103

ตอนแรกเมื่อข้าพเจ้าเห็นช่างเนารื้อเครื่องตัดเหล็กแล้ว บอกตรง ๆ ว่าในใจไม่เชื่อมั่นเลยว่าเขาจะประกอบกับคืนอย่างเดิมได้
เพราะนอกจากที่จะต้องรื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสปริงหรือที่ครอบใบตัดออกแล้ว ก็ยังถอดโน่นถอดนี่ออกนับชิ้นไม่ถ้วน

ตอนนั้นเราจึงเดินเข้าไปแซว ๆ เชิงเตือนให้ช่างเนาระมัดระวังว่า “แน่ใจนะว่าประกอบกับได้” ช่างเนาก็ตอบได้ว่า “แน่นอน” ดังนั้นเราจึงพูดอีกต่อไปว่า “ระวังฝรั่งทำเกินล่ะ...”

แต่แล้ว เครื่องตัดเหล็กที่ช่างเนาโมดิฟายด์จนกลายมาเป็นเลื่อยวงเดือนนั้นก็ยังไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากอาจารย์ยังต้องวิ่งออกไปซื้อสายไฟม้วนใหม่อยู่

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเช้าสักเล็กน้อย...
หลังจากที่เราเดินไปตลาด เราก็เกิดมีความคิดขึ้นมาแว๊บหนึ่งว่า คานที่เราวางไว้ ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 2 x 2 เมตร ซึ่งในเช้านี้มีแผนจะให้ทีมงานผู้หญิงเอาดินถมแล้วเอาน้ำรดเพื่อทำเป็นฐานบันไดนั้นจะรับน้ำหนักบันไดที่วางแผนกับช่างสุภาไว้ว่าจะใช้ก่อแทนการ “ผูกเหล็ก”

 

เพราะหลังจากคำนวณอิฐที่ต้องใช้ต่อบันไดหนึ่งด้านแล้วก็ประมาณ 250 ก้อน ตีซะก้อนละ 4 กิโลกรัม ก็ 1 ตันแล้ว นี่ยังไม่รวมทรายที่จะต้องถมสูงประมาณ 1 เมตร บวกกับปูนที่ใช้ก่อ รวมถึงกระเบื้องที่จะต้องใช้ติด ขี้หมูขี้หมาก็ปาเข้าไป 2 ตัน แล้วฐานที่เราใช้ดินใหม่ ๆ ถมลงไปแล้วใช้น้ำรดนี่จะรับน้ำหนักได้แน่นอนหรือไม่ หรือต่อให้ลงทุนใช้ทรายถม ก็ไม่แน่นอนว่าบันไดจะหักกลางลงเมื่อใด เพราะช่วงห่างระหว่างคานทั้งสองข้างนั้นยาวถึง 2 เมตร

สำหรับเรื่องนี้ บอกตรง ๆ ว่า ใช้สัญชาตญาณล้วน ๆ
เพราะเมื่อวานตอนเทแบบคานคอดิน เรายังคิดว่า “ไม่เป็นไร”
แต่เมื่อแกะแบบคานออกมาแล้ว แว๊บแรกที่เห็นช่วงคาน แล้วก็เกิดแว๊บขึ้นมาว่า “ทำไมห่างจัง...”

ดังนั้น เราจึงวางแผนให้ช่างเนา นำเหล็ก 12 mm สองเส้นมาผูกกันเป็นกระดูก โดยใช้เหล็ก 6 มิล ขนาดยาว 25 ซม. หักมุมสองด้านเป็นตะขอให้เหลือ 20 ซม. มาผูกกันคล้ายกับบันไดหรือรางรถไฟ แล้ววางพาดกึ่งกลางคานสลับกันไปมาเหมือนกับเครื่องหมาย + ซึ่งนั่นทำให้ ขนาดช่วงของคานเดิมซึ่งมีลักษณะเหมือนกับรูปสี่เหลี่ยมขนาด 2x2 เมตร กลายเป็น 4 เหลี่ยม 4 รูป ขนาดรูปละ 1x1 เมตร

 Large_2201201110

 
ซึ่งเมื่อช่างสุภาเห็นสิ่งที่เราให้ช่างเนาทำ เขาก็ดูเหมือนจะตกใจว่า “อะไรจะขนาดนั้น”
คือ ปกติไม่มีใครเขาทำกันแน่นหนาขนาดนี้ แค่มีคานรับแล้วเอาดินถมก็ทำบันไดได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ให้เหตุผลกับช่างสุภาแบบตรงไปตรงมาว่า “กว่าช่างสุภาจะตายก็อีกหลายสิบปี เดี๋ยวบันไดพังไปก่อนจะทำอย่างไงล่ะ...!”

Large_2201201107

ด้วยเหตุเรื่องเหล็กคานที่จะรองรับน้ำหนักบันไดนี่เอง ทำให้ช่างเนาได้โชว์ฝีมืออีก
เพราะตอนนั้นต่างคนต่างก็รอไฟ จะตัดไม้เพื่อเข้าแบบเสาก็ทำไม่ได้ จะดัดเหล็กเพื่อทำคานก็ไม่ได้ ตอนแรกเราพูดแหย่ช่างเนาทีเล่นทีจริงว่า เดี๋ยวจะให้ช่างเนาเอาเลื่อยตัดเหล็กมาตัดแทน แต่ช่างเนาพร้อมกับคนรอบข้างที่นั่งอยู่ตรงนั้นตอบกลับมาว่า “เลื่อยตัดไม่ขาด” เราก็เลยพูดต่อว่า “ถ้ามีคีมใหญ่ตัดเหล็กก็ดีเน๊อะ”

สิ่งที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้นในบัดดล เมื่อช่างเนา ช่างขี้เมาที่ใคร ๆ มักเรียกเขาว่า “บักเนา” บอกกับเราว่า “บ้านผมมี”

ตอนนั้นเองช่างเนาไม่รอช้า แบมือขอกุญแจรถมอเตอร์ไซด์เพื่อยืมขี่กลับไปเอาคีมตัดเหล็กมาอย่างว่องไว

ตอนนั้นเอง ที่ใครต่อใครนั่งรอ “ไฟ” เพื่อมาทำงาน
แต่ช่างเนาทำงานได้อย่างสนุกสนาน ร่าเริง

นอกจากฝีมือการโมดิฟายด์เลื่อยวงเดือนแล้ว
ช่างเนายังมีทักษะในการแก้ไขคีมดัดเหล็กให้ใช้งานได้ดีขึ้นอีกด้วย

เพราะตอนแรกกรรไกลตัดเหล็กที่ช่างเนานำมา แค่เหล็ก 6 มิล เส้นเล็ก ๆ ยังตัดไม่เข้า
ในความคิดของเราตอนนั้น เราคิดว่า ไอ้กรรไกรตัดเหล็กของช่างเนานี้คมคงทื่อหมดแล้ว วิธีการแก้ไขคือ “ต้องนำไปลับคมใหม่”

แต่ทว่า วิธีการแก้ไขที่แท้จริงของช่างไม่ใช่อย่างนั้น
ช่างเนาเดินตุ๊บปั๊ดตุ๊บเป๋ไปหยิบคีมดัดเหล็กอันเล็กมาอันหนึ่ง แล้วขันหัวน๊อตขนาดเบอร์ 17 ซึ่งติดอยู่ตรงหัวกรรไกรตัดเหล็กนั้นอย่างแข็งขัน

ขนาดช่างที่ตัดเหล็กอยู่ด้วยกันยังบอกว่า “ไม่เกี่ยวหรอก”
หัวกรรไกรตัดเหล็กนั้นมีน็อตอยู่สองตัว ช่างเนาเลือกขันตัวหนึ่ง ช่างอีกคนหนึ่งชี้ไปอีกตัว
แต่ช่างเนาเถียงโดยฉับพลันว่า “ไอ้ตัวนั้นไม่เกี่ยว”
จากนั้นเอง กรรไกรตัดเหล็กทื่อ ๆ ที่เราเอ่ยแซวช่างเนาไปว่า “ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เนี่ย” กลับกลายเป็นไกรรตัดเหล็กที่สามารถตัดเหล็ก 12 mm ของ กลุ่ม บลส. ขาดได้อย่าง “สบาย...”

เทคนิคที่น่าสนใจประจำวัน...
ในช่วงบ่าย หลังจากที่ไฟมาแล้ว คนงานผู้ชายก็เริ่มเลื่อยไม้เพื่อเข้าแบบกัน

Large_2201201102


ส่วนคนงานผู้หญิงนั้น “ว่างงาน”
เพราะในวันนี้เกิดอุปสรรคเรื่องของไฟฟ้า ที่ทำให้แผนงานที่วางไว้ว่า ในระหว่างที่ให้คนงานผู้หญิงขนดินถมบันได ผู้ชายก็ไปตัดไม้เข้าแบบ เมื่อผู้หญิงขนดินเสร็จ ผู้ชายก็น่าที่จะเข้าแบบเสาเสร็จได้อย่างน้อยหนึ่งหรือสองต้น ก็จะทำให้ผู้หญิงสามารถเข้าแถวหิ้วปูนเข้ามาเทได้อย่างต่อเนื่อง

แต่แล้วงานช่วงเช้าที่ไม่คืบหน้าไปเท่าใดมากนักเนื่องจากสายไฟช็อต
งานของผู้ชายกว่าจะเริ่มได้ก็ปาเข้าไปบ่ายโมง ซึ่งตอนนั้นผู้หญิงก็ไม่มีอะไรจะทำกัน

แต่แล้ว “แม่ออกแวว” ก็เดินเข้ามาถามว่า ดินที่เหลือจะให้ขนเข้าไปถมข้างในเลยหรือเปล่าข้าน้อย...”

ความเป็นจริงแล้วดินกองนั้น เราก็อยากจะสั่งให้แม่ออกแววขนตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยงแล้วแหละ แต่ระยะห่างของกองดินนั้น อยู่เลยระยะ “โยน”
คือการตักดินที่ดูแล้วไม่เปลืองแรงมากที่สุด คือใช้พลั่วตักแล้วโยนลงในพื้นที่ที่ต้องการเลย
แต่ทว่าดินที่แม่ออกแววเดินมาถามเรานั้น อยู่ห่างจากพื้นที่ที่ต้องการลงประมาณ 5-10 เมตร ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทย ดินกองแค่นี้สบายมากเพราะมีรถ “แบ็คโฮ”
แต่ที่นี่มีแต่แรงงานคนล้วน ๆ การจะให้ใครขนดินไปลงที่ไหน จะต้องคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ

แต่วันนี้เราใช้เทคนิค “การปรึกษา” เข้ามาช่วย
โดยเราพูดกับแม่ออกแววว่า “อื่ม ที่จริงดินกองนี้ก็ต้องขนเข้าด้านในตรงโน้นแหละ”
เราก็ชี้ที่ให้แม่ออกแววดู ซึ่งมีสิ่งกีดขวางและไกลพอสมควร
เมื่อแม่ออกแววเห็นก็เลยบอกว่า “ถ้าจะขนคงจะต้องตัดใส่ถังแล้วหิ้วเอา...”
เราก็พูดกับแม่ออกแววกลับไปว่า “ถ้าขนกันนี่เหนื่อยแย่เลยนะ...”
แม่ออกแววตอบกลับมาว่า “ก็ต้องทำ”

 

หลังจากนั้น แม่ออกแวว ซึ่งทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย เป็นผู้นำทีมของกลุ่มผู้หญิงทั้งทางฝ่ายของบ้านโนนยางและฝั่งของบ้านสานะคาม ก็ไปเจรจาวางแผนการทำงานกันอย่างว่องไว ต่างคนก็ต่างคว้าเครื่องมือ เครื่องไม้ รีบมาหิ้วถังดินกันอย่างไม่ท้อถอย งานของผู้หญิงในวันนี้งานหลัก ๆ ก็คือการ “หิ้วดิน” ดินที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อเทตอหม้อ วันนี้ต้องหิ้วกลับไปทับถมตอหม้อดังเช่นเก่า...

ความน่ารักที่น่า “ประทับใจ”
ในวันนี้ช่วงก่อนพักทานข้าวเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ทีมงานของเราท่านหนึ่งแวะเข้ามาเยี่ยม โดยท่านซื้อ “มันแกว” มาฝาก

จะว่าไปมันแกวนี้ บอกตรง ๆ ว่าความรู้สึกแว๊บแรกที่เราเห็นเขาหิ้วมาฝากดูเหมือนมัน “ไร้ค่ามาก” น่าจะมีอะไรที่ดีกว่านี้

หลังจากที่คนงานขนดินกันจนเหนื่อยพอสมควรก็รวมกลุ่มกันนั่งพัก ทีมงานของเราก็ทีมงานอีกท่านหนึ่งว่า “ให้เอามันแกวไปแจกกันกิน...”

ภาพที่น่ารักมากจากการที่เราพบเห็นก็คือ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ลูกเด็ก เล็กแดง ต่างนั่งล้อมวงกันปลอกมันแกว โดยใช้มือหนึ่งจับจุกมันแกวแล้วคว่ำลง ลงเปลือกมันแกวออกจนขาวสะอาด จากนั้นก็ค่อย ๆ กัดกินกันทีละคำ

ของที่ตอนแรกเราดูไร้ค่าในสายตาเรามาก กลับกลายเป็นของที่พี่น้องที่นี่ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

ตอนนั้นเอง เราเดินไปได้ยินแม่ออกแววพูดถึงราคามันแกวที่ซื้อมาว่ามีราคา 3 โล 5,000
เราก็เลยถามต่อว่า 5,000 นี่ก็บาท…?
แม่ออกแววตอบว่า 5,000 นี่ 20 บาท 40 บาทคือ 10,000 (ค่าเงินของเงินกีบที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้า ณ วันนี้ คือ 22 มกราคม 2554)

สำหรับงานในช่วงบ่าย
ผู้ชายก็เริ่มงานตัดไม้เข้าแบบเสา ซึ่งจะต้องตัดตกแต่งกันค่อนข้างมาก เนื่องจากเสารองรับคานพื้น ช่างสุภาดีไซน์ไว้ที่ขนาด 30x30 ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยก็สบายมาก โทรสั่งปุ๊บไม้แบบขนาดไหน ๆ ก็มาปั๊บ

แต่ที่นี่ ไม้แบบเป็นเรื่องที่หายาก
ไม้แบบที่ไปยืมเขามาก็เป็นไม้หน้า 8 คือขนาด 20x20 เซนติเมตร
ด้วยเหตุนี้เอง ช่างเนาจึงได้โชว์ฝีมือแปลกเครื่องตัดเหล็ก 14 นิ้ว ให้กลายเป็นเลื่อยวงเดือนเพื่อตัดไม้หน้า 8 “แหก” ออกเป็น 2 ซีก แล้วมาต่อกันเข้าให้กลายเป็นไม้แบบเสาขนาด 30 เซนติเมตร

Large_2201201101

ส่วนผู้หญิงก็ไม่มีงานอะไรมากนอกจากขนดิน หิ้วแล้ว หิ้วอีก หิ้วจนเต็ม ฝ่ายผู้ชายก็ยังเข้าแบบกันไม่เสร็จ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณบ่าย 3 โมงเย็น เราได้ยินผู้หญิงคุยกันแว่ว ๆ ว่า ท่าทางวันนี้จะเข้าแบบไม่เสร็จ คือ “ไม่ได้เท”
ครั้นเมื่อเราหันกลับไปอีกทีก็เห็นมีพี่น้องจากบ้านนี้สองสามคนเดินไปที่รถมอเตอร์ไซด์แล้วก็ขี่กลับบ้าน

นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้ยินเขาคุยกันว่า “ท่าทางจะไม่ได้เท” จนกระทั่งเห็นเขาเดินกลับบ้านกันไป ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เนื่องจากเราก็ไม่มั่นใจว่าวันนี้จะเข้าแบบกันได้ไหม เพราะอะไรต่ออะไรก็ดูติดขัดกันไปหมด ตอนนั้นจึงปล่อยให้เขาเดินกลับบ้านไป...

หลังจากนั้นประมาณ ครึ่งชั่วโมงแบบเสาต้นแรกและต้นที่สองก็ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ตอนนั้นเองเราก็เดินไปคุยกับช่างสุภาว่า ถ้าเข้าแบบแล้วดิ่งเลยจะดีไหม จะได้ให้ผู้หญิงเตรียมเทกันเลย

ช่างสุภาจึงออกปากบอกพวกผู้หญิงว่า “โม่ ๆ โม่เลย...”

แต่ทว่า... “พระเอก” ของเราไม่อยู่
เพราะจะเริ่มโม่ เราก็ต้องมองหา “ช่างเนา”
แล้วก็ทราบตอนนั้นเองว่า ช่างเนาไปขนไม้แบบ

มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นจะมีใครชำนาญการพอที่จะให้ไปโม่แทนช่างเนาได้ เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ที่เป็นงานก็ไปรุมกันเข้าแบบ ส่วนคนงานผู้หญิงก็ใช้เครื่องโม่กันไม่ถนัด ตอนนั้นก็ได้แต่ร้องเพลง “รอ” รอว่าเมื่อไหร่ช่างเนาจะกลับมา...

อีกเพียงไม่กี่อึดใจ ช่างเนาก็กลับมา ถึงแม้นว่าการไปขนไม้แบบครั้งนี้จะฟาวล์ก็คือไม่ได้ไม้แบบติดมือกลับมา เนื่องจากมีคนชิงตัดหน้าโทรมาขอยืมไม้แบบก่อนเรา แต่ก็ยังดีที่มีช่างเนากลับมาโม่ปูนให้

ในวันนี้เราตั้งใจว่า จะบอกให้ช่างเนาลดส่วนผสมของทรายลงสักหน่อย
เพราะเมื่อเช้าหลังจากแกะแบบคานคอดินออกมาก็พบว่า มีส่วนผสมของทรายมากเกินไป
แต่ครั้นจะสั่งให้ลดเลย หรือจะสั่งให้ผสมเท่าโน้นเท่านี้ ก็จะกลายเป็นการวางอำนาจบาทใหญ่มากเกินไป
การสั่ง สั่ง สั่ง แล้วก็สั่ง จะทำให้คนที่ทำงานรู้สึกตัวเองว่าเป็นเพียง “ขี้ข้า” หรือ “คนรับใช้”

ดังนั้นเราจึงเปิดโอกาสให้ช่างเนาบอกก่อนว่า เขาจะใส่ทรายกี่ถัง...

เพราะในตอนเช้าเราคุยกับช่างเนาคร่าว ๆ ไปครั้งหนึ่งแล้วว่า “เมื่อวานใส่ปูนกี่ถังน๊อ...”
ช่างเนาก็บอกประมาณว่าใส่เยอะ  แต่ตอนเทเสากับคานพื้นนี้ต้องลดลง

ดังนั้นเราจึงให้โอกาสช่างเนาตอบก่อนว่า ไอ้ที่บอกว่าจะลดลงนี้ ตกลงจะใส่กี่ถัง ถ้าคำตอบของเราอยู่ในช่วงระหว่างที่เราตั้งใจไว้ เขาก็จะได้เครดิตว่า เป็นความคิดของเขาที่จะต้องใส่ทรายเท่านั้นเท่านี้ เพราะการสั่งไปก่อนว่าอยากได้เท่านี้ แต่ที่จริงเขาก็จะใส่เท่านั้นอยู่แล้วก็กลายเป็นทับถมน้ำใจกัน

แต่ทว่า... คำตอบของช่างเนาที่ข้าพเจ้าได้รับกลับมา ไม่ตรงกับใจที่ตั้งไว้ คือ ช่างเนาบอกว่าจะใช้ทราย 18 ถัง ตอนนั้นเองเราจึงต้องพูดเชิงสั่งว่า 14 ถังก็พอ แต่เหลือพื้นที่ให้เขาแสดงความคิดเห็นของตัวเองเรื่องหิน โดยให้อิสระในการใส่หินแก่เขา ก็สรุปได้ว่า “พบกันครึ่งทาง”
แต่แค่นั้นข้าพเจ้าคิดว่ายังไม่ดีพอ...
นอกจากการบอกให้คนงานทำอะไรสักอย่างแล้ว หัวหน้างานที่ดีจำเป็นที่จะต้องบอกเหตุผลเขาด้วยว่าทำไมถึงสั่งแบบนั้น

ดังนั้นเราจึงบอกช่างเนาสั้น ๆ ว่า “ใส่ปูนเยอะหน่อย จะได้แข็งแรงเน๊อะ...”

วันนี้งานเข้าแบบเทเสาจึงทำได้เพียง 4 ต้นเท่านั้น
สิ่งที่ข้าพเจ้าติดค้างซึ่งจะต้องหาคำตอบให้ได้ก็คือ การคำนวณปริมาตรของปูน
ซึ่งตอนแรกข้าพเจ้า คำนวณปูนโดยใช้สูตรปกติคือ กว้าง x ยาว x สูง
โดยเสารับคานพื้นที่จะเทวันนี้มีขนาด 30 x 30 x 140 เซนติเมตร
ข้าพเจ้าคำนวณได้ว่าจะใช้ปูน 0.126 คิวต่อต้น ซึ่งตอนแรกกะว่าไว้จะเท 3 ต้น ดังนั้นจะต้องใช้ปูน 0.378 คิว
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงใช้ความรู้เดิมจากการที่เคยสอบถามผู้เชี่ยวชาญงานปูนมาว่า ปูน 1 กระบะที่ผสมกันนั้นมีปริมาตรเท่าไร่ ซึ่งข้าพเจ้าได้รับคำตอบว่า ปูน 1 คิว ใส่ได้ 4 กระบะ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคำนวณคร่าว ๆ ว่า ปูน 1 กระบะ มีปริมาตรประมาณ 0.25 คิว
ดังนั้นปูนที่จะต้องใช้เทเสา ซึ่งจะต้องให้ช่างเนาผสมนี้ก็ประมาณ 1 กระบะครึ่ง
ช่างเนาผสมปูนเทคานโดยปกติปูน 1 ลูกจะเทออกจากโม่ลงกระบะ 1 กระบะแล้วล้น
แต่วันนี้ข้าพเจ้าสั่งให้ช่างเนาลดทรายลงเหลือ 14 ถัง ดังนั้นก็น่าจะได้ 1 กระบะพอดี

ครั้นเมื่อช่างเนาผสมปูนลูกแรกเสร็จแล้วนำไปเท ข้าพเจ้าจึงบอกว่าให้หยุดดูก่อน เพราะถ้าผสมอีก 1 ลูกน่าจะเหลือ เพราะถ้าผสม 2 ลูก ก็น่าจะได้ปูนประมาณ ครึ่งคิว

แต่ทว่า เมื่อปูนเต็ม ๆ ในกระบะแรกที่นำไปเทลงเสาขนาด 30x30x140 เซนติเมตรแล้ว “เกือบหมด” ก็แสดงว่า ปูนกระบะนั้นมีปริมาตรเพียง 1.5 คิวเท่านั้น จึงทำให้เราต้องครุ่นคิดต่อไปว่า ปริมาตรของปูน 1 กระบะมีปริมาณเท่าใด
หรือมีปัจจัยอื่นใดอีกบ้างที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในการคำนวณปูน

อาทิเช่น น้ำที่ใช้ในส่วนผสม หรือการหกเสียหายระหว่างการตักปูนแบบ “ถังต่อถัง” ซึ่งข้าพเจ้าจะต้องหาคำตอบเพื่อใช้ในการทำงานต่อไป

และในช่วงเย็นวันนี้ สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจในหลักการการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นมากขึ้นนั้นก็คือ
เมื่อช่างสุภาถามกับข้าพเจ้าว่า “ไม้ซางจะมาส่งวันไหน”
เนื่องจากช่างสุภาให้เหตุผลว่า “พรุ่งนี้กลัวผู้หญิงไม่มีงานทำ”

เหตุผลที่ช่างสุภาบอกเรานั้นคือ “ความคิดของผู้บริหาร” ที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้ามากกว่าที่จะทำงานไป “แบบวัน ๆ”

การทำให้คนที่มาทำงานกับเราสามารถรู้สึกห่วงใยงานและเกิดความรู้สึกทางการบริหารได้นั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะนอกจากเขาจะเอากายมาทำงานแล้ว เขายังเอาใจมาทำงานด้วย และที่สำคัญเมื่อเขากลับไปบ้าน ใจเราก็ยังอยู่กับ “งาน” ตลอดเวลา...

22 มกราคม 2554
ณ ป่าช้าวัดป่าธรรมศักดิ์สิทธิ์
เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว...


 

 

ป.ล.
ในช่วงเย็น หลังจากที่ช่างสุภาถามเรื่องไม้ซาง (ไม้ไผ่) ที่จะมาใช้ทำตุ๊กตารับคานพื้น ก็มีรถมาส่งไม้ไผ่ ซึ่งได้ทราบเบื้องต้นว่าวันนี้ได้ 25 ลำ พรุ่งนี้ถึงจะได้อีก 25 ลำ จึงครบ 50 ลำตามที่ต้องการ
ราคาไม้ไผ่ ณ วันนี้ลำละ 20 บาท พร้อมส่งถึงที่ด้วยรถ “แค๊บคอยาว” หรือรถอีแต๊กตามภาษาเมืองไทย...

 

หมายเลขบันทึก: 421952เขียนเมื่อ 22 มกราคม 2011 20:35 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 23:47 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี