การลูกเสือสามารถนำมาแก้ปัญหาต่างๆได้ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ชีวิตประจำวัน และด้านอื่นๆ

ผมคิดว่าทุกท่านคงไม่อ่านบทความที่ผมเขียนไว้ว่าเพราะเหตุใดลูกเสือถึงเริ่มจางไปแล้วนะครับ

วันนี้ผมจะมาเียนต่อถึงวิธีการทำจะทำให้ลูกเสือแข็งแรงขึ้นให้ฟังครับ แต่ก็อื่นคงต้องถามก็ว่า "งานลูกเสือ คืออะไรครับ" ผมคิดว่าทุกๆท่านคงจะตอบได้ แต่มีบุคคลใดทำได้บ้างหละครับ ? ? ? ท่านบอกว่างานลูกเสือเป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กศักยภาพของเด็กมีกี่ด้านหละ ? ? ? ศักยภาพของทุกๆในโลกนี้มี 2 ด้าน คือ

1. ศักยภาพภายนอก (ทางด้านร่างกาย ความสามารถ)

2. ศักยภาพภายใน (ทางด้านความคิด จิตใจ)

เราพัฒนาศักยภาพภายนอกมามากพอแล้วหละครับจากการเปิดค่าย ทำกิจกรรมนู้นนี่นั่น ตอนนี้เราต้องหันมาศักยภาพภายในของลูกเสือกันแล้วหละครับ

ถ้าพูดไปก็จะหาว่าผมเป็นเด็กคงไม่รู้อะไร เอาเรื่องไร้สาระมาพูด แต่จริงๆแล้วผมจะบอกท่านว่า "การลูกเสือสามารถนำมาแก้ปัญหาต่างๆได้ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ชีวิตประจำวัน และด้านอื่นๆ" แต่ทำไมคนไม่เห็นหละ ? ? ?

ก็เพราะไม่ชัดเจน ไม่ตรงประเด็น ไม่เห็นร.๖ไงครับ เพราะคนที่เห็นรัชกาลที่ ๖ จะต้องเดินตามทางที่พระองค์ทรงวางไว้ ๓ ปีที่ผมทำงานลูกเสือมาอย่างจริงจัง เห็นระบบการเล่นในค่ายที่สนุกสนาน และการศักยภาพภายนอกที่สมบรูณ์แบบมาแล้วหลายต่อหลายค่าย แต่ก็ยังไม่เห็นผู้ที่สอนดีเยี่ยม ชัดเจน ตรงประเด็นเลยแม้แต่คนเดียว (หมายถึง ด้านศักยภาพภายในนะครับ)

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราไม่ได้นำทางของสมเด็จพ่อมาแปล เราจึงไม่เห็นทางของสมเด็จพ่อหากเรานำมาแปลแล้วเราจะรู้เลยว่า เราต้องเป็นคนอย่างไร และคนอย่างไรถึงจะเรียกว่าคนของสมด็จพ่อ

คนของสมเด็จพ่อร.๖ต้องมีลักษณะ

1. ทนงองอาจ

2. สมัครสมาน สามัคคี

3. มีจรรยา

4. ร่าเริง แจ่มใส

ซึ่งทั้ง ๔ ลักษณะต้องมีตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน โดยปฏิบัติตนดังนี้

ทนงองอาจ ในทางของความดีที่ชัดเจน สมัครสมาน สามัคคี คือ ต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน รักใครในหมู่คณะ เสียประโยชน์ส่วนตน เพื่อส่วรวม มีจรรยา คือมีพฤติกรรมที่ดีต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ร่าเริง แจ่มใส คือ ไม่ยึดติดกับอดีต ไม่เฉา เหงา เศร้า เซ็ง

ดังนี้จึงเป็นคนของสมเด็จพ่อรัชกาลที่ ๖

 

ขออภัยที่อาจจะมีข้อความบางข้อความที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจ

ผมแค่เพียงต้องการสื่อสารออกมาจากโลกความจริงที่ผมพบเจอมา

และเป็นการกระตุ้นเพื่อให้ทุกท่านตระหนักถึง

ความสำคัญของสิ่งที่เสด็จพ่อท่านสร้างไว้