วันอาทิตย์ที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
กราบสวัสดีค่ะครู
ตลอดสองวันที่ไปร่วมงานทำโรงทาน จุดเริ่มต้นคือครูโทรมาชวน ซึ่งติ๋วก็รับปากแบบไม่มีอิดออด แล้วก็รู้สึกดีใจมาที่ได้รับโอกาสนั้น ทั้ง ๆที่ติ๋วเองก็ไม่รู้ว่า
“ทำไมต้องทำ รู้เพียงแค่ว่า ต้องทำ แบบไม่มีสงสัยด้วยค่ะ”
กับการบอกบุญ แม่ค้าในตลาด เพื่อนที่รู้จัก พี่ ๆที่ทำงาน ปู่ บางคราก็ลุ้นว่า “จะได้เท่าไหร่” มันเป็นแบบนี้จริง ๆค่ะ ได้เห็นจิตข้างในของตนเองที่ตอนแรก ๆ รู้สึกอายที่จะบอกบุญผู้อื่นค่ะ พอบอกไปมันจะคอยลุ้นดีใจและประหลาดใจตอนที่ได้เยอะ วูบเสียใจตอนที่ได้น้อย แล้วก็มีเสียงปลอบว่า “อยู่ที่เจตนา” แต่บางทีก็หันมองและพิจารณาว่า “เขาให้เพราะตั้งใจหรือเพราะเสียไม่ได้” จิตมันเป็นแบบนี้ค่ะ พอนึกถึงสิ่งที่นำไปให้ครู จำนวนเงินที่ได้มาสมทบ จิตมันกระหยิ่มเป็นเคลิ้ม ๆว่า “ฉันเก่ง” แล้วก็มารู้สึกกับตนเองว่า “มันหลงง่ายแบบนี้นี่เอง” ครูจึงเคยแนะว่า “มันจะเมา มันหลงว่า ฉันเป็นนักบุญ เมาบุญ” คนในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย

อีกนัยหนึ่งที่สัมผัสได้ แทบทุกคนที่ร่วมบุญมา เป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ เป็นความตั้งใจในแบบของคนเหล่านั้น บางคราก็รู้สึกเหนื่อย และขี้เกียจค่ะครู บางทีเป็นการขับรถอ้อม ความคิดแบบนี้ปรากฏขึ้นมาในจิต แต่พอพิจารณากับตนเองแล้วก็ มองข้ามความรู้สึกเหนื่อยและขี้เกียจนั้นแล้วก็ตั้งใจขับรถไปรับ เพราะพิจารณาเห็นว่า “ไปรับเจตนาอันเป็นกุศล ไปรับใช้ผู้คนตามกำลัง” จิตไม่ได้แช่มชื่นเบิกบานตลอดนะคะ แต่มันสลับกัน เช่นความขี้เกียจเกิดขึ้น ความเหนื่อยเกิดขึ้น ก็จะพิจารณากับตนเองก่อน แล้วสุดท้าย ก็จะอดทนแล้วก็ทำหน้าที่ เข้าใจครูอย่างสุดซึ้งกับสิ่งที่ครูทำให้เห็นแล้วบอกอย่างสม่ำเสมอว่า “ให้อยู่เหนือความอยากและไม่อยาก”
ณ ตอนที่ครูส่ง SMS มาให้ดูแลตนเองแล้วก็รับปากครู “จิตติ๋ววูบลง สลด” ได้แต่อดทนจัดการในตนเองแต่ก็แว๊บว่า “อาจจะมีอะไร แต่ก็รู้สึกว่า ยังไงครูก็มา”

พอได้ลงมือช่วยเหลือเป็นลูกมือในการทำอาหาร ข้างในเป็นอาการมองว่า “พอจะช่วยอะไรได้ก็ทำ” ในการทำงานดูเหมือนหลายๆคนมาช่วยกัน เด็ก ๆ ที่มาบำบัดก็ช่วยตามกำลัง พระอาจารย์ท่านก็แวะเวียนมาสั่งการเด็ก ๆ ดูความเรียบร้อย รู้สึกอบอุ่นดีค่ะครู เหมือนกับการทำงานในครอบครัว หน้าที่หลักก็คือ “มือหั่น เตรียมเครื่องปรุง” ทำอย่างยาวนานเพราะเป็นจำนวนมาก แต่ก็ทำเรื่อย ๆ ณ ขณะที่ครูยังไม่มาใจก็วูบเป็นห่วง รอคอย มีอะไรพอผ่อนแรงก็อาสาทำแทน พอได้รับโทรศัพท์จากครูว่า “มันยุ่งมาเลยเหรอ จึงไม่มีใครออกมาซื้อ” จิตมันสลดวูบรู้สึกว่า เป็นความผิดของตนเองที่บกพร่องจนครูต้องเหนื่อย จากที่นั่งหั่นสบาย ๆ ข้างในเป็นอึดอัดร้อนรน ได้แต่อดทนค่ะครู ในบริบทนั้นใครหลาย ๆคนเข้ามาถามหาครู “ใจรับรู้ว่า ชื่อของครูเป็นที่พึ่งพิงของใครหลาย ๆคน” มันน่าแปลกดีแต่ก็เป็นความจริงที่สัมผสได้กับคำว่า “เป็นที่พึ่ง”
พอครูมาเหมือนจิตใจที่รอคอยของใครหลาย ๆ คนถูกผ่อนคลาย “คล้ายความสว่างปรากฏจากภายใน” จากนั้นครูก็ทำงาน รับรู้เลยค่ะว่า “ครูเหนื่อย แต่ครูก็อดทน พยุงจิตใจผู้คนมากมาย”
ตลอดสองวันแปลกที่แม้วันแรกติ๋วจะรู้สึกหนักและเหนื่อย แต่ก็พอจัดการได้ มาวันที่สองอาการหนัก เหมือนมีแรงบีบอัดเข้ามาข้างในตลอดเวลา แต่ก็ช่วยงานไปตามปกติ เพราะอากาศหนาว มันบีบเข้ามาในหัว การที่ไม่ได้ทานกาแฟอาจจะส่งผลให้มีอาการเช่นนี้แต่ก็เลือกที่จะ “อดทน อยู่กับตรงนั้น หั่นผักไปเรื่อย ๆ” ภายนอกเหมือนดำเนินไปปกติ แต่ข้างในทุกข์แสนสาหัส จนตอนที่ครูเดินมานั่งข้าง ๆ หันหน้าไปยิ้มให้ครูแล้วครูถามว่า
“มองหน้าพี่ทำไมติ๋ว”
ยิ้มแล้วตอบครูว่า “ครูเหนื่อยไหม”
ครูตอบว่า “ไม่เหนื่อย หากเราเจริญสติอยู่ เราก็จะมีกำลัง”
แม้คำพูดเอ่ยกับครูเช่นนั้น แต่ภายในของติ๋วตะโกนออกมาว่า “ครูค่ะ หนูเหนื่อย” เป็นอาการอ้อนอยู่ภายในเพียงไม่ได้เอ่ยออกมาเท่านั้น แต่ทุกอย่างก็เคลื่อนไปอย่างที่มันเป็น ครู ติ๋วและน้องนี อยู่ช่วยงานจนเก็บเรียบร้อย จึงค่อยกลับอาการหนึบ ๆ ในหัว ก็ยังติดมาอยู่ แต่ก็ยังขับรถพาครูและน้องนีออกมาระหว่างทาง อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่า ความรู้สึกตุ๊บ ๆ บีบ ๆ อยู่ภายในหัว หายไป จึงเอ่ยกับครู ซึ่งครูก็ตอบว่า “พี่ก็หายไปเหมือนกัน” น่าแปลกแต่ก็จริง ครูอธิบายให้เข้าใจว่า “เพราะที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยพลังงานเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ถ้าละเอียดพอจะสัมผัสได้” โชคดีที่ครูเตือนไว้ก่อน ในตอนเช้าว่า “ให้เจริญสติ คงจะมีอะไรให้ต้องเรียนรู้ แต่ไม่ต้องไปหาว่า จะได้เรียนรู้เรื่องอะไร แต่ให้เจริญสติตลอดเวลา”
การเรียนรู้แบบเข้มข้น ถูกขมวดอยู่ในสองวัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในความคาดหมายเลยค่ะครู อืมแต่ครานี้ติ๋วไปแบบไม่ได้คาดหมายอะไร แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปแบบปกติธรรมดา แต่ข้างกับรู้สึกว่า “ได้เรียนรู้มากมาย มันแปลกดีค่ะครู”
พอพี่โอพูดว่า “สวัสดีวันครู ก็มานึกได้ จริงแฮะ วันที่ ๑๖ วันครู ใจแว๊บขึ้นมาว่า “ดีจังได้มาปฏิบัติบูชาในวันครู” แล้วก็มีเสียแทรกขึ้นมาว่า “วันครูก็เป็นเพียงวันหนึ่ง ที่ถูกสมมุติขึ้นมา ควรจะปฏิบัติบูชาทุกวัน ทุกขณะจิตนั่นแหละคือการบูชาครู”
กราบขอบพระคุณสำหรับโอกาสและความเมตตาค่ะครู................รักครูค่ะได้เห็นจิตข้างในของตนเองยนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย แต่พอจะนั่
เมื่อตอนเย็นที่พี่ขับรถกลับไปเอาของให้แม่...ที่พวกเราพากันลืมว่า
ตอนเลี้ยวรถกลับออกมา ... ก็ได้มีโอกาสเจอหลวงปู่ ทั้งๆ ที่วันนี้พี่ตั้งใจไม่เข้าไปกราบท่านเพราะผู้คนเยอะมากและต่างอยากเข้าไปกราบท่าน เพียงแค่ส่งใจระลึกและตั้งใจช่วยโรงทานด้วยจิตแห่ง "มุทิตา"
การที่ได้เจอท่านในตอนเย็นท่ามกลางความสงบกลับคืนมาที่วัดอีกครั้ง...ประโยคแรกที่พี่เรียนถามท่าน "หลวงปู่เหนื่อยไหมเจ้าคะ..."... ท่านยิ้มอย่างเบิกบาน รอยยิ้มของท่านทำให้พี่ได้ร่วมหัวเราะขำในคำถามของตนเอง แสงแดดอ่อนท่ามกลางความหนาวเย็นช่วยทำให้กายนั้นอุ่นขึ้น และพลังแห่งความเมตตาขององค์หลวงปู่ท่าน...ทำให้ใจนี้ทั้งดวงเบิกบานยิ่ง...
อนุโมทนาสาธุกับติ๋วและน้องณี...ในการเสียสละครั้งนี้ด้วยนะคะ