การออกจากทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

            วันนี้ได้ไปยื่นขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ให้กับนายวิษณุ บุญชา ณ ที่งานทะเบียนราษฎร สำนักงานเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์

มีเชอร์รี่ ชมพู่ อ.ชลฤทัย และโอ๊ต ไปถึงเวลา 14.30 น. โดยอาจารย์สถาพร อาจารย์ที่โรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ได้พาวิษณุมาที่สำนักงานเทศบาล และมารดาของวิษณุได้ตามมาทีหลัง

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เชอร์รี่ได้ติดต่อไว้ก่อนเจ้าหน้าที่ที่รับคำร้องคือเจ้าหน้าที่บริหารงานทะเบียน,kรับเรื่อง

โดยเริ่มแรกทางเราได้ยื่นเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 อันได้แก่ หนังสือรับรองการเกิด วุฒิบัตร หลักฐานการศึกษา บัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนของวิษณุ แล้วก็ ท.ร. 38 ข แต่เจ้าหน้าที่ได้ขอหนังสือรับรองการเกิด ทางเราก็ได้ยื่นหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 20/1) ให้กับเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ใช่หนังสือฉบับนี้ หนังสือฉบับนี้คือ ”หนังสือรับรองสถานที่เกิด” แต่เขาต้องการหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล เพราะว่าต้องการยืนยันว่าวิษณุเกิดในโรงพยาบาลบ้านโป่งจริง ๆ ซึ่งหนังสือรับรองการเกิดที่เจ้าหน้าที่ต้องการนั้นก็คือ ท.ร. 1/1

 ในประเด็นนี้ก็ได้ทำให้พวกเรางุนงงมาก เพราะว่าท.ร. 1/1 จะเป็นหนังสือรับรองการเกิด (คลอด) ที่ออกตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ซึ่งกำหนดให้ผู้ทำคลอดมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการเกิดให้แก่ผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดไว้เป็นหลักฐาน หนังสือรับรองการเกิดกรณีนี้เรียกว่า ท.ร.1/1 โดยกำหนดให้ใช้สำหรับเด็กที่เกิดในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน ออกให้ได้กับเด็กทุกคนไม่ว่าเด็กนั้นจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม เพื่อยืนยันว่าเด็กได้คลอดในโรงพยาบาลนี้จริง แล้วก็นำ ท.ร. 1/1 ไปจดทะเบียนการเกิดที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อขอออกสูติบัตร

แต่กรณีการขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551นั้น เพื่อที่จะแสดงว่าวิษณุเกิดในประเทศไทยจากแม่ที่ถูกถอนสัญชาติไทยตาม ปว.337 จริง จะต้องใช้หลักฐานแสดงการเกิดในประเทศไทย นั่นก็คือหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) อันเป็นเป็นแบบพิมพ์หนังสือรับรองการเกิดที่ถูกกำหนดขึ้นตามตามมาตรา 20/1 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นหลักฐานทางทะเบียนราษฎรที่แสดงถึงถิ่นที่เกิดของบุคคลอีกประเภทหนึ่ง จะมีความแตกต่างจาก ท.ร.1/1 ตรงที่ ท.ร.20/1 จะออกให้สำหรับบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติโดยไม่ได้ผ่านการแจ้งการเกิด หรือบุคคลที่เคยมีสูติบัตรแต่เอกสารได้สูญหายหรือชำรุดไม่สามารถคัดสำเนาหรือคัดทะเบียนคนเกิดได้ ซึ่งเดิมฝ่ายปกครองได้แก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ประสงค์จะได้หลักฐานการเกิดด้วยการออกใบรับรองสถานที่เกิดให้

            เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายเอกสารแบบคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพราะที่เทศบาลไม่มีแบบคำขอ ฯ จากนั้นก็ให้วิษณุเป็นผู้กรอกรายละเอียดทั้งหมด

            จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้ตรวจดูเอกสารที่จะต้องให้สำหรับยื่นในการขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 ฯ ซึ่งมีปัญหาเกิดขึ้น ดังนี้

 

1. พยานเอกสารที่จะใช้ประกอบการยื่นขอลงรายการสัญชาติไทยนั้นมีความขัดแย้งในเรื่องของชื่อของมารดาของวิษณุ กล่าวคือ

(1) เอกสารของวิษณุ

            - ในหนังสือรับรองการเกิดของนายวิษณุ ได้ระบุว่า มารดา ชื่อ “นางปัจจรา หรือปัญจรา หรือ บุญมี นามสกุล ศรีวาร”

- ในท.ร. 38 ข ได้พิมพ์ชื่อมารดาของวิษณุว่า “ปัญจรา”

- พอตอนที่วิษณุสมัครเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาก็ใช้ชื่อแม่ว่า “บุญมี”

(2) เอกสารของมารดาของวิษณุเอง

- ชื่อของมารดาวิษณุ ในท.ร. 13 นั้นพิมพ์ว่า “ปัจจรา”

- หนังสือรับรองการเกิดของมารดาวิษณุ พิมพ์ว่า “นางสาว ปัจจรา ไม่มีชื่อสกุล”

                        จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้สอบถามที่มาของชื่อและนามสกุลของมารดาของวิษณุ จึงได้ความว่า

กรณีชื่อของมารดานายวิษณุ

“บุญมี” เป็นชื่อเล่น ที่คนในบ้านและคนรู้จักเรียกกันบ่อย ๆ

            “ปัญจรา” เป็นชื่อจริงที่คุณครู ในหมู่บ้าน บ้านทุ่งก้างย่าง ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ได้ตั้งให้ตอนเกิด ซึ่ง ปัจจุบันคุณครูได้เสียชีวิตแล้ว

            “ปัจจรา” เมื่อนายสอน บิดาของปัญจรา หรือบุญมีได้ไปเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนประวัติผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า บิดาพูดไม่ชัดนายทะเบียนจึงเขียนในทะเบียนประวัติว่า ปัจจรา แล้วก็ไม่ได้ตรวจดูว่าสะกดถูกหรือไม่ เพราะว่าอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งต่อมาคนในทะเบียนประวัตินี้ได้รับการพัฒนาสถานะบุคคลให้มีสิทธิอาศัย จึงได้เปลี่ยนทะเบียนเป็นทะเบียนบ้าน ท.ร. 13 ซึ่งใน ท.ร. 13 ก็ได้ใช้ชื่อ “ปัจจรา”

                        กรณีนามสกุลของมารดาของนายวิษณุ

                        - ในตอนแรกครอบครัวของนายวิษณุตั้งแต่รุ่นยายนั้นไม่มีนามสกุล

                        - นามสกุล “ศรีวาร” ดังปรากฏตาม หนังสือรับรองการเกิดของวิษณุนั้น เนื่องจากว่าตอนที่วิษณุเกิดนั้น มารดานายวิษณุได้เดินทางไปอยู่ที่อำเภอบ้านโป่ง จึงได้คลอดนายวืษณุที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง ซึ่งคนข้างบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการบอกกับแม่ของวิษณุว่า ถ้าไม่มีนามสกุลโรงพยาบาลจะไม่ทำคลอดให้ คนข้างบ้านจึงให้เอานามสกุลของตนเองใช้

 

2. พยานเอกสารที่จะใช้ประกอบนั้นมีความขัดแย้งในเรื่องของนามสกุลของวิษณุ กล่าวคือ

นามสกุลของนายวิษณุไม่ตรงกัน

            - หลักฐานการศึกษาตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 3 และใบร.บ.ตอนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 พิมพ์นามสกุลว่า “ศรีสายหยุด”

- ในใบร.บ. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 3 พิมพ์นามสกุล “บุญชา”

                        จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้สอบถามที่มาของชื่อและนามสกุลของมารดาของวิษณุ จึงได้ความว่า

- ในตอนแรกวิษณุไม่มีนามสกุล

- ต่อมาเมื่อวิษณุจะต้องเข้าโรงเรียน จึงกลัวว่าวิษณุไม่มีนามสกลุทางโรงเรียนจะไม่ให้เรียน

หนังสือ เพื่อนบ้านจึงให้ใช้นามสกุลว่า “ศรีสายหยุด”

                        - ต่อมาเมื่อวิษณุอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทางครอบครัวได้ร้องขอความช่วยเหลือมาที่กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งอ.ชลฤทัยแก้วรุ่งเรือง เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลและให้ความช่วยเหลือครอบครัวของวิษณุทั้งหมดจึงได้แนะนำว่าให้ใช้นามสกุลตามนามสกุลพ่อว่า “บุญชา” ไม่ต้องใช้นามสกุลคนแนแล้วดังนั้น เมื่อวิษณุสมัครเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาจึงใช้นามสกุลว่า “บุญชา”

 

3. ปัญหาในเรื่องการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้าน

เพราะว่าบ้านที่อาศัยอยู่จริงปัจจุบัน[1]ไม่มีเลขที่บ้าน และที่อยู่ตามทะเบียนประวัติก็เป็นที่อยู่ตามที่ทางสำนักทะเบียนกำหนดขึ้นเอง คล้ายกับทะเบียนบ้านกลาง ดังนั้น จึงเกิดปัญหาการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14)

            ซึ่งทางมารดาของวิษณุก็ได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าทีว่าป้าทาซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ กันซึ่งเป็นเจ้าบ้านยินดีที่จะให้เพิ่มชื่อเข้าบ้านของเขา

ดังนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องเรียกป้าทามาเพื่อสอบปากคำในการอนุญาตให้เพิ่มชื่อเข้าบ้านของตนเอง

 

4. ปัญหาในเรื่องของพยานเอกสารสำหรับใช้ประกอบการยื่นขอลงรายการสัญชาติไทย ฯ เพียงพอหรือไม่

- พยานเอกสารประกอบการยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตร 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าเพียงพอหรือไม่

- ในใบร.บ.ชั้นมัธยมศึกษาไม่มีรูปถ่ายของวิษณุ เนื่องจากว่ายังไม่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังนั้น จึงต้องให้วิษณุไปขอหนังสือรับรองว่าเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ที่โรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์อยู่จริง จากทางโรงเรียนใหม่

เนื่องจากว่ามีปัญหาติดขัดอยู่หลายประเด็น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่รับคำร้องขอทำความเข้าใจ และสอบถามผู้บังคับบัญชาก่อน รวมทั้งไม่มีรายละเอียดในการสอบปากคำพยานตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 และเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนจึงยังไม่ให้สอบปากคำพยานทั้งตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 และพยานรับรองความเป็นแม่ลูกที่แท้จริงของวิษณุและมารดา พร้อมกับให้เหตุผลว่า อย่างไรเสียทางเราก็ต้องมาติดตามความคืบหน้ากรณีนี้อยู่ดี จึงจะขอนัดมาสอบพยานในวันอื่น ส่วนเรื่องพยานจะต้องใช้จำนวนกี่คน และใครบ้างนั้นขอหารือสอบถามปลัดฝ่ายทะเบียนก่อน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่รับคำร้องก็ได้ลงรับ แล้วก็ถ่ายเอกสารมอบสำเนาไว้ให้กับทางเรา 1 ฉบับ

 

สำหรับประเด็นที่จะต้องศึกษาต่อไป คือ

1. นัดสอบพยานบุคคลในเรื่องของชื่อมารดาของนายวิษณุ สอบปากคำพยานเพิ่ม เรื่องว่าแม่เป็นคน ๆ เดียวกันกับในเอกสารหรือเปล่า อาจจะต้องสอบพยานบุคคลเพิ่มเติม และสอบถึงพยานที่ทราบถึงเรื่องการใช้ชื่อ และนามสกุล อาทิเช่น ครูที่ตั้งชื่อให้กับมารดานายวิษณุ

อาจจะต้องให้การตรวจ DNA ระหว่างนายวิษณุและมารดาหรือไม่ มีความเป็นไปได้แค่ไหน ค่าใช้จ่ายใครรับผิดชอบ

2. นามสกุลของนายวิษณุ

3. ป้าทา เพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าบ้านที่จะต้องเพิ่มชื่อนายวิษณุเข้าทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) สอบเจ้าบ้านว่าลงรายการในบ้านไหน

            4. ความบกพร่องของเอกสาร และเอกสารที่ขัดแย้งกันทำอย่างไร

            5. กรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเกิน 90 วัน จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

 

 


[1] ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านไม่มีเลขที่ ซอยวัดคู่สร้าง ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ