เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาช่วงหนึ่งของรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ชี้แจงนโยบายประชาวิวัฒน์ 9 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้การแถลงเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมบอกว่าจะมีวาระเร่งด่วน 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจนอกระบบ ค่าครองชีพ และความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน นโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ที่จะหยิบยื่นให้เป็นของขวัญกับประชาชนนั้น เป็นกระบวนการพิเศษที่จะแก้ไขปัญหาข้อจำกัดหลายเรื่อง ทั้งปัญหาคาบเกี่ยวกับหลายหน่วยงานและกฎระเบียบต่าง ๆ โดยเชิญภาครัฐ ท้องถิ่น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะเป็นผู้นำร่องในหลายนโยบาย และภาคเอกชนเข้ามาร่วมกันทำงานเต็มรูปแบบ ลงพื้นที่พบปะกับกลุ่มเป้าหมายกว่า 1,000 คน
ไม่อยากให้มองว่าเป็นนโยบายทุ่มเงิน งบประมาณ ลดแลก แจก แถม ให้กับประชาชน ในทางตรงกันข้าม เป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างปัญหาความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหัวใจของปัญหา ทำให้มีความจำเป็นในการปฏิรูปประเทศไทย
นโยบายประชาวิวัฒน์ทั้ง 9 จะใช้งบประมาณทั้งหมด 2,000 กว่าล้านบาท แต่ประชาชนจะได้รับประโยชน์กว่า 20,000 ล้านบาท
ของขวัญชิ้นแรก สำหรับประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ปัจจุบันมีอยู่เพียง 9-10 กว่าล้านคนเท่านั้นโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการเข้าระบบประกันสังคม จ่ายเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน เพื่อเข้ามาอยู่ในระบบ
และได้รับสิทธิประโยชน์เรื่องการชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต รวมทั้งเปิดทางเลือก 2 รูปแบบ กรณีจ่ายเงิน 70 บาทและให้รัฐบาลจ่ายสมทบ 30 บาท จะได้ 3 เรื่องนี้แต่ถ้าเป็นกรณีที่ประชาชนจ่ายเงิน 100 บาท และรัฐบาลจ่ายเงินสมทบ 50 บาท จะได้สิทธิเรื่องบำเหน็จชราภาพด้วย ขณะเดียวกันได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่กำลังทำกฎหมายกองทุนเงินออมแห่งชาติว่า การเข้ามาสู่ระบบประกันสังคมแบบใหม่นี้ จะไม่ตัดสิทธิ์ประชาชนที่สนใจเข้าไปอยู่ในกองทุนฯ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.ค.นี้
ของขวัญชิ้นที่ 2 เรื่องปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ จะนำร่องเรื่องสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษ มีทั้งกลุ่มแท็กซี่ที่มีปัญหาเรื่องการผ่อนรถหรือเช่ารถแพง และกู้เงินจ่ายดอกเบี้ยสูง โดยจะเปิดโอกาสให้กลุ่มแท็กซี่มืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี ได้เป็นเจ้าของรถแท็กซี่ใหม่ ให้ผ่อนเงินดาวน์ต่ำสุดเพียงร้อยละ 5 ถ้ามีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี จะมีสิทธิประโยชน์อื่นด้วย เป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้พี่น้องคนขับรถแท็กซี่มีรายได้ดีและมีความมั่นคงมากขึ้น โดยส่วนนี้ใช้งบ 1,600 ล้านบาท นอกจากนี้จะดำเนินการเรื่องสินเชื่อในลักษณะผ่อนปรนให้กับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในจุดผ่อนผันในพื้นที่ กทม. เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราที่มีความเป็นธรรมและผ่อนปรน ซึ่งในเรื่องนี้จะมีภาระกับงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องของสถาบันการเงินของรัฐ ส่วนที่มีความวิตกกรณีหนี้เสีย จะคัดกลุ่มเป้าหมายนี้เพื่อให้มีความมั่นใจว่ามีรายได้ชัดเจน ในทางกลับกันจะทำให้สถาบันการเงินได้ลูกค้าที่ดี อย่างเช่น กรณีการโอนหนี้นอกระบบ
ของขวัญชิ้นที่ 3 เรื่องอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้าง หลังจากเคยขึ้นทะเบียนรถจักรยานยนต์รับจ้าง ปัจจุบันพบว่ามีปัญหาหรือดำเนินการไม่ถูกกฎหมาย นำมาสู่ปัญหาต้องส่งเงินให้กลุ่มคนต่าง ๆ เดือนละ 1,000-2,000 บาท ดังนั้น เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์จะจัดระบบออกบัตรประจำตัว เลขทะเบียนที่เสื้อวินและหมวกนิรภัย รวมทั้งปรับปรุงวินให้มีที่พัก มีป้ายราคาชัดเจน นอกจากนี้ จะเชิญชวนให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างมาทำหน้าที่เป็นอาสาพิทักษ์ดูแลชุมชน โดยจะใช้งบประมาณ 10 กว่าล้านบาท เริ่มต้นพื้นที่ กทม.ก่อน
ของขวัญชิ้นที่ 4 เรื่องผู้ค้าผู้ขายหาบเร่แผงลอย ใช้หลักการเดียวกันกับผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งจะไปสำรวจพื้นที่ เพื่อขยายจุดผ่อนผันเพิ่มเติม แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งน่าจะเพิ่มจุดผ่อนผันได้ 20,000 ราย ที่ค้าขายอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งจะพัฒนาบริเวณที่เป็นจุดท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นย่านขายดอกไม้ เสื้อผ้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว ซึ่งจะเห็นผลได้ตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้โดยมาตรการนี้แทบไม่มีภาระเงินของงบประมาณ
ของขวัญชิ้นที่ 5 เรื่องค่าครองชีพ การบริหารจัดการเรื่องกองทุนน้ำมัน แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี หลักคิดที่นำมาใช้ในครั้งนี้ จะเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง พบว่าหลังจากตรึงราคาก๊าซแอลพีจีเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่เป็นธรรม กลับไปจูงใจให้เกิดการเติบโตการใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม ต้องนำเข้าก๊าซนี้ และไปชดเชยราคาส่วนต่างระหว่างที่นำเข้ากับราคาที่ถูกตรึงในประเทศ จึงมีมาตรการเลิกการอุดหนุนก๊าซแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม ให้ใช้ราคาตลาด แต่ในส่วนภาคครัวเรือนขนส่ง จะตรึงราคาไว้เหมือนเดิม ทำให้ประหยัดการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันได้ถึง 7,300 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะของกองทุนน้ำมันดีขึ้น ส่วนประชาชนไม่ต้องซื้อน้ำมันดีเซลในราคาสูงกว่า 30 บาท ซึ่งจะเริ่มมาตรการตั้งแต่เดือน ก.ค.
ของขวัญชิ้นที่ 6 เรื่องไฟฟ้า เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากเรื่องการใช้ไฟฟ้าฟรีในปัจจุบันที่มียอดรวม 9.1 ล้านครัวเรือนของประเทศ เป็นพื้นที่ในชนบท 8.5 ล้านครัวเรือน และในพื้นที่ กทม. 600,000 ครัวเรือน แต่มาตรการดังกล่าวจะเป็นภาระกับผู้เสียภาษี เพราะต้องนำงบประมาณไปชดเชยให้กับการไฟฟ้าที่จัดไฟฟรี ซึ่งครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วย ของขวัญที่จะให้ประชาชนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วยใช้ไฟฟ้าฟรีแบบถาวร แต่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช้เงินภาษีหรืองบประมาณ จะใช้การปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมแทน โดยผู้ใช้ไฟฟ้ามากต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินส่วนนี้มาช่วยประชาชนที่ใช้ไฟน้อย ซึ่งจากการคำนวณคาดว่าประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟจำนวนมากก็ไม่ได้จ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้น แต่อาจไม่ได้ประโยชน์จากการลดค่าเอฟทีในรอบต่อไป
ของขวัญชิ้นที่ 7 เรื่องอาหาร ซึ่งจะเห็นผลตั้งแต่เดือน ก.ค.นี้เป็นต้นไปนั้น เรื่องต้นทุนของภาคเกษตรโดยเฉพาะอาหารสัตว์และพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ไก่ หมู และไข่มีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตเท่าเทียมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่งผลทำให้มีอำนาจการต่อรองน้อย จึงต้องวิเคราะห์ต้นทุนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และนำมาสู่การลดต้นทุนราคาสินค้าเกษตร
ของขวัญชิ้นที่ 8 เรื่องอาหาร ปัจจุบันผู้บริโภคควรได้รับความเป็นธรรม ควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนของสินค้าต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์หรือสถานีโทรทัศน์ เพื่อการรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของราคาต้นทุน เพื่อจะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ของขวัญชิ้นที่ 9 เรื่องปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาอาชญากรรม จากการวิเคราะห์พบว่า มีการพบจุดเสี่ยง จุดอันตราย ทั้งนี้จะประกาศพื้นที่เป้าหมายในกทม.กว่า 200 จุด ภายใน 6 เดือน ซึ่งปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ต้องลดลงร้อยละ 20 นอกจากนี้ จะบูรณาการเรื่องระบบกล้องวงจรปิด ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เครื่องไม้เครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา รวมไปถึงการเพิ่มบุคลากรตรวจตราพื้นที่ จะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมซึ่งตรงนี้จะใช้งบประมาณ 200-300 ล้านบาท
นโยบายทั้ง 9 เรื่องถือเป็น 9 ของขวัญ 9 ชิ้นสำคัญที่รัฐบาลจะมอบให้กับประชาชนภายใต้กระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วน
แผนทั้งหมดจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 ม.ค.นี้ ผมจะตั้งคณะทำงานมาคอยติดตามเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าของขวัญ 9 ชิ้นที่เป็นคำมั่นสัญญาในวันนี้จะถึงประชาชน เพื่อความเท่าเทียม และความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชนคนไทยและประเทศไทย
ข่าวสด (คอลัมน์รายงานพิเศษ) ประชาชาติธุรกิจ แนวหน้า กรุงเทพธุรกิจ
ประจำวันที่ 10 มกราคม 2554