เมล็ดพันธุ์โดยเกษตรกรและเพื่อเกษตรกร

    พืชจะเจริญเติบโตได้ดีก็ต้องอาศัยน้ำที่ดี ดินที่อุดม รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อจะหยั่งราก ผลิดอกออกผลยังความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่คอยดูแล รดน้ำพรวนดิน แต่กว่าจะได้คุณลักษณะของพืชผักที่สอดคล้องกับธรรมชาตินั้น จะต้องมีเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการคัดสรรค์ด้วยมือของเกษตรเอง ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งจะแบ่งเมล็ดพันธุ์ผักออกเป็น 4 กลุ่มคือ

1. กลุ่มพืชที่ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลแห้ง โดยจะต้องนำ ผลไปตากแดด 2-3วันก่อนจะเก็บเมล็ดพันธุ์ซึ่งได้แก่ พืช ตระกูลบวบ

2. กลุ่มที่เก็บเมล็ดเมื่อเริ่มสุกแก่ พืชกลุ่มนี้คือ ถั่ว ข้าวโพด ด้วยการนำมามัดรวมกัน แขวนผึ่งให้ลมวิ่งผ่านตลอด(ห้ามตากแห้ง)

3.กลุ่มพืชที่ต้องเก็บเมล็ดเมื่อผลสุกแก่ ได้แก่ พริก มะเขือ ฟักทอง มะระ แตงโม ฟักเขียว นำพืชที่ต้องการเก็บมาบ่ม เมื่อเก็บมาผ่าเมล็ดออกได้ทันทีจากนั้นนำเมล็ดไปล้างให้สะอาดผึ่งแดดให้แห้ง

4.กลุ่มพืชบางชนิดที่สารห่อหุ้มเมล็ด ซึ่งก็มีพืชจำพวก มะเขือเทศ มะละกอ แตงกวา แตงร้าน นำมาขูดเมล็ดแล้วหมัก ไว้ 1-2 คืน สารหุ้มเมล็ดจะถูกทำลายด้วยเชื้อยีสต์ทำให้เมล็ดล้างออกง่ายขึ้นจากนั้นจึงนำไปล้างน้ำและตากแห้งให้สนิท

   ทั้งนี้หลังจากเมล็ดพันธุ์แห้งแล้วก็นำมาบรรจุลงถุงกระดาษแล้วบีบอากาศออกหรือขวดแก้วและปิดให้แน่น พร้อมทั้งเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสายพันธุ์ไว้ให้ชัดเจน จากนั้นนำมาบรรจุภาชนะทึบแสง ปิดผาให้สนิทจะเก็บเชื้อพันธุ์ไว้ได้ประมาณ 2 ปี  แต่หากนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นก็สามารถยืดอายุได้ถึง 4 ปีเลยทีเดียว

             การสามารถเก็บรักษาพันธุ์พืชได้ด้วยมือเกษตรกรเองนั้นจะสร้างเสถียรภาพให้กับชีวิตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถคัดเมล็ดที่สมบูรณ์ มีลักษณะตามความต้องการและสภาพพื้นที่และที่สำคัญคือสิทธิในการผลิต ครอบครอง เมล็ดพันธุ์อยู่ในมือเกษตรกรมาช้านานแล้ว จึงควรอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นมรดกของลูกหลานสืบต่อไป เพื่อจะเป็นผู้สร้างสรรค์พันธุ์พืชให้งอกงามเต็มผืนแผ่นดิน