ไร้จิตสำนึกสาธารณะ มหาวิทยาลัยก็"สวะสังคม"

คอลัมน์ สยามประเทศไทย
สุจิตต์ วงษ์เทศ


การศึกษาแบบหมาหางด้วนเน้นลักษณะคาบคัมภีร์ มีตำราเป็นตัวตั้ง บรรดาครูอาจารย์ยึดตำราเถนส่องบาตรสอนแต่หนังสือ ตามตัวหนังสือ (ที่ครูอาจารย์เคยเรียนมาแต่ก่อนอย่างนั้น เท่านั้น)

"แต่ไม่ได้ไปเรียนรู้ชีวิตของคนในชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม" อาจารย์หมอประเวศ วะสี อธิบายต่อไปอีกว่า "ลดการเรียนในตำราลงครึ่งหนึ่ง แล้วเรียนรู้ร่วมกับคนในสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของศีลธรรม และเป็นรากฐานของประชาธิปไตย" (มติชน วันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2549)

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ สำรวจวิจัยเด็กเรียนเก่ง "มุ่งแต่เรียน แต่ขาดจิตสำนึกสาธารณะ ขาดการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น" ส่วนเด็กเรียนไม่เก่ง มีงานวิจัยว่า "พยายามทำพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่ให้ตัวเอง ซึ่งอาจไปหมกมุ่นกับอบายมุข"

สรุปแล้วทั้งเด็กเรียนเก่งและเรียนไม่เก่ง ล้วนเป็นเหยื่อของการศึกษา แบบหมาหางด้วน ขาดจิตสำนึกสาธารณะ ขาดศีลธรรม และขาดรากฐานประชาธิปไตย มีแนวโน้มไปทางขี้ 4 อย่างที่ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อ้างไว้ คือ ขี้เกียจ ขี้โกง ขี้โอ่ ขี้อิจฉา

ทั้งหมดไม่ใช่เด็กผิด แต่เป็นผลผลิตของสถาบันโดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งนำทางปัญญา แต่ครูอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมากหรือเกือบหมดไม่อินังขังขอบ เพราะต่างตกผลึก ขี้เกียจ ขี้โกง ขี้โอ่ ขี้อิจฉา แล้วกะล่อนหล่อหลอมให้ลูกศิษย์ทั่วประเทศเป็นเหมือนตน

มีตัวอย่างให้เห็นชัดๆ กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงมาหลายปี มีเหตุสำคัญจากความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่ครูอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ไม่เคยเคลื่อนไหวเผยแพร่วิชาให้ทุกคนเข้าใจสิ่งความรู้แสดงพยานหลักฐานวิชาการที่ถูกต้องเพื่อความสมานฉันท์อย่างสันติวิธี

ทุกคนเสวยสุขบนกองทุกข์ของคนในสังคม โดยพากันกะล่อนแก้ตัวอย่างน้ำขุ่นๆ ว่าไม่ใช่งานวิชาการ และไม่ใช่หน้าที่ของครูอาจารย์นักวิชาการ (บนหอคอยงาช้าง) ซึ่งน่าละอาย แต่พวกนี้หน้าด้าน ไม่มีศีลธรรม และกะล่อน

ครูอาจารย์พวกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจิตสำนึกสาธารณะ จัดเป็นสวะสังคม ฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะไม่ดีขึ้นหรือเลวลงเมื่ออยู่ในระบบหรือนอกระบบ ตราบที่เต็มไปด้วยสวะสังคมที่ไม่มีจิตสำนึกสาธารณะ ฉะนั้นต้องแก้ไขให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับสังคมมากกว่าอย่างอื่น

ภาคพลเมืองต้องเร่งเครื่องเรื่องวิชาความรู้ภูมิสังคมให้มากขึ้น โดยเผื่อแผ่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนอันหลากหลาย เพราะพึ่งพามหาวิทยาลัยสวะๆ ไม่ได้แล้ว ต้องสร้างเครื่องมืออย่างใหม่มาทดแทนอย่างมีคุณภาพ

หน้า 34


http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra07221249&day=2006/12/22
 
    บันทึกการเข้า