คำถามจากอีกฟากหนึ่ง คือ จัดการศึกษาแบบนี้จะไปแข่งขัน

กับใครได้ โลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว เป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ 

กลับไปหาวันวานยังหวานอยู่ได้อย่างไร

คำถามนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวกับปรัชญาการพัฒนาประเทศ 

เพราะปรัชญาการศึกษาต้องสัมพันธ์กับหลักคิดหลักการใหญ่

ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาสังคม ซึ่งวัน ๆ เราได้ยินแต่

เรื่องเศรษฐกิจ การแข่งขัน ตลาดหุ้น การลงทุน การส่งออก 

นำเข้า จีดีพี ไม่มี เศรษฐกิจพอเพียง อย่างที่เขียนไว้สวยงาม

ในเอกสาร

 

ถามว่า เรามีขีดความสามารถสามารถในการแข่งขันกับใครได้บ้าง

ในวันนี้ แข่งขันกับประเทศพัฒนาแล้วนั้นคงไม่ต้องคิด 

หรือแม้แต่กับจีนและอินเดีย ซึ่งมีความรู้มากกว่า ทุนมากกว่า

แรงงานถูกกว่า ไปแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านระดับเดียวกัน

หรือด้อยกว่าก็ยังยาก ไม่ว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม

 เพราะแรงงานถูกกว่าไทย เงื่อนไขการเมืองก็ดีกว่า 

การศึกษาก็ไม่ได้ด้อยกว่า และอาจดีกว่าไทยด้วยซ้ำ

ผลการสำรวจไอคิวก็ดี ความรู้แบบไหนก็ดี  เด็กไทยดูจะสู้เขาไม่ได้ 

มหาวิทยาลัยไทยก็ไม่ได้ติดอันดับดี ๆ สักกี่แห่ง

วัดกันจริง ๆ จะผ่านมาตรฐานสากลสักกี่แห่งก็ไม่รู้

ไปแข่งขันดนตรีกีฬามาได้สักเหรียญทองก็ยังอวดดีใจได้ว่าได้แชมป์
โลก

 ทั้ง ๆ ที่เกือบทุกประเทศที่ส่งไปแข่งก็ได้

เหรียญทองถ้าทำได้ถึงระดับหนึ่ง

 

สังคมทุนนิยม บริโภคนิยม จัดการศึกษาแบบพานิชย์ 

แบบอุตสาหกรรม ซ้ำยังหลุดโลกแบบนี้คงไป

แข่งขันกับใครเขาลำบาก  

เพราะแม้แต่หน่วยงานองค์กรบริษัทต่าง ๆ หลายแห่ง

ก็มีปัญหากับแรงงาน ที่จบมหาวิทยาลัยไทย ต้องเรียนใหม่

อีกหลายเดือนกว่าจะทำงานได้ จนซีพีต้องตั้งสถาบันการศึกษา

ของตนเองเพื่อสร้างคนให้เหมาะกับงาน เรียนไปด้วย

 ทำงานไปด้วย เรียนจบก็ทำงานต่อไปได้เลย

ถ้าจะอยู่ในโลกของการแข่งขันจริง ๆ ก็ต้องแยกแยะ

ให้ได้ว่าสถาบันการศึกษาตั้งแต่ประถม มัธยม ถึงอุดมศึกษา

แบบไหนควรมุ่งหน้าไปสู่อุตสาหกรรม ภาคบริการ 

และกลุ่มไหนควรมุ่งไปสู่ภาคเกษตร ภาคชุมชนท้องถิ่น

ให้มีแนวทางการปฎิบัติที่ชัดเจน มีทุนสนับสนุนการวิจัย

และพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะไม่มีการแข่งขันใดเกิดขึ้นได้

โดยไม่มีการความรู้ใหม่ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์

 

การแข่งขันของโรงเรียนประถม มัธยม และอุดมศึกษา

เพื่อชุมชนต้องมีกรอบเกณฑ์ตัวชี้วัดอีกแบบหนึ่ง 

ไม่เอาปะปนกับกลุ่มที่จะไปสู่อุตสาหกรรมและงานบริการ

 

จุดแข็งเพื่อการแข่งขันของการศึกษาของการศึกษาเพื่อชุมชน 

คือ การเรียนรู้เพื่อตอบคำถามสองข้อข้างต้น 

คือเรียนอย่างไรให้พึ่งตนเองได้และให้มีความสุข

ถ้าได้ฐานคิดนี้ก็คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

ก็ต้องพัฒนาเงื่อนไขอื่น ๆ ต่อไปว่า จะทำได้อย่างไร 

ให้ทำให้ได้ มีวิธีการในรายละเอียดอะไรบ้าง

คนในชนบททำอย่างไรจึงจะใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์

 1)ให้รอดจากหนี้สิน 2)ให้อยู่ได้อย่างพอเพียง 

3)ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนการเรียนต้องทำให้คนมีนา

ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อยไร่ละ 1 ตัน 

ไม่ใช่ไร่ละ 300-400 กก. อย่างทั่วไปในวันนี้ขณะเดียวกัน

มีคนจำนวนมากทำนาได้ขาวมากกวา 1 ตันต่อไร่ 

มีคนทำให้ที่ดิน 1 ไร่ห้ายได้ปีละ 100,000 บาทต่อปี 

ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย 

แต่ลงความรู้ ลงการเรียนรู้มากที่สุด


เรียนรู้อย่างไรจึงจะรู้คุณค่าของทรัพยากรอันหลากหลาย

ในท้องถิ่น เมื่อคุณค่าเพิ่ม มูลค่าก็เพิ่ม เรียนรู้อย่างไร

ในระดับอุดมศึกษาจึงจะสร้าง บัณฑิตชาวนา ปัญญาชนชาวบ้าน

 ให้ได้มาก ๆ จะได้มีผู้นำทางปัญญา ทั้งผู้นำตามธรรมชาติ

และ ผู้นำอย่างเป็นทางการอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 

อบต. เทศบาล

ผู้นำเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาท้องถิ่นอย่างมียุทธศาสตร์ 

แปลว่ามีวิสัยทัศน์ มีภาพฝัน วิธีทำให้ภาพฝันนี้เป็นจริง

ไม่ใช่รอแต่งบประมาณและคำสั่ง 

แต่เป็นผู้นำในการจัดการทรัพยากร ทุนท้องถิ่น

ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดเพือคนท้องถิ่น จัดการให้มีระบบการผลิต

การบริโภค ตลาดชุมชน ตลาดท้องถิ่น และครือข่าย ทำให้ทุกคน

ไม่ได้อยู่รอดเท่านั้น แต่อยู่อย่างพอเพียงและมั่นคง 

อยู่อย่างมีความสุข

จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพื้นที่สีเขียวเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ

และภาคกลางหลายจังหวัดมีรายได้ต่อประชากรน้อยกว่าจังหวัด

ไกล้เคียงที่มีอุตสหกรรม แต่ถามว่าคนแม่กลองต้องไปแข่งขัน

กับคนมหาชัยและปากน้ำทำไม ในเมื่อคนแม่กลองมีอากาศ

หายใจที่ดีกว่า มีส่วนมีผักผลไม้มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ 

มีคนไปท่องเที่ยวสุดสัปดาห์เป็นแสน ๆ คนจนไม่มีที่เดิน

วันนี้ชนบทไทย หมุ่บ้านไทยมีข้อได้เปรียบในเวทีแข่งขันโลก

เพราะโลกกำลังหมุนกลับ กลับไปหาธรรมชาติ กลับไปหาสุขภาพ

กลับไปหารากเหง้า กลับไปหาภูมิปัญญา ไปหาท้องถิ่น 

กลับไปหาคุณค่าและความหมายของการกินอยู่แบบพอดี

เพื่อจะได้มีสุขภาวะที่ดี

ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงของโลกมาเข้าทางเราขนาดนี้ 

เราจะหนีชุมชนชนบทไปทำไม ทำไมไม่พัฒนาภาคเกษตร

เพื่อหาหารดี ๆ เลี้ยงผู้คนในประเทศและต่าประเทศ 

ทำไมเราไม่พัฒนาข้าวท้องถิ่นที่มีคุณค่าอาหารสูงมากให้คนไทยกิน 

และส่งไปขายยังต่างประเทศ

วันนี้ใส่ถุงขายในห้างเป็นข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอกกิโลละ120 -200บาท

ข้าวสังข์หยดจากพัทลุงขาดตันละ 35,000 บาท สิงคโปร์ซื้อไม่อั้น

ข้าวก่ำข้าวดำจากภาคเหนือเริ่มเข้าตลาดเมืองจีน 

ผักผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการทั่วโลก แต่เพราะมีสารเคมีตกค้าง

จึงส่งออกได้น้อยมากถ้าเทียบกับศักยภาพของเกษตรกรไทย

การศึกษาไทยทำอะไรอยู่ จึงไม่ช่วยกันพัฒนาจุดแข็งของชุนบทไทย

ทำให้คนไทยอยู่ในชนบทโดยไม่ต้องหนีเข้าไปอยู่ในเมืองกันหมด

วันนี้นักการเมืองในสภาก็ดี ที่ทำเนียบก็ดี 

ทำอะไรกันอยู่ถึงมองข้ามกระแสโลกเรื่องธรรมชาติเรื่องสุขภาพ 

เรื่องชีวิตเรียบง่าย ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลัก 

นักการเมืองไทยใส่ใจแต่เรื่องผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเอง 

ของพรรรคของพวกมากเกินไปหรือไม่  กินกันมากจนพุงออก 

วัดรอบเอวได้มากเกินไป น้ำหนักเกิน ไขมันเกิน ความดันโลหิตสูง 

มีสิทธิป่วยง่ายตายเร็ว

วันนี้มีโรงเรียนบางแห่งที่เข้าใจเรื่องนี้และกำลังจัดการศึกษาแบบนี้

มีสถาบันอุดมศึกษาอย่งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

(โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตเดิม) ที่ทำเรื่องนี้

 สำหรับการอุดมศึกษาผู้ใหญ่ด้วยแนวคิดนี้ 

ที่อยากเห็นการจัดการศึกษากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเรียน

ของครอบครัว ของชุมชน เป็นเรื่องเดียวกัน เรียนแล้วแก้ปัญหา

และพัฒนาตนเองได้จริง พัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งได้จริง

ในโลกแห่งการแข่งขัน ควรทำโรงเรียนในฝันกันต่อไป 

แต่ขอให้เป็นโรงเรียนในฝันของชุมชนโรงเรียนที่ช่วย

ให้ผู้คนอยู่ในชุมชนชนบทต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสุข 

แข่งขันแบบนี้เราไม่มีแพ้

เพราะเราพัฒนา จากจุดแข็งที่แข่งกับใครในโลกนี้ก็ได้

 

ผมว่าแม้ว่าจะริบหรี่เต็มทนสำหรับการศึกษาทางเืลือกในประเทศไทย
อย่างน้อย ก็อาจารย์เสรี พงศ์พิศ ก็ยังจุดแสงสว่างเล็ก ๆ ให้ได้เห็น
เช่นเดียวกับ มหาตมะคานธีที่กล่าวว่า คำตอบสุดท้ายอยู่ที่หมู่บ้าน
ซึ่งเป็นแสงสว่างเรือง ๆ ที่พอมองเห็นความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
ที่ดำรงอยู่ตอนนี้  เพราะความมืดมิดมิจฉาทิฎฐิทั้งหลายเกิดจากวิชาการ
การศึกษาแบบผนึกอำนาจครอบงำของระบบทุนนิยมแบบลืมตัวเอง
หลงลืมรากฐานที่แท้จริง ขอบคุณอาจารย์เสรี พงศ์พิศ ทีุ่จุดแสงสว่าง
ขับไล่ความมืดมิด แม้คบไฟอันนั้นจะเป็นแค่จุดสว่างที่เล็ก ๆ ก็ตาม