การมาถึงแห่งนาวา

อัลมุสตาฟา ผู้บริสุทธิ์และเป็นที่รัก
ผู้เป็นเสมือนรุ่งอรุณในสมัยของท่าน
ได้อยู่ในเมืองออร์ฟาลีสเป็นเวลาสิบสองปี
เพื่อรอเรือซึ่งจะนำท่านกลับไปยังเกาะแห่งการเวียนเกิด

     ในปีที่สิบสอง วันที่เจ็ดของเดือนแห่งการเก็บเกี่ยว
ท่านขึ้นไปบนภูเขานอกกำแพงเมือง
และมองออกไปในท้องทะเล
และก็เห็นเรือแล่นฝ่าหมอกเข้ามา
ทันใดทวารแห่งดวงใจของท่านก็เปิดออก
ความปิติชื่นชมโบยบินออกไปในสมุทร
ท่านหลับตาและสวดภาวนาในความเงียบสงัด
ขณะเมื่อท่านเดินลงจากภูเขา
ความเศร้าสลดได้บังเกิดขึ้นในใจและท่านคิดว่า
เราจะไปโดยความสงบและปราศจากความเศร้าโศกได้อย่างไร
ไม่ได้ เราจะจากเมืองนี้ไปโดยปราศจากความเจ็บปวดไม่ได้

วันอันเต็มไปด้วยทุกข์ทรมานซึ่งเราได้อยู่ในกำแพงเมืองนี้
ยืดยาวและคืนอันเปล่าเปลี่ยวก็เนิ่นนาน
ใครนะที่อาจจะจากความเจ็บปวด
แลความเปล่าเปลี่ยวของตนเองไปโดยไม่รู้สึกเสียใจได้
บนถนนเหล่านี้ เราได้มีสิ่งที่รักมาก
และลูกหลานแหงความเฝ้าคอยของเรา
ก็เดินเปลือยร่างอยู่ตามเนินเขานี้มากมาย
และเราก็ไม่อาจจากสิ่งเหล่านี้ไปได้โดยปราศจากความปวดร้าว
สิ่งที่เราจะสละวางลงวันนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแต่เครื่องนุ่งห่ม
แต่เป็นเนื้อหนังของเราแท้ ๆ ที่เราจะฉีกด้วยมือตนเอง
และสิ่งที่เราจะละไว้เบื้องหลัง ก็ไม่ใช่เพียงความคำนึง
แต่เป็นดวงใจที่งดงามด้วยความหิว และความกระหาย
แต่เราก็ไม่อาจอยู่ต่อไปได้
ห้วงสมุทรอันเรียกสรรพสิ่งเข้าสู่ตนได้เรียกร้องเราแล้ว
และเราก็ต้องลงเรือ เพราะการที่จะยับยั้งอยู่นั้น
ถึงแม้ว่าโมงยามจะลุกไหม้ในราตรี
เราก็จะเย็นตัวแข็งและถูกจำกัดในแบบพิมพ์
ที่จริงเราอยากจะนำสิ่งทั้งหมดนี้ไปด้วย
แต่จะทำอย่างไรได้เล่า

เสียงพูดไม่อาจนำเอาลิ้นและริมฝีปากซึ่งให้ปีกแก่มันไปด้วยได้
มันจะต้องเคลื่อนไปในเวหาแต่เดียวดาย
และนกอินทรีบินผ่านดวงอาทิตย์ก็แต่ลำพังตนเองไม่ได้นำรังไปด้วย


บัดนี้ เมื่อท่านลงมาถึงเชิงเขา
ท่านก็หันหน้าออกไปทางทะเลอีก
และก็เห็นเรือกำลังเข้ามาในอ่าว
มีกะลาสียืนอยู่บนกราบ เป็นคนจากบ้านเกิดของท่าน
ดวงวิญญาณของท่านก็กู่เรียกเขาเหล่านี้ และท่านพูดว่า

   บุตรแห่งมารดาของเรา เธอผู้สัญจรไปกับคลื่น
บ่อยครั้ง เธอได้แล่นใบในความฝันของเรา
และบัดนี้เธอมาในตื่นซึ่งเป็นความฝันอันลึกกว่า
เราพร้อมที่จะไป และความเร่งร้อนของเราก็คอยกระแสลมอยู่
ขอให้เราได้หายใจในอากาศอันสงัดนี้อีกสักครั้ง
ขอเพียงแต่มองกลับไปข้างหลังอีกสักครั้ง
แล้วเราก็จะมายืนอยู่ท่ามกลางพวกเธอ
ชาวทะเลในหมู่ชาวทะเล และห้วงสมุทรกว้าง
มารดาผู้มิรู้หลับผู้ซึ่งเป็นศานติและอิสรภาพของแม่น้ำและลำธาร
ขอลำธารนี้วกวนอีกสักครั้ง
ขอเพียงแต่ได้รำพึงในหมู่ไม้นี้อีกสักครั้ง
แล้วเราก็จะมาสู่ท่าน...
หยดน้ำ...สู่ห้วงสมุทรอันไร้เขต

ขณะที่ท่านเดินลงมา
ท่านก็เห็นชายและหญิงละมือจากท้องทุ่งและไร่องุ่นของเขา
และรีบมาที่กำแพงเมือง ท่านได้ยินเสียงเขาเหล่านั้นเรียกชื่อของท่าน
พร้อมกับตะโกนบอกกันถึงข่าวเรือของท่านมาถึง
แล้วท่านรำพึงว่า

วันแห่งการจากไป ควรจะเป็นวันเก็บเกี่ยวด้วยหรือไม่
และในอนาคตกาลนั้น ควรจะเป็นที่กล่าวกันหรือไม่ว่า
สันธยากาลแห่งเรานั้นแท้จริงก็เป็นรุ่งอรุณด้วย
เรามีอะไรสำหรับให้แก่ผู้ที่วางคันไถมา
หรือแก่ผู้ที่รีบหยุดล้อเครื่องบดองุ่น เพื่อมาหาเรา

ควรแล้วหรือมิใช่ที่ดวงใจเราจะเป็นประหนึ่งต้นไม้ผลดก
ซึ่งเราจะเก็บแจกจ่ายแก่เขาเหล่านั้น
และความปรารถนาของเราก็ควรที่จะไหลรินดังธารน้ำพุ
เพื่อว่าจะได้เติมถ้วยของเขาให้เต็ม
ควรแล้วหรือมิใช่ที่เราจะเป็นดังพิณ
เพื่อว่าพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าจะได้สัมผัส
หรือเป็นขลุ่ยซึ่งลมหายใจของพระองค์จะเป่าผ่าน
เรานี้เป็นผู้เสาะแสวงหาความสงัด
และสมบัติใดเล่าที่เราพบในความสงัดนั้น
อันเราจะให้แก่เขาได้ด้วยความมั่นใจ
ถ้าหากวันนี้เป็นวันเก็บเกี่ยวของเรา
ก็เราได้หว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ในท้องทุ่งใด
และในฤดูกาลอันเลือนรางใดเล่า ถ้าหากบัดนี้
เป็นชั่วโมงที่เราจะชูประทีปขึ้น
เปลวประทีปนั้นจะไม่ใช่ของเรา
เราจะชูประทีปขึ้น ว่างเปล่าและมืด
แล้วผู้พิทักษ์ราตรีจะเติมเชื้อเพลิงและจุดมันขึ้นด้วย
ท่านรำพึงสิ่งเหล่านี้เป็นคำพูด
แต่ก็มีอีกมากมายในใจซึ่งไม่ได้พูด
เพราะว่าท่านเองไม่อาจกล่าวความนึกคิดอันล้ำลึกของตนได้

เมื่อท่านถึงในเมือง ฝูงชนก็มาหา
และร้องเรียกท่านเป็นเสียงเดียว
บรรดาผู้เฒ่าออกมาข้างหน้า
และพูดว่า โปรดอย่าเพิ่งด่วนจากเราไปเลย
ท่านได้เป็นเสมือนกาลเที่ยงในยามค่ำของเรา
และความหนุ่มของท่านได้ให้ความฝันแก่เราเพื่อจะฝัน
ท่านนี้ไม่ได้เป็นผู้แปลกหน้าของเรา
และก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้เยี่ยมเยียน
แต่เป็นดังบุตรและเป็นที่รักยิ่งของเราแท้ ๆ
อย่าเพ่อให้ดวงตาของเราต้องเจ็บปวด
เพราะไม่ได้เห็นหน้าของท่านเลย

นักบวชทั้งชายและหญิงก็กล่าวแก่ท่านว่า
ขออย่าให้ระลอกคลื่นแยกเราจากกันเสียแต่บัดนี้เลย
ขออย่าเพ่อให้ขวบปีที่ท่านอยู่ในหมู่เรากลายเป็นแต่ความทรงจำ
ท่านได้เดินอยู่ในท่ามกลางเรา ดังดวงวิญญาณ
และเงาของท่านได้เป็นดังแสงสว่างบนใบหน้าของเรา
เรารักท่านมาก แต่ความรักของเราไร้คำพูด ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าคลุม
แต่บัดนี้ มันร้องเรียกท่านแล้วด้วยเสียงอันดัง
และก็จะยืนเปิดเผยตนเองเฉพาะหน้าท่าน
และเป็นที่กล่าวกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า
ความรักไม่รู้ความล้ำลึกของตนเอง
จนกว่าจะถึงชั่วโมงของการจากพราก


คนอื่นก็เข้ามาร่วมอ้อนวอนท่านด้วย
และท่านไม่ตอบ ท่านเพียงแต่ก้มศีรษะ
และผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เห็นน้ำตาของท่านร่วงลงสู่หน้าอก
แล้วท่านพร้อมฝูงชนก็พากันเดินไปยังจตุรัสใหญ่หน้าวิหาร
และก็มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ อัลมิตรา เดินออกมาจากวิหารนั้น
เธอเป็นผู้เห็นธรรม และท่านก็มองเธอด้วยความอ่อนโยนยิ่ง
เพราะว่าเธอเป็นคนแรกที่ได้พบและฟังคำกล่าวของท่าน
เมื่อครั้งที่ท่านมาถึงเมืองได้เพียงวันเดียว
และเธอก็แสดงคารวะต่อท่าน พร้อมกับพูดว่า

ท่านผู้แทนของพระผู้เป็นเจ้า
ท่านผู้แสวงหาสิ่งสูงสุด
ท่านได้เฝ้ามองขอบฟ้ารอเรือของท่านเป็นเวลานาน
บัดนี้เรือของท่านมาถึงแล้ว และท่านจำต้องไป
ความใฝ่ฝันถึงดินแดนแห่งความทรงจำของท่านนั้นลึกซึ้งแนบแน่น
และความรักของเราก็ไม่อาจผูกพันท่านไว้ได้
หรือความปรารถนาของเราก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งท่านไว้ได้
แต่สิ่งนี้เราขอร้องก่อนที่ท่านจะจากไป
ขอท่านได้พูดแก่เรา และให้สัจธรรมแก่เรา
และเราก็จะได้ให้แก่ลูกหลานของเรา
และลูกหลานของเราก็จะได้ให้ถ่ายทอดต่อไป
และธรรมะนั้นก็จะไม่สูญ

   ในความโดดเดี่ยวของท่านนั้น
ท่านได้เฝ้ามองวันคืนของเรา
และในความตื่นของท่าน
ท่านก็ได้เฝ้าฟังเสียงสะอื้นและหัวเราะในความหลับของเรา
ดังนั้น ณ บัดนี้ ขอได้เปิดเผยแก่เราเอง
และได้บอกให้เราทราบถึงสิ่งที่ท่านได้ประจักษ์
อันมีอยู่ในระหว่างการเกิดและความตาย

     และท่านตอบว่า ประชาชนชาวออร์ฟาลีส
เราจะบอกอะไรแก่ท่านได้
นอกจากสิ่งที่เคลื่อนอยู่ในวิญญาณของท่านเอง แม้ขณะนี้
อัลมิตราพูดขึ้นว่า
ได้โปรดบอกเราถึงเรื่อง ความรัก