ความหมายและขอบเขตของการป้องกันอาชญากรรม (ตอนที่ 1)


นัทธี  จิตสว่าง

การให้ความหมายหรือคำจำกัดความของคำว่า “การป้องกันอาชญากรรม”  นั้น ก่อให้เกิดความสับสนและความยุ่งยากพอสมควร ทั้งนี้เพราะจำกัดความของผู้ให้แต่ละท่านจะแตกต่างกันออกไปเป็นจำนวนที่มากพอๆ กับจำนวนของผู้ให้คำจำกัดความดังกล่าวนั้น  ดังจะเห็นได้จากคำจำกัดความของคำว่าการป้องกันอาชญากรรม ในตำราอาชญาวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอาชญากรรมโดยตรงหลายเล่มเช่น Sutherland and Cressey  (1968: 590)ได้ให้ความหมายของการป้องกันอาชญากรรมว่า ความพยายามที่จะสกัดกันล่วงหน้ามิให้อาชญากรรมเกิดขึ้น ในขณะที่การปฏิรูปแก้ไขหมายถึงการลดการกระทำผิดซ้ำสอง  ส่วน Reckless (1967: 773) ให้ความหมายของการป้องกันอาชญากรรมว่า  เป็นความพยายามที่จะทำให้ปัญหาสภาพมิให้เกิดขึ้น ขณะที่ Whisenand (1977) พยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการให้ความหมายของการป้องกันอาชญากรรม  โดยเพียงแต่กล่าวว่าการป้องกันอาชญากรรมเป็นกิจกรรมซึ่งเกิดขึ้นภายในกระบวนการยุติธรรมและในชุมชน เขายังยอมรับอีกว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดของหนังสือของเขาก็คือการตอบคำถามที่ว่า อะไรคือการป้องกันอาชญากรรม ดังนั้นนักอาชญาวิทยาบางคนเช่น Jeffery (1971)  จึงได้หันไปใช้คำว่า การควบคุมอาชญากรรมแทนในขณะที่บางคนเช่น Newman (1971) และ Palmer (1973) ไม่ได้ให้คำจำกัดความของการป้องกันอาชญากรรมไว้เลย 

ปัญหาที่ตามมาก็คือว่า  อย่างไรจึงจะเรียกว่าการป้องกันอาชญากรรม  และอย่างไรจึงจะเป็นการควบคุมอาชญากรรม เกี่ยวกับเรื่องนี้การให้ความหมายที่แตกต่างกันของคำทั้งสองอย่างเป็นทางการอาจพิจารณาได้จากการให้ความหมายของฝ่ายกระบวนการยุติธรรมแห่งกรุงนิวยอร์ค  (New York State Division of Criminal Justice Services 1975: lll-C-42) ซึ่งระบุว่า

“ควบคุม” หมายถึง  กิจกรรมต่างๆ  (สืบสวน  จับกุม  ฟ้องร้อง  ตัดสิน)  ที่สังคมตอบสนองต่อการกระทำผิดที่เกิดขึ้น...  “การป้องกัน” เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของสังคมซึ่งจัดขึ้นเพื่อจำกัดการเกิดขึ้นของพฤติกรรมอาชญากรรม โดยเข้าแทรกแซงขบวนการทางสังคม จิตวิทยาและสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจะสนับสนุนให้เกิดอาชญากรรม และโดยการสนับสนุนกระบวนการซึ่งก่อให้เกิดพฤติกรรมในการปฏิบัติตามกฎหมายดูเหมือนว่า จากการให้ความหมายดังกล่าว   ก็ยังไม่ทำให้เราสามารถเข้าใจถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนอยู่ดี   Allen et.  al. (1981: 272) จึงพยายามจะแยกว่าการป้องกันหมายถึง  ความพยายามหรือการเตรียมการหรือยับยั้งการกระทำผิดมิให้เกิดขึ้น ในขณะที่การควบคุมหมายถึง การเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมภายหลังจากที่อาชญากรรมได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นงานของตำรวจบางอย่างเช่น งานสายตรวจ หรืองานฝึกอาชีพเด็กและเยาวชน จึงถูกจัดว่าเป็นมาตรการในการป้องกัน  ในขณะที่การจับกุม  สืบสวน  เน้นการควบคุม  อย่างไรก็ตามข้อโต้แย้งก็อาจเกิดขึ้นได้ว่าออย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการกระทำก่อนอาชญากรรมเกิด  หรืออย่างไรเป็นการกระทำหลังอาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว  ยกตัวอย่างเช่น การจำคุกผู้ต้องโทษ หรือการจับกุมผู้กระทำผิด อาจจะจัดได้ว่าเป็นการกระทำหลังจากที่ผู้กระทำผิดดังกล่าวได้กระทำผิดไปแล้ว แต่ถ้าจะพิจารณาต่อไปถึงอนาคต  การจับกุมผู้กระทำผิดก็ดีหรือการจำคุก ผู้ต้องโทษก็ดี ก็เป็นการทำให้ผู้ต้องโทษหรือบุคคลทั่วไปเกิดความเกรงกลัวไม่กล้ากระทำผิดขึ้นอีก ก็เท่ากับเป็นการป้องกันอาชญากรรมมิให้เกิดขึ้นในอนาคตเช่นกัน  ดังนั้น  Allen  et.  al.  (1981: 272) จึงเสนอว่าความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ว่าการป้องกันเน้นในเรื่องของการขจัดหรือลดการเกิดอาชญากรรม  ส่วนการควบคุมเป็นในเรื่องการทำให้ปริมาณของอาชญากรรมอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้หรือมีผลกระทบต่อสังคมน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความสับสนดังกล่าว นักอาชญาวิทยาในระยะหลังจึงได้หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงความหมายหรือคำจำกัดความ โดยหันไปพิจารณาถึงระดับหรือขอบเขตของการป้องกันอาชญากรรมแทนเช่น Shak (1972: 2148) ได้ประยุกต์ระดับของการป้องกันของงานสาธารณสุขมาใช้กับการป้องกันอาชญากรรม โดยได้แบ่งระดับของการป้องกันเป็น  3  ระดับคือ การป้องกันระดับแรก  ระดับที่สองและระดับที่สาม  ในการป้องกันระดับแรกในทางสาธารณสุข หมายถึง การป้องกันโรคติดต่อ โดยเน้นสุขภาพอนามัย การปลูกฝี  ฉีดยา  การระวังเรื่องน้ำดื่ม  น้ำใช้  สำหรับในทางอาชญาวิทยาหมายถึง การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะของกลุ่มคนที่มีปัญหา  ในระดับที่สอง เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกผู้เริ่มมีอาการป่วยออกจากผู้อื่น ในทางอาชญาวิทยา  เน้นที่การแยกเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีแนวโน้มที่จะกระทำผิด  หรือมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่ไม่ร้ายแรง  เพื่อให้การเอาใจใส่โดยเฉพาะ  และในระดับที่สาม  งานสาธารณสุขเน้นในเรื่องการบำบัดรักษาผู้ที่ป่วย ในทางอาชญาวิทยาเน้นในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด  เพื่อมิให้กระทำผิดซ้ำอีก

C.R. Jeffery (1971, 19 - 21)  เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้แบ่งการป้องกันอาชญากรรมออกเป็น  3  มิติด้วยกันกล่าวคือ

  • มิติที่ 1  การป้องกันที่เน้นสภาพแวดล้อม และการป้องกันที่เน้นตัวอาชญากร ทั้งนี้โดยการป้องกันที่สภาพแวดล้อมจะเป็นการป้องกันทั้งสภาพแวดล้อมทางสังคมและสภาพแวดล้อมทางกายภาพเช่น การใช้อุปกรณ์เครื่องมือในการป้องกัน แต่การป้องกันที่ตัวอาชญากรจะเป็นการป้องกันที่เน้นมิให้เกิดอาชญากร เช่น การฝึกอาชีพ  การข่มขวัญและยับยั้งมิให้กระทำผิด  เป็นต้น
  • มิติที่ 2 การป้องกันทางตรงและการป้องกันทางอ้อม โดยในการป้องกันโดยตรงนั้นเป็นการป้องกันที่เกี่ยวกับการตัดช่องโอกาสในการกระทำผิด ในขณะที่การป้องกันทางอ้อมเป็นการป้องกันที่ทำให้ผู้มีแนวโน้มจะกระทำผิด ไม่ไปกระทำผิดในอนาคตเช่น การคุมประพฤติการฝึกอาชีพและการให้การศึกษา เป็นต้น
  • มิติที่ 3 การป้องกันก่อนที่อาชญากรรมจะเกิดและการป้องกันหลังจากที่อาชญากรรมได้เกิดขึ้นแล้ว

สำหรับแนวทางการป้องกันอาชญากรรมที่ Jeffery เสนอนั้นก็คือการป้องกันอาชญากรรมที่เน้นที่สภาพแวดล้อม  ที่เป็นการป้องกันโดยตรงและเป็นการป้องกันก่อนที่อาชญากรรมจะเกิด แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าการป้องกันที่เน้นที่ตัวอาชญากร  การป้องกันโดยอ้อมและการป้องกันอาชญากรรมเกิดขึ้นแล้วจะไม่เรียกว่า การป้องกันอาชญากรรม” เพียงแต่เขาต้องการจะชี้ให้เห็นว่าการป้องกันในแนวใดจะมีประสิทธิภาพกว่ากัน ตัวแบบของ  Jeffery  อาจพิจารณาได้จากตารางที่  1        

 

 

อย่างไรก็ตาม การจัดประเภทและระดับของการป้องกันอาชญากรรม ที่น่าสนใจก็คือ การพิจารณาในแง่ของขอบเขตของการป้องกันอาชญากรรมของ The President,s Commission on Law Enforcement and Administration of Justice (1968: 40)  ซึ่งระบุว่า “การป้องกันอาชญากรรมครอบคลุมถึงกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการขจัดเงื่อนไขทางสังคมที่มีส่วนสัมพันธ์กับอาชญากรรม การปรับปรุงความสามารถของกระบวนการยุติธรรมที่จะสืบหาจับกุม  ตัดสินลงโทษ  และปรับผู้กระทำผิดให้กลับเข้าสู่สังคม  รวมทั้งการลดสภาพการณ์ที่อาชญากรรมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย” จากแนวความคิดดังกล่าวจะเห็นว่า ได้มีการแบ่งแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมไว้ 3 แนวทางด้วยกันคือ การป้องกันโดยการแก้ไขสภาพทางสังคม การป้องกันโดยการลงโทษเพื่อข่มขวัญยับยั้ง และการป้องกันโดยการตัดช่องโอกาสในการกระทำผิด

ตัวแบบดังกล่าวนี้สอดคล้องกับตัวแบบในการป้องกันอาชญากรรมของ Harry Allen et.al. (1981) แม้ว่าจะใช้ชื่อที่แตกต่างกันไปบ้าง กล่าวคือ  Allen  et. al. (1981: 272) ได้พิจารณาแยกตัวแบบในการป้องกันอาชญากรรมออกเป็น  3  แนวทางคือ แนวทางการลงโทษ  แนวทางการแก้ไข  และแนวทางการใช้สิ่งป้องกันภัย  ซึ่งความจริงแล้วแนวทางการแก้ไขก็คือแนวทางการป้องกันโดยการแก้ไขสภาพทางสังคม และแนวทางการใช้สิ่งป้องกันภัยก็คือแนวทางการป้องกันโดยตัดช่องในการกระทำผิด ตัวแบบในการป้องกันโดยตัดช่องในการกระทำผิด ตัวแบบในการป้องกันอาชญากรรมทั้งสามแนวนี้ สามารถติดตามต่อได้ในตอนที่ 2

 
หมายเลขบันทึก: 418748เขียนเมื่อ 7 มกราคม 2011 10:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 17:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี