เรื่องฝากจากพี่อ้อต่อจาก บันทึก ComMedSci ι ความประทับใจ อสม.รุ่นบุกเบิก ตอน 1 รพ.สต.เฉลิมพระเกียรติฯตำบลในเมือง

ติดตามต่อกันเลยนะคะ


ความประทับใจ อสม.รุ่นบุกเบิก  ตอน 2

รพ.สต.เฉลิมพระเกยรติฯตำบลในเมือง จ.ขอนแก่น

          ศุภลักษณ์  พริ้งเพราะ.............ผู้เขียน

กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข

ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ ๖ (ขอนแก่น)

          ช่วงที่สับมะละกอก็เลยถามแม่ครัวว่าเป็น  อสม.หรือเปล่าที่มานี่  แต่ละคนก็ตอบว่าเป็น  บางคนก็เป็น

 อสม.รุ่นแรก  บางคนก็มาช่วยงานตั้งแต่ยังไม่มี  อสม.  เมื่อก่อนเขาใช้คำย่ออะไรก็ไม่แน่ใจแล้วคุณแม่คนหนึ่งเป็นคนบอก  ซึ่งเมื่อก่อน รพ.สต.ก็ยังเป็นสถานีอนามัยอยู่  คุณแม่ทองอินทร์เป็นหัวหน้าสถานีอนามัย  เวลานั้นงานของสถานีอนามัยจะต้องดูแลเด็ก ๆ  รับตั้งแต่  อายุ  ปีครึ่ง  ขึ้นไป  ก็จะมาเลี้ยงอยู่ที่สถานีอนามัย  ก็จะต้องทำกับข้าว ชงนม  ให้กับเด็ก ๆ  โดยผู้ปกครองไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร  ถึงเวลาก็มาส่งให้กับเจ้าหน้าที่อนามัย  เย็นก็มารับกลับ  คุณแม่อินทร์ดูแลไม่ไหวก็เลยไปชวนชาวบ้านที่มีจิตอาสามาช่วย  ได้ชวนคุณแม่ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกงานจริง ๆ  เข้ามาช่วยงาน  แต่คุณแม่ก็บอกว่า  “ไม่ได้ดอก  ฉันไม่รู้หนังสือ”  คุณแม่อินทร์บอกว่า  “ไม่เป็นไร  มาช่วยกันต้มข้าวให้เด็ก ชงนม ดูแลเด็ก ๆ  เท่านั่นเอง  ไม่ต้องรู้หนังสือก็ได้ ”  คุณแม่ก็เลยตัดสินใจมาช่วย  ถามคุณแม่ว่า  “ตั้งแต่อายุเท่าไร”  ท่านก็บอกว่าเป็นสาว  ยังไม่ได้แต่งงานเลย  ถามท่านต่อว่า  “แล้วพ่อแม่ไม่ว่าอะไรเหรอ”  ซึ่งคุณแม่ก็ตอบว่า  “ไม่ว่าอะไร  เพราะว่าไม่ให้เสียงานที่บ้าน  มาช่วยงานที่อนามัยก็เอาควายมาเลี้ยงด้วย  ก็ผูกให้กินหญ้าใกล้  ๆ  กับอนามัย  จากนั้นก็มาช่วยต้มข้าวต้มให้กับเด็ก ๆ  ชงนม  และก็ดูแลเด็ก ๆ  ตอนที่ทำนั้นก็ไม่ได้เงินเดือนทำด้วยใจกันทั้งนั้น  ถึงเวลาก็กลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ที่บ้านต่อ 

 

 

จนกระทั่งแต่งงานก็ได้เอาลูกมาเลี้ยงที่ศูนย์ของอนามัยด้วย”  จากนั้นเราก็เลยถามต่อว่าประทับใจอะไรกับการที่ได้มาช่วยงานที่นี่  ท่านก็ตอบว่า  “ตอนที่มาช่วยงานครั้งแรกยังเป็นสาว ๆ  ยังไม่ได้แต่งงานและมีลูก  มีเด็กคนหนึ่งถ้าไม่ได้จับนมจะนอนไม่หลับ  คุณแม่ก็ยอมให้จับจนกระทั่งหลับ  เป็นอย่างนี้จนกระทั่งออกจากศูนย์ไป  ตอนนี้ก็อายุประมาณ 25- 30  ปีแล้วมั้ง  ก็คงรุ่น  ๆ  กับนางนี่แหล่ะ   (นางในที่นี่หมายถึงอ้อค่ะ)  ตอนนี้เด็กคนนั้นก็มีครอบครัวและมีลูกแล้ว แต่เวลาเห็นแม่เขาก็จะสอนลูกเขาให้เรียกว่า  “ย่า”  เรียกอย่างนี้ตลอดรวมทั้งตัวภรรยาเขาด้วย  ซึ่งประ ทับใจมากเพราะว่าไม่ได้เกี่ยวดองหรือเป็นญาติกันเลย  แต่เขาเรียกว่า  “ย่า”  รู้สึกดีใจมาก ที่ได้เลี้ยงเขามาและเขาก็ไม่ลืมเราซึ่งเคยเลี้ยงเขา”  อ้อก็เลยถามทุกคนว่ารู้ได้อย่างไรว่ารุ่นเดียวกันกับอ้อ  แล้วรู้ไหมว่าอ้ออายุเท่าไรแล้ว  ไม่อยากจะบอกว่า “41”  แล้วจ้า  ทุกคนหันมามองหน้าแล้วบอกว่า  “ไม่เชื่อหรอก”  “อ้าว !  จิง ๆ น๊ะ”  มีคุณน้าคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า  “เกิดปีไหน”  “13 ค่ะ”  “เออ !  41  แล้วจิง  ๆ  ไม่อยากจะเชื่อเลย”  จากนั้นทุกคนก็พากันหัวเราะกันใหญ่  แถมบอกให้อ้อดีใจอีกต่างหากว่า  “อายุไม่น่าเกิน  30  ”  ดีใจจังน่าจะมาบ่อย ๆ  น๊ะนี่  จากนั้นก็ถามต่อว่า    “การเป็น อสม. ตอนนี้กับเมื่อก่อนต่างกันอย่างไร”  ทุกคนช่วยกันตอบจนไม่ทราบว่าจะฟังใครดี  แต่จับใจความได้ว่า  เมื่อก่อน ก่อนที่จะเป็น  อสม. ได้นั้นต้องผ่านการอบรมจนกระทั่งได้ใบประกาศก่อนถึงจะมาทำงานได้  สมัยก่อนเข้มมาก  ทุกคนต้องอบรมจริง  ๆ  จัง  ๆ  ตั้ง  5  วัน  ชนิดที่ว่ามาอยู่ด้วยกันเลย  ต้องทำนวณหรือคิดอะไรก็ตามต้องใส่กระดานให้คุณหมอดูเลยว่าถูกต้องไหม  แต่ปัจจุบันใครเป็นก็ได้เป็นได้เลยไม่ต้องผ่านการอบรมก่อน  ให้มาทำงานเลย  และอีกอย่างปัจจุบันตั้งประธานแล้วก็แล้ว  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประธานเข้ามารับทราบและไปบอกต่อ  เมื่อก่อนทุกคนจะต้องมาฟังเอง  ทำความเข้าใจเอง  ทุกคนที่เป็น  อสม.สมัยก่อนถึงรักกันมาก  เวลามาช่วยงานกันก็มาช่วยกันจริง ๆ  มีอะไรก็มาแบ่งปันกัน  เวลามาทำงานที่อนามัยบางครั้งก็มาช่วยกันข้ามวันข้ามคืนกันเลย  ถึงขั้นที่ว่าต้องมานอนกันที่นี่เลย  สมัยก่อนที่อนามัยสอนให้ทำน้ำถั่วเหลือง  ทำโก๋แก่  ทำอะไรอีกหลายอย่าง  เมื่อทำที่อนามัยแล้วบางคนก็ไปทำกินที่บ้าน  บางคนก็ทำขายก็มี  ก็เลยเกิดความสงสัยในใจอ้อว่า  “แล้วไม่มีปัญหาครอบครัวเหรอค่ะ  เล่นมานอนกันที่อนามัยเลย”  ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า  “ไม่มีปัญหาแน่นอน  เพราะสามีของคนที่นี่เป็นพระเวสสันดรกันหมด  ไม่มีสามีใครเป็นองคิลิมาลกันสักคน”  “ขนาดนั้นเลยเหรอค่ะ  แสดงว่าบริจาคหมดเลยใช่ไหมคะแม้กระทั่งภรรยา”  ทุกคนหัวเราะแล้วตอบว่า  “ใช่  ไม่เคยว่าอะไร  พูดอะไร  เขาก็อยู่บ้านดูแลลูกไป  หรือบางคนก็มาช่วยงานกันทั้งสามีภรรยากันเลย  ถ้าบ้านไหนมีงานบุญหรืองานศพ ก็จะไปช่วยตั้งแต่เตรียมงานก่อนเอาศพมาจนกระทั้งเก็บกระดูกกันเลย  ไปนอนที่นั่นช่วยงานกัน  3 คืน  5  คืนก็ไม่เคยว่า”  โอ้ !  อ้ออิจฉาจัง  อยากจะบอกว่า  “อุ๊ย .... อยากได้สามีบ้านนี้จัง”   แต่ก็มีเสียงตอบจาก  อสม.ยังสาว ๆ ว่า  “ตกดึกก็จอบไปดูเหมือกัน”  ทุกคนก็เลยหัวเราะกันสนุกสนาน  ก็พอดีกับได้เวลาหาข้าวไปให้กับทีมเกลี่ยดินพอดี  ทุกคนก็ได้ทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข  ที่นี่ทุกคนน่ารักมาก  มีอะไรก็แบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว  นี่คือวิธีชีวิตแบบไทย  ๆ  ที่หลาย  ๆ  คนอาจจะลืมเลือนหายไป  แต่สำหรับที่นี่ยังคงอยู่  และจะอยู่ตลอดไป ........  ถ้าใครมีเวลาว่างอยากจะมาสัมผัสชีวิตแบบนี้บ้างก็เชิญเลยนะคะ  ทุกคนที่  รพ.สต.เฉลิมพระเกียรติฯตำบลในเมืองยินดีต้อนรับ