๘ มกราคม ๒๕๕๔
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
วันอังคารที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๔ เทศกาลปีใหม่อย่างเป็นทางการเพิ่มเริ่มขึ้นวันแรกของวันเปิดทำการ ถึงสโมสรมีผู้บริหารโรงเรียน คณะเจ้าหน้าที่ในสำนักงานมาอวยพรและขอพรกันหลายคณะ ปีนี้มีสมุดโทรศัพท์ของเขตและผู้บริหารโรงเรียนเล่มจิ๋วเป็นของฝากติดมือไปใช้ประโยชน์ และมีสมุดบันทึกเล่มแดงแถมไปให้อีกเล่ม บางคณะขึ้นไปอวยพรให้ถึงห้องทำงานก็จะมีกล้วยอบท่ายางให้ไปชิมอีกหนึ่งกล่อง ความจริงวิธีการที่สะดวกและประหยัดคือการอวยพรทางโทรศัพท์ กดส่งข้อความมาก็ถึงทุกคน แต่ธรรมเนียมไทยก็อดไม่ได้ที่จะต้องมีของติดไม้ติดมือไปฝาก ภารกิจของผมในฐานะ ผอ.เขต ก็ไม่ต่างไปจากผู้บริหารโรงเรียน ปีใหม่มาก็คิดถึงผู้บังคับบัญชาและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในจังหวัด วันนี้นัดหมายจะไปคารวะท่านเลขาธิการ กพฐ. และท่านรองฯ อีก ๓ ท่าน ในตอนบ่าย เช้าจึงนั่งทำงานเอกสารซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องอนุมัติทางการเงิน สลับกับการรับแขกทั้งผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด สพป.และสพม. รวมทั้งโรงเรียนเอกชน อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำคือการขออนุมัติไปอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป.รับรอง จากท่านเลขาธิการ กพฐ. เที่ยงทานข้าวที่ห้องทำงานเพราะคุณมาลี โภชนาทาน (หมู) กลับไปบ้านที่ชุมพร คุณแม่แกงป่ากล้วยเล็บมือดิบกับไก่บ้านมาฝาก พร้อมน้ำพริกแมงดา และกุ้งหวาน จึงฉลองศรัทธาไปหนึ่งจาน โครงการลดพุงจึงต้องพักไว้ก่อน

บ่ายเดินทางไป สพฐ. พร้อมท่านรองฯสมมาตร ชิตญาติ ท่านรองฯ ประพฤทธิ์ บุญอำไพ ท่านรองฯ สุรบัญชา วิชิตพันธ์ ท่านรองฯ วิโรจน์ ผลแย้ม ท่านรองฯ วิรัช ฐิติรัตนมงคล ศน. ดร.เอนก ล่วงลือ ศน. สิรี พึ่งจิตต์ตน ศน. วราพร ขุนแท้ และคุณมาลี โภชนาทาน เพื่อขอพรปีใหม่จากท่านเลขาธิการ กพฐ. ดร. ชินภัทร ภูมิรัตน รองเลขาธิการ กพฐ. นายเสน่ห์ ขาวโต และ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ส่วน ดร.สมเกียรติ ชอบผล ไปราชการต่างจังหวัด ทำได้เพียงฝากของไว้คารวะ ผลพลอยได้จากการไป สพฐ. ครั้งนี้เห็นเขามีน้ำตกจำลองไว้ตรงระเบียงหน้าห้อง จะนำมาจัดที่หน้าห้องน้ำโถงบันไดของเขตบ้าง เพื่อให้มีชีวิตชีวาขึ้น

วันพุธที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เช้าเข้าสโมสรก็ยังคงมีผู้บริหารโรงเรียนมาสวัสดีปีใหม่หลายคณะ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกัน เมื่อหลายปีก่อน ผมเป็นศึกษานิเทศก์ ตอนอายุ ๒๔ ปี เป็นศึกษาธิการอำเภอ อายุ ๓๐ ปี เมื่อมีคนมาให้พรมักจะเป็นฝ่ายรับเพราะอาวุโสน้อย มาบัดนี้คนมาขอพรจะเป็นผู้มีอายุน้อยเพราะเราอายุมาก สาย ๆ ขึ้นห้องทำงานแฟ้มเอกสารของกลุ่มงานต่าง ๆ มีคนมาอวยพรหลายคน รวมทั้งท่านรองฯครรชิต หิรัณยหาด เที่ยงไปทานอาหารที่ร้านครัวกันเอง คลองบ้านพร้าว บ่ายมีคนมาอวยพรสองสามราย เวลา ๑๕.๐๐ น,เดินทางไปวัดราษฎร์ศรัทธาราม อำเภอลำลูกกา เพื่อร่วมงานพระราชทานเพลิงศพคุณพ่อของ ผอ.สุชาติ บุตรฉาย โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖๙

วันพฤหัสบดีที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๔ เดินทางไปโรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงแรมนี้อยู่ถนนวิภาวดี-รังสิต ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมไปจากนนทบุรีต้องไปกลับรถเลยแยกหลักสี่ เพื่อกลับมาที่โรงแรม ภาคเช้าประธานเปิดการประชุม คือ ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ให้กำลังใจทุกคนในโอกาสปีใหม่ และชื่นชมผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายเรื่อง ซึ่ง ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ได้สรุปประเด็นให้ที่ประชุมทราบอีกครั้งหนึ่ง คือ (๑) การที่มีข้อมูลคุณภาพนักเรียน รายงานทุติยภูมิและข้อมูลพื้นที่ น่าจะเป็นประโยชน์ เขตน่าจะมีข้อมูลของเขต และข้อมูลโรงเรียนรายโรง ขณะเดียวกัน ข้อมูลปฐมภูมิ ที่โรงเรียนน่าจะมีด้วย คือ ไปดูของจริงให้มากที่สุด (๒)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน Routine to Research หมายถึงว่า ไม่ทำงานแบบเดิม ๆ แต่ให้ทำไป แล้วคิดไปด้วย ก็ลองทบทวนดูว่าเราได้คิดบ้างไหม เช่น ดูจำนวนบันทึกเสนอบางแห่งสูงมาก บางแห่งน้อย เพราะอะไร หรือในการประชุมของ สพฐ.ทุกวันอังคาร เราใช้เวลาในเรื่องใดมากที่สุด สำหรับส่วนกลางก็มีความพยายามนำ ICT มาพัฒนาการทำงานมากมายเพื่อไปให้ถึง e-office กำลังพยายามคิด (๓) การคิดสิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ หรือยุบรวมของเก่าด้วย ต้องทบทวน (๔)ภารกิจโรงเรียน ๔ แบบ ต้องทบทวนว่าเราทำตามนี้ไหม (๕) การมีส่วนร่วม 5 ระดับ ทำให้ได้คิดว่า เรามาประชุมนี้เข้าระดับไหน ให้ข้อมูล หรือยัง ให้คำปรึกษาแนะนำ ฯลฯ การ involve คือจับมือกัน, collaboration เป็นการเอานิ้วประสานด้วย, empowerment ต้องลงมือช่วยทำด้วย ในการตั้งกองทุนครูก็เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความมีส่วนร่วม เราจะสร้างได้ในระดับไหน ลองพยายามคิดตาม รองเลขาธิการ กพฐ. นายเสน่ห์ ขาวโต มาย้ำถึงการรักษาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง อ.ก.ค.ศ. เขต มัธยมศึกษา และ ผู้แทน ก.ค.ศ. นอกจากนั้นยังย้ำถึงกิจกรรมตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวคือ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔ จะมีกิจกรรมชี้แจงแก่ครูบรรจุใหม่ ๒๕๐๐ คน (ยกเว้นภาคกลาง) และครูประจำการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ๒,๗๐๐ คน ให้ไปฟังนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกรัฐมนตรี สำหรับปทุมธานี เขต ๑ สพฐ.กำหนดให้ครูประจำการไปร่วมรายการนี้ ๓๐๐ คน วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๔ การรณรงค์กองทุนพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวัตถุประสงค์จัดตั้งอย่างไรนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะมาชี้แจง สพฐ.จะรณรงค์ทาง T.V. ช่อง 11 ในวันที่ ๑๕-๑๖-๑๗ มกราคม ๒๕๕๔ โดย สพฐ.และสภาการศึกษาเป็นเจ้าภาพ วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๔ จะถ่ายทอดสด เวลา ๑๐.๑๒ น. การรณรงค์อาจเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นและหลังวันที่ 15 มกราคมด้วย เพื่อรวบรวมเงินเข้ากองทุนให้มากที่สุด แนวทางรณรงค์นั้นขอให้เขตฯ เป็นหลักทำ 2 ส่วน คือ ทำในกลุ่มครู และในส่วนที่เป็นบุคลากร/บุคคลภายนอก การลดหย่อนภาษี ออกเป็นประกาศกระทรวงก่อนและจะออกเป็นกฎหมายภายหลัง ผู้บริจาคสามารถนำเอกสารหลักฐานไปขอคืนภาษีได้ โดย สพฐ.จะออกแบบใบแทนใบเสร็จให้ และใบแทนนี้นำไปคืนภาษีไม่ได้ต้องใช้ใบเสร็จ ซึ่งผู้บริหารกองทุนเท่านั้น เป็นผู้ออกให้ จึงขอให้กรอกรายละเอียดผู้บริจาคให้มากที่สุด วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔ เป็นการจัดงานวันครูทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ถือเป็นปีที่มีความสำคัญเนื่องจากรัฐบาลได้ถวายพระราชสมัญญานามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน”
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้บรรยายให้ข้อคิดในการทำงานหลายเรื่อง การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงนี้มีกิจกรรมหลายเรื่องที่ขอซักซ้อมความเข้าใจ กระชับประเด็นในการดำเนินการต่อไป มี 3 ส่วน คือ (๑) การขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่สากล ในฐานะเป็นผู้บริหาร CEO ในเขต จึงเพียงนำข้อคิดมาให้ท่านพิจารณาว่าถูกต้องเหมาะสมเพียงใด (๒) การขับเคลื่อนจุดเน้น จะหารือแบบประชุมโต๊ะกลม โดยให้รายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนทั้ง 10 จุดเน้น (๓) ประเด็นเร่งด่วน ๔ เรื่องที่ขอหารือ คือ การรับนักเรียน การเตรียมการในกิจกรรมวันครู ๑๔- ๑๗ มกราคม ๒๕๕๔ โดยเฉพาะการระดมทุนในการพัฒนาครู การเตรียมการและซักซ้อมงานศิลปหัตถกรรมปี ๒๕๕๔ มี Symposium ครูเพิ่มเติมมา สพฐ. จะพยายามเน้นกิจกรรมที่ให้ครูมีเวทีแสดงผลงาน มีใบเกียรติบัตรให้ครูตามผลงานเชื่อมโยงความก้าวหน้า โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ให้คนที่ไม่เคยไปได้รับทราบคนที่ไปแล้วก็มาพูดคุยประสบการณ์ที่ได้รับให้บุคคลทั่วไปรับทราบ
ประเด็นที่หนึ่ง การขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป้าหมายไปสู่สากล ต้องมีเวลาทบทวนที่ทำไปแล้ว มีบทเรียนอะไรบ้าง ที่รู้สึกคล้ายกันคือ เราทำงานหนักแต่ผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจหรือยัง หรือทำมากได้ผลน้อย เพราะมีตัวเลขผลสัมฤทธิ์การเรียนที่ลดลง ต้องช่วยกันคิดและตีกรอบเพื่อฟันฝ่าออกไปให้ได้ จึงขอให้ช่วยกันทบทวน เราจำเป็นต้องมีแผนที่เดินทาง ป้องกันการหลงทาง หาเส้นทางที่ดีที่สุดสอดคล้องกับศักยภาพ คือมี Roadmap ของเขต ของโรงเรียน ซึ่งต่างจากของ สพฐ. แต่ทุกเส้นทางมาบรรจบกัน โดยมีหลักกิโลเมตรกำหนดไว้ ในแต่ละปี คือภายใน 2555 ต้องทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เป้าหมายต้องชัดเจนก่อน คือ ผู้เรียน คาดให้เป็นผู้เรียนมีคุณภาพ มีความสุข ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวประกอบที่เกิดขึ้นระหว่างทางเป็นตัวสำคัญ คือ วัฒนธรรม การเรียนรู้ใหม่ ซึ่งไม่ง่ายและมองไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่ามีส่วนที่เข้าใจตรงกัน คือ ผ่านการปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ ถ้าเอาแบบมาตรฐานสากลมาถอด ก็จะเห็นว่าเน้นผู้เรียนให้คิดเป็นสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ได้ ความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม คือ ไม่ลืมทั้ง IQ และ EQ จึงต้องจัด Theory of Knowledge มีกระบวนการผ่านโครงงาน และในปี ๒๕๕๓ ครูต้องเป็นครู มืออาชีพ โรงเรียนสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง มีประชาชน สาธารณชนเป็นตัววัด ตั้งเป้าไว้สูงมาก แต่บริบทไม่เป็นอย่างที่หวังจึงเป็นการศึกษาอุดมคติ (Edutopia) เราอยู่ในข้อจำกัดมากมาย จำเป็นต้องประเมินความเป็นไปได้ โดยมีแผน แผนที่ดี คือ สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา แต่ต้องไขปัญหาให้ออกเสียก่อน จาก Black Box คือ กล่องปริศนาที่ต้องไขให้ออก เพื่อรู้สภาวะต่าง ๆ ไปวิเคราะห์ Black Box ทางการศึกษาอยู่ที่ไหน การศึกษามี Input Process และ Outcome ซึ่ง Process คือ Black Box ที่ได้อย่างที่ต้องการ การปฏิรูปในทศวรรษแรก มีเข็มทิศเดินทางโดยมีการวิจัยเป็นตัวนำ มี 42 เรื่อง จึงเกิด พรบ.การศึกษาชาติ 9 หมวด ในทศวรรษนี้ มีผลงานวิจัยกี่ชิ้น ที่จะมาเป็นตัวชี้นำ แต่เราประเมินจากความรู้สึกว่าจะทำตามแนวเดิมแต่ 4 ใหม่ แต่มี Input อะไรใหม่ ไม่ชัดเจน จึงขอเสนอว่าอะไรคือ ปัจจัยสำคัญต่อการปฏิรูปให้สำเร็จ เงิน ถ้าตั้งสมมุติฐานอย่างนี้ โอกาสที่รัฐจะตอบสนองได้หรือไม่ ในทศวรรษ ที่ผ่านมา เกิดกระเสการปฏิรูปทั่วโลก ในรอบ 1 ปีที่ผ่านไป ได้สำรวจการลงทุนการศึกษา พบว่า ลงทุน 2 Trillion dollars (1 ล้านล้านดอลล่าร์) เป็นเงินมหาศาล แต่ผลเกิดขึ้นเป็นที่น่าผิดหวังทั่วโลก แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดคือ ความเหลื่อมล้ำ คือ ช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาและด้อยพัฒนาเร็วขึ้น แม้ในประเทศเดียวกัน ประมาณ 1% ของเด็กเก่งสุดของอาฟริกาและตะวันออกกลาง เท่ากับระดับเฉลี่ย(ปานกลาง)ของสิงคโปร์ สิงคโปร์ลงทุนการศึกษาเท่าไร จากการศึกษาของ OECD ใน 30 ประเทศ สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 28 ในการลงทุนทางการศึกษา แต่คุณภาพอยู่ในระดับต้น จึงแสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ใช้เงินเป็น ตัวอย่างประเทศอังกฤษ ปฏิรูปมีองค์ประกอบเหมือนของประเทศไทย ทำมาแล้ว 5 ทศวรรษ แต่จากผลการประเมินไม่พบความเปลี่ยนแปลงมากนัก ประเทศอเมริกา เป็นต้นแบบการกระจายอำนาจ และลดขนาดชั้นเรียน คือ S/T และ Class Size ให้อิสระโรงเรียนมี Charter School แต่ผลการประเมินก็ไม่ดีขึ้น การยกตัวอย่างนี้ เพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่แต่เพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้น คำตอบสุดท้ายจากผลงานวิจัย คือ “You can’t improve Student learning without improving instruction” แสดงว่างบประมาณเท่าไร ระบบบริหารจัดการอย่างไร ถ้าไม่สามารถโยงปัจจัยกระบวนการเหล่านั้นไปสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ก็ไปไม่ถึงความสำเร็จ ดังนั้น ใครว่าการสอนของครูไม่สำคัญ ขอยกการวิจัยเหล่านี้มาคัดค้าน คือ มีรายงานของ Mc. Kinsey บอกว่าการลดขนาดชั้นเรียนอาจมีผลในช่วงชั้นต้น ๆ เท่านั้น แต่ ม.ต้น และ ม.ปลาย ความสำคัญของขนาดชั้นเรียนลดความสำคัญลง ถ้าเราเข้าใจ ดังนั้นเราก็อาจจะจัดการได้ และปัจจัยอิทธิพลจากชั้นเรียนไม่เท่ากับอิทธิพลจากประสิทธิภาพครู กรณีจาก Tennessee ติดตามผลเกิดกับเด็กที่มีบริบทเหมือนกัน A เรียนกับครูเก่ง B เรียนกับครูอ่อน 3 ปีผ่านไป 2 คนที่เริ่มต้นเหมือนกัน ห่างกัน 50 % ดังนั้น การที่เด็กประถมศึกษาได้เรียนกับครูอ่อนเป็นการสูญเสียที่เรียกคืนไม่ได้ หรือ “กว่าจะถึง ม.ปลายก็สายเสียแล้ว” ทั้ง 2 ระดับการศึกษามีความสำคัญไม่ต่างกัน แต่มีจุดเน้นต่างกัน จึงต้องเตรียมความพร้อมของเด็กประถมเพื่อส่งต่อให้ระดับมัธยม การสอนซ่อมเสริม ช่วยให้สำเร็จมากเพียงใด งานวิจัยที่อังกฤษ พบว่า เด็กไม่ผ่านเกณฑ์อ่านเขียน เมื่ออายุ 11 ปี มีโอกาสเพียง 25% ที่จะฟื้นฟูเมื่อถึงอายุ 14 สรุป เงินและการบริหารจัดการไม่ใช่ปัจจัยอย่างเดียว ต้องเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นไปสู่ Instruction ให้ความสำคัญกับการวางพื้นฐานนักเรียนทุกคน ประเทศสิงคโปร์ลงทุนน้อยได้ผลมาก เพราะเขาลงทุนที่ปฐมวัย/ประถมศึกษา โครงการ TIMSS หาปัจจัยร่วมของประเทศที่สำเร็จ พบว่ามี 3 องค์ประกอบ ให้คนเก่งมาเป็นครู พัฒนาคนเก่งให้เป็นครูเก่ง จัดระบบสนับสนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กทุกคนได้เรียนกับครูเก่งประเทศไทยเราจะทำอย่างไรให้เกิดสภาพที่พึงประสงค์ ต้องปรับการจัดสรรงบประมาณ ต้องปรับการบริหาร และต้องปรับระบบแรงจูงใจ ข้อเสนอประเด็นให้ทุกคนช่วยกันพิจารณา จะทำอย่างไร (๑) ทำอย่างไรจะช่วยลดความเหลื่อล้ำระหว่างเด็ก โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา (๒) การบริหารจัดการ จะให้อิสระแต่ต้องควบคู่กับความรับผิดชอบ และใช้ความอิสระให้เกิดประโยชน์ได้จริง ความอิสระกับความรับผิดชอบต้องเป็นเงาตามตัว (๓) เขตต้องมีบทบาทหลักสำคัญในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดแคลน (๔) สพฐ.ลดข้อกำหนดและเงื่อนไข แต่เพิ่มการกำกับติดตามให้มากขึ้น (๕) ระบบแรงจูงใจ ให้รางวัลตามผลงาน ไม่ใช่เฉลี่ยความสุข คือ ต้องมีอำนาจจำแนกความตั้งใจในการทำงาน ให้เกิดวัฒนธรรมคุณธรรม (๖) ICT ลงทุนไปมาก และเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ขอยืนยันว่ายังไม่ลดความสำคัญของครู “Quality of Education cannot exceed quality of teachers” คุณภาพการศึกษาไม่สามารถสูงกว่าคุณภาพของครู ครูไม่สามารถให้ในสิ่งที่ครูไม่มี ถ้าครูไม่มีความรู้ ก็ไม่มีความรู้ให้ผู้เรียน ดังนั้น หลายประเทศชั้นนำที่มีผลการศึกษาสูง จึงมีวิธีการเลือกครูจากประชากรกลุ่มบน และปลดครูไม่ดีออกจากระบบ ซึ่งประเทศไทยทำได้ยาก เงินเดือน ไม่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกครู ยกเว้นเงินเดือนเริ่มต้นที่จะ จูงใจให้คนเป็นครู ซึ่งเราทำได้ยาก เมื่อความสำคัญอยู่ที่ Instruction เราจะปรับปรุงได้อย่างไร การเรียน การสอนที่มีคุณภาพคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน มี 4 องค์ประกอบ ที่ทำให้เกิดการ Improvement of Instruction ระบบพี่เลี้ยง (coaching) การวิจัยในชั้นเรียน ภาวะผู้นำในโรงเรียน การให้ครูรู้เรียนรู้จากกันและกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญระบบพี่เลี้ยงมาก ครูบรรจุใหม่จะมีพี่เลี้ยงแนะนำสัปดาห์ละ 2 วัน นาน 1 ปี โดยเชื่อว่า “การจะได้ครูดี ต้องคัดครูดีมาเป็นผู้ฝึก” และเชื่อว่าการจะได้ผู้บริหารที่ดี ต้องคัดครูดีมาเป็นครูใหญ่ เพราะเข้าใจความต้องการของเพื่อนครู เพราะ ผลวิจัยพบว่าโรงเรียนดี ครูใหญ่ใช้เวลา 80% ในการปรับปรุงการสอนของเพื่อนครูโดยการสาธิต และโรงเรียนนานาชาติ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินตรวจการสอนของครู สิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น คือ การปล่อยให้ครูทำงานโดยลำพัง ต้องสร้างวัฒนธรรม ความร่วมมือในโรงเรียน ทั้งหมดอยากให้เราลองถอยออกมาแล้ว มองย้อนเข้าไปว่าจะหาทางเดินไปข้างหน้าร่วมกันอย่างไร
บ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมามอบนโยบายและภารกิจเร่งด่วนที่ย้ำมากถึงกับต้องย้ายหากมีการเรียกเก็บแปะเจี๊ยะ เรื่องที่สองการระดมเงินเข้ากองทุนพัฒนาครูให้ได้ ๘๔ ล้านบาท ซึ่งจะมีกิจกรรมระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๗ มกราคม ๒๕๕๔ ณ เมืองทองธานี
วันศุกร์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ มีการประชุมต่อจากเมื่อวานนี้ ท่านรองฯ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เป็นผู้กำกับการประชุม ภาคเช้าคุณขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บรรยายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เที่ยงปิดประชุม เดินทางกลับสำนักงานเขต ทำงานเอกสารต่อจนเย็น คณะหญิงเหล็ก มารวมพลฉลองปีใหม่กันที่สโมสร ต่างคนต่างนำอาหารมาสมทบ บรรยากาศเป็นกันเอง ประมาณ ๕ ทุ่มจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
สัปดาห์นี้นั่งมองภาพพ่อท่านคล้าย ที่ได้รับมาเมื่อหลายปีก่อน ลองค้นประวัติมาอ่าน จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง

พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (คล้าย จนฺทสุวณฺโณ) พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดสวนขันและวัดพระธาตุน้อย
สถานะเดิม
พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เดิมชื่อ คล้าย สีนิล เกิดวันที่ 27 มีนาคม 2419 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีชวด จ.ศ.1238 ร.ศ.95 ที่บ้านโคกทือ ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอินทร์ นางเหนี่ยว สีนิล มีพี่สาว 1 คน ชื่อนางเพ็ง ลักษณะนิสัย เป็นคนมีมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดาและครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด สุภาพ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย นิสัยอ่อนโยนละมุนละไม จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ครูอาจารย์และญาติมิตรเป็นอันมาก
เมื่ออายุ ๑๕ ปี ประสบอุบัติเหตุในการถางป่าทำไร่กระดูกปลายเท้า สามนิ้วแตกละเอียด รักษาไม่หาย ด้วยกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว พ่อท่านคล้ายได้ใช้มีดตัดปลายเท้าออกด้วยตัวเอง และใช้ยาพอกจนหายเป็นปกติ ขาของพ่อท่านคล้ายนั้นเสียข้างหนึ่ง คือ ขาด้านซ้ายขาดตั้งแต่ตาตุ่มลงไป (เสียตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดนต้นไม้ทับที่บ้านญาติของท่านที่ จ.กระบี่ ขาเป็นหนองเลยต้องตัดทิ้ง โดยท่านใช้มีดปาดตาลตัดเอง) ท่านเลยต้องใส่กระบอกไม้ไผ่แทน
พ่อท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2438 (อายุ 19 ปี) บรรพชาที่วัดจันดี ต.หลักช้าง บรรพชาโดยอาจารย์ พระอธิการจันเจ้าอาวาสวัดจันดี (ทุ่งปอน) และพ่อท่านสามารถท่อง พระปาฏิโมกข์จนได้แม่นยำ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุทกุกเขปสีมา หรือศาลาน้ำ ได้รับฉายาว่า จนฺทสุวณฺโณ โดยมีพระครูกราย คงคสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดหาดสูง เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้ไปจำพรรษา อยู่ที่วัดทุ่งปอน หรือวัดจันดี
การศึกษา
การศึกษาเบื้องต้น พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เริ่มศึกษาเบื้องต้นที่บ้าน โดยบิดาเป็นผู้สอน เรียนวิชาคำนวณ และวิชาอักษรโบราณ จนสามารถอ่านออกเขียนชำนาญ ทั้งหนังสือไทยและหนังสือขอม ต่อมาศึกษาต่อในสำนักนายขำ ที่วัดทุ่งปอน บ้านโคกทือ จนจบหลักสูตร ต่อมาได้ไปฝึกหัดเล่นหนังตะลุงกับนายทองสาก ประกอบกับพ่อท่านคล้ายมีหน้าตาดี น้ำเสียงไพเราะ จึงมีคนติดใจการเล่นหนังตะลุงของท่านมากการศึกษาสมัยอุปสมบท เมื่อบวชเป็นพระสงฆ์ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ศึกษาภาษาบาลี (มูลกัจจายนะ) ณ สำนักวัดหน้าพระบรมธาตุฯ โดยมีพระครูกาแก้ว (ศรี) เป็นอาจารย์ ต่อมาได้ศึกษาทางวิปัสสนากัมมัฎฐานที่สำนักวัดสามพัน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีอาจารย์หนูเจ้าอาวาสเป็นผู้สอน
ผลงานและเกียรติคุณสมณศักดิ์
ได้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูพิศิษฐ์อรรถการในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นพิเศษในนามสมณศักดิ์เดิม แต่ประชาชนทั่วไปเรียกท่านตามชื่อเดิมว่า พ่อท่านคล้าย
ตำแหน่ง
- ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนขัน ตำบลละอาย อำเภอฉวาง ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ จนมรณภาพ
- เป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุน้อย ใน พ.ศ.๒๕๐๐ เนื่องจากมีการสร้างถนนผ่านกลางวัดจันดีหรือวัดทุ่งปอน ทำให้วัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ประชาชนได้ประชุมตกลงสร้างวัดใหม่ในเนื้อที่ที่แยกออกไป เรียกว่า วัดพระธาตุน้อย และแต่งตั้งให้พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นเจ้าอาวาส เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว วัดนี้ก็เป็นที่ประดิษฐานสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว
ผลงานที่สำคัญงานด้านศาสนา
พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นผู้นำในการสร้างวัดพระเจดีย์ พระพุทธรูป และร่วมกันในการปฏิสังขรณ์บูรณะศาสนสถานเป็นจำนวนมาก ผลงานสำคัญ ดังเช่นสร้างวัด พ่อท่านคล้ายเห็นความสำคัญของปูชนียสถาน จึงได้สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ วัดมะปรางงาม ตำบลละอาย อำเภอฉวาง ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๐ ทายาทอึ่งค่ายท่าย ถวายที่ดินใกล้ตลาดนาบอน จึงสร้างวัดขึ้นเรียกชื่อตามสมณศักดิ์ว่า วัดพิศิษฐ์อรรถการาม และวัดที่สำคัญที่สุดคือวัดพระธาตุน้อย หรือคนทั่วไปเรียกว่า วัดพ่อท่านคล้าย พระครูพิศิษฐ์อรรถการได้สร้างขึ้นใหม่ และสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ไว้เป็นอนุสรณ์ โดยยึดรูปแบบมาจากวัดพระมหาธาตุทั้งหมด การก่อสร้างสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ สร้างพระเจดีย์ พ่อท่านคล้ายได้สร้างพระเจดีย์ไว้หลายองค์ ได้แก่ เจดีย์วัดสวนขัน เจดีย์บ้านควรสวรรค์ ตำบลนาแว อำเภอฉวาง เจดีย์วัดยางค้อม อำเภอพิปูน และที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้แก่ เจดีย์วัดสวนขันอำเภอพระแสง และเจดีย์หน้าถ้ำขมิ้น บนภูเขาอำเภอนาสาร
งานด้านพัฒนาท้องถิ่น
พ่อท่านคล้าย จัดได้ว่าเป็นนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ตลอดชีวิต ทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ได้เดินทางไปพัฒนาในที่ต่าง ๆ มากมาย สร้างถนน สะพานมากมาย ด้วยเมตตาบารมีและความเคารพศรัทธาของศิษย์และประชาชน ดังเช่น
สร้างถนนเข้าวัดจันดี
ถนนจากตำบลละอายไปพิปูน
ถนนจากวัดสวนขันไปยังสถานีรถไฟคลองจันดี
ถนนจากตำบลละอายไปนาแว
ถนนระหว่างหมู่บ้านในตำบลละอาย
สะพานข้ามคลองคุดด้วนเข้าวัดสวนขัน
สะพานข้ามแม่น้ำตาปีจากตลาดทานพอไปนาแว
สะพานข้ามคลองเสหลา หน้าวัดมะปรางงาม
สะพานข้ามคลองจันดี เป็นต้น
ด้านความมีเมตตาและวาจาสิทธิ์
ศิษย์ยานุศิษย์และประชาชนที่เคารพนับถือ ศรัทธาพ่อท่านคล้ายได้เชื่อถือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น พ่อท่านคล้ายจะพูดจากับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและแจ่มใสอารมณ์เยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ท่านมักจะให้พรกับทุกคน "ขอให้เป็นสุข เป็นสุข" ผู้ที่เคารพนับถือท่านต่างพากันกลัวคำตำหนิ เพราะผู้ที่ถูกตำหนิทุกรายล้วนแต่พบความวิบัติ คนส่วนมากจึงหวังที่จะได้รับคำอวยพร เพราะคำเหล่านั้นเป็นการพยากรณ์ที่แม่นยำทั้งในทางดีและทางเสื่อมเสีย
คนที่ไปนมัสการหวังที่จะได้วัตถุมงคล บ้างขอน้ำมนต์ ชานหมาก แหวน ผ้ายันต์ เหรียญ รูปหล่อ รูปพิมพ์ ซึ่งพ่อท่านคล้ายก็ได้มีเมตตาให้กับทุกคน ยิ่งชานหมากของท่านหากใครได้รับจากมือท่านเป็นต้องหวงแหนอย่างที่สุด
มรณภาพ
พ่อท่านคล้ายมรณภาพด้วยโรคหืด เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ..ศ. ๒๕๑๓ รวมอายุได้ ๙๖ ปี เมื่อบำเพ็ญกุศลครบ ๑๐๐ วัน จึงได้บรรจุสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานอยู่ในองค์พระเจดีย์ในวัดพระธาตุน้อยจนถึงปัจจุบัน
กำจัด คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑
ผู้บริหารที่ดี ต้องมาจากครูดี ถึงพร้อมทั้ง IQ และEQ และที่สำคัญต้องมีความเที่ยงธรรม ยึดถือผลงานมากกว่าอคติส่วนตัว ถ้ายังติดอยู่ในบ่วงของอคติ เลือกปฏิบัติ เป็นผู้บริหารระดับไหน เก่งทฤษฎีปานใด ก็ย่อมไม่ได้รับความศรัทธา
..................ให้คนเก่งมาเป็นครู พัฒนาคนเก่งให้เป็นครูเก่ง จัดระบบสนับสนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้กับเด็กทุกคน เป็นข้อความที่ดีมากเลยค่ะ ถ้าทำแบบนี้ได้ประเทศเราก็คงเจริญน่าดูเลยนะค่ะ แต่เท่าที่เห็นในปัจจุบันจากการที่มีเพื่อนบรรจุครู ไม่ได้อะไรมากเลยขอแค่มีเงินซึ่งดิฉันได้ประสบกับตนเองเขามาชวนแต่เราคิดว่าเราสอบไปเรื่อยๆดีกว่าเป้นความสามารถของเราแต่วิชาเอกของเราเป็นสาขาที่ไม่ค่อยเรียกบรรจุเท่าไหร่ก็เลยต้องทำงานในสังกัด สช. มาเรื่อยๆแต่ก้เป็นการได้รับประสบการณ์ดีๆหลายอย่างครูเอกชนต้องทำเป็นทุกอย่าง งานหนักไหม๊ก็ไม่หนักถ้าเราแบ่งเวลาเป็น แต่ขอแสดงความคิดเห็นในบางเขตพื้นที่มันเป็นความจริง ระบบอุปถัมภ์เยอะมากแล้วอย่างนี้คนที่ไม่มีความรู้ไปสอนเด็ก ถ้าลองคิดเป็นลูกหลานจะเป็นอย่างไร ได้อ่านเรื่องเล่าของท่าน ในข้อความนี้ ดิฉันขออนุญาตแสดงความคิดเห็นแค่นี้แหล่ะค่ะ เพราะเจอมากับตัวเองเลย สงสารเด็กๆเหมือนกัน
สุดท้ายขอให้ท่านผอ. รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะรู้สึกว่าท่านไม่ค่อยว่างเลย ปีใหม่นี้ขอให้ท่านโชคดีตลอดปีและตลอดไปนะค่ะ
ท่านค่ะ ไม่มีแนวโน้มเรื่องการเรียกบรรจุแล้วเหรอค่ะ
สำรองเรียกไปแล้ว และจะเรียกบรรจุไปเรื่อย ๆ ครับ
ขอขอบพระคุณมากค่ะสำหรับคำตอบ ท่านค่ะ พอดีดิฉันได้รับจดหมายแล้วให้รายงานตัว แต่มีปัญหาเรื่องหนึ่งคือว่าใบประกอบวิชาชีพซึ่งหมดอายุแต่ได้ดำเนินการต่ออายุไปแล้วในหน่วยงานของโรงเรียนจะมีปัญหาไหม๊ค่ะเพราะว่าในหนังสือแจ้งว่าต้องไม่หมดอายุ แต่ดิฉันทำเรื่องไปนานแล้วแต่ยังไม่ได้บัตรใหม่เลย กังวลมากค่ะกลัวมีปัญหาเพราะวันที่ 18 ม.ค 54 นี้จะต้องไปรายงานตัวแล้ว เอกการประถมลำดับที่ 31 ค่ะ ขอขอบพระคุณมากค่ะ
ข้อมูลที่น่าคิด
ผลการแข่งขันทักษะวิชาการศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 60
สพป.ปทุมธานี เขต 1
ปฐมวัย 1 ประถม 11 มัธยม (ขยายโอกาส) 2
สพป.ปทุมธานี เขต 2
ประถม 7
สพม.ปทุมธานี เขต 1 = 22 ประเภท สพม.ปทุมธานี เขต 2 = 28 ประเภม