การแข่งขัน
การแข่งขัน (اَلسِّبَاقُ) หรือ (اَلمُسَابَقَةُ) คือการแข่งขันกันในการขี่ม้าหรืออูฐ เป็นต้น
การแข่งขันเป็นที่อนุมัติโดยมีหลักฐานจากอัส-สุนนะฮฺ และอัล-อิจญฺมาอฺ และต้องปราศจากจากสิ่งต้องห้าม คือ การพนัน การทรมานสัตว์ และการได้สิ่งทดแทนและเดิมพันสำหรับผู้ชนะเพียงคนเดียว
ประเภทของการแข่งขัน
การแข่งขัน มี 2 ชนิด คือ
1. การแข่งขันโดยไม่มีสิ่งทดแทน (اَلْعِوَضُ) ศาสนาอนุมัติ (جَائِزٌ) ให้กระทำได้ เช่น การแข่งขันเดิน แข่งเรือ แข่งนก แข่งลา และแข่งช้าง เป็นต้น และอนุญาตให้แข่งขันมวยปล้ำและการยกก้อนหินเพื่อให้รู้ว่าผู้แข่งขันคนใดแข็งแรงกว่า หลักฐานการแข่งขันชนิดนี้ คือการวิ่งแข่งของท่านนบีฯ กับท่านหญิงอาอิชะฮฺ ซึ่งในครั้งแรกของท่านนบีฯ แพ้ให้กับท่านหญิงอาอิชะฮฺ และในครั้งที่ 2 ท่านชนะ และท่านนบีฯ เคยแข่งมวยปล้ำกับรุกกานะฮฺ และให้ใช้หลักการกิยาสกับการแข่งขันในประเภทอื่น ๆ เทียบเคียงกับสิ่งที่กล่าวมา
2. การแข่งขันโดยมีสิ่งทดแทน (اَلْعِوَضُ) นักวิชาการส่วนใหญ่ (جُمْهُوْرٌ) เห็นว่า ไม่อนุญาตให้แข่งขันโดยมีสิ่งทดแทน นอกจากการยิงธนู ขี่อูฐและม้า อันเป็นการฝึกการใช้อาวุธและการขี่สัตว์พาหนะเพื่อใช้ในยามสงคราม
เงื่อนไขที่อนุญาตให้มีการแข่งขันโดยมีสิ่งทดแทน
1. การแข่งขันนั้นต้องมีประโยชน์ในการญิฮาด คือ การแข่งขันยิงธนู, ขี่อูฐและม้า
2. สิ่งทดแทน (اَلْعِوَضُ) ต้องมาจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ร่วมแข่งขันหรือจากบุคคลที่ 3 เช่น บุคคลหนึ่งกล่าวแก่เพื่อนของเขาว่า “หากท่านเอาชนะฉันได้ ฉันจะมอบสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้แก่ท่านและถ้าหากฉันเอาชนะท่านได้ ท่านก็ไม่ต้องเสียสิ่งใด” หรือ ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่ 3 กล่าวว่า : “คนใดจากท่าน 2 คนชนะ ผู้นั้นย่อมได้สิ่งนั้นสิ่งนี้จากฉัน” ทั้งนี้ในกรณีดังกล่าวไม่มีการพนันอันเป็นที่ต้องห้าม หากแต่การจ่ายสิ่งทดแทนเป็นการให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทน (اَلْمُكَافَحَةُ)
ดังนั้นสิ่งทดแทน (اَلْعِوَضُ) ที่มาจากทั้ง 2 ฝ่าย เรียกว่า การเดิมพัน (اَلرِّهَانُ) ซึ่งการเดิมพันจะใช้ไม่ได้นอกจากต้องมีมุหัลลิ้ล (مُحَلِّلٌ) คือบุคคลที่ 3 ที่ทำให้ข้อห้ามเป็นที่อนุญาต กล่าวคือ มีการยกเลิกข้อตกลงที่ทำเอาไว้และทำให้มันออกจากรูปของการพนันอันเป็นที่ต้องห้าม ดังเช่น ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันในการที่แต่ละฝ่ายจะกำหนดเงินจำนวน 100 บาท หรือหนึ่งใน 2 ฝ่ายกำหนดไว้ 80 บาท อีกฝ่ายหนึ่ง 20 บาท โดยแต่ละฝ่ายจะจ่ายสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แก่บุคคลอื่น (คือบุคคลที่ 3 ที่ร่วมแข่งซึ่งเรียกว่า มุหัลลิล) ซึ่งปรากฏว่าม้าหรืออูฐของเขาทัดเทียม (มีลักษณะเสมอกันและสู้กันในการแข่งขันได้) กับม้าหรืออูฐทั้ง 2 ตัวของทั้ง 2 ฝ่ายแรก เป็นต้น ดังนั้นถ้าหากม้าหรืออูฐของบุคคลที่ 3 (مُحَلِّلٌ) ชนะม้าหรืออูฐของ 2 ฝ่ายแรก บุคคลที่ 3 ก็เอาทรัพย์ทั้ง 2 จากทั้ง 2 ฝ่ายแรก แต่ถ้าหากม้าหรืออูฐของทั้ง 2 ฝ่ายชนะม้าหรืออูฐของบุคคลที่ 3 และม้าหรืออูฐของทั้ง 2 ฝ่ายถึงเส้นชัยพร้อมกัน ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดเป็นสิทธิสำหรับคนหนึ่งเหนืออีกคนหนึ่ง เพราะผู้วางเดิมพันทั้งสองเสมอกัน และเพราะบุคคลที่ 3 (مُحَلِّلٌ) ไม่จำเป็นต้องจ่ายสิ่งใดอันเนื่องจากม้าหรืออูฐของเขาเข้าสู่เส้นชัยทีหลัง (แพ้) และถ้าฝ่ายบุคคลที่ 3 มาถึงเส้นชัยพร้อมกับหนึ่งใน 2 ฝ่ายเป็นอันดับแรก และหนึ่งในสองฝ่ายมาถึงทีหลัง ทรัพย์ของฝ่ายที่ 1 จาก 2 ฝ่ายนั้นก็อยู่พร้อมกับบุคคลที่ 3 และทรัพย์ของฝ่ายที่มาถึงทีหลังจาก 2 ฝ่ายนั้นก็จะถูกนำมาแบ่งเท่า ๆ กันระหว่างบุคคลที่ 3 (مُحَلِّلٌ) กับฝ่ายที่เข้าเส้นชัยพร้อมกัน การแข่งขันในลักษณะที่มีบุคคลที่ 3 เข้ามาร่วมด้วยนี้ถือว่าอนุญาตโดยไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด ดังนั้นการแข่งขันในลักษณะที่ต้องห้ามและถือว่าเป็นการพนันก็คือ การที่แต่ละฝ่ายจากผู้แข่งขัน 2 ฝ่ายจำต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งแก่ฝ่ายที่ชนะ ฝ่ายใดแพ้ก็จำต้องจ่ายจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้แก่ฝ่ายที่ชนะนั่นเอง ทั้งนี้หากมีบุคคลที่ 3 เข้าร่วม (مُحَلِّلٌ) ตามรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว ก็จะทำให้การแข่งขันนี้ซึ่งมีการพนันออกจากรูปของการพนันอันเป็นที่ต้องห้ามไปสู่รูปการแข่งขันที่อนุญาต ซึ่งการพิจารณาว่าการแข่งขันมีเรื่องการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องก็คือ มีการได้ (หรือเอา) และมีการเสีย (คือให้) จากทั้ง 2 ฝ่ายด้วยการตกลงกันว่า ผู้ชนะจากทั้ง 2 ท่านจะเอา (คือได้) และผู้ที่แพ้ (ถึงเส้นชัยทีหลัง) จากทั้ง 2 ท่านจำต้องจ่าย เช่นนี้ถือว่าเป็นการพนันอันเป็นที่ต้องห้าม
6.ข้อห้ามเกี่ยวกับการใส่ร้าย
การใส่ร้าย (اَلْقَذْفُ) มีความหมายตามหลักภาษาว่า การขว้าง การโยน ส่วนความหมายตามคำนิยามในกฎหมายลักษณะอาญา หมายถึง การใส่ร้ายผู้อื่นว่ากระทำผิดประเวณี (زِنَا) ในลักษณะของการบริภาษด่าทอและการใช้สำนวนบ่งบอก เช่น บุคคลหนึ่งได้กล่าวกับอีกบุคคลหนึ่งว่า โอ้ ผู้ทำผิดประเวณี หรือกล่าวว่า เขาได้เห็นบุคคลผู้นั้นทำผิดประเวณี หรือ เขาได้ทำสิ่งอนาจารอย่างนั้นอย่างนี้จากการผิดประเวณีหรือรักร่วมเพศ เป็นต้น
ข้อชี้ขาดของการใส่ร้าย
การใส่ร้ายหรือกล่าวหามุสลิมว่ากระทำผิดประเวณีเป็นสิ่งต้องห้าม (حَراَمٌ) และเป็นบาปใหญ่ ไม่ว่าผู้กล่าวหานั้นจะพูดจริงในการกล่าวหาหรือโกหกก็ตาม ในกรณีที่โกหกย่อมถือว่าผู้นั้นใส่ร้ายและอธรรมต่อผู้อื่นซึ่งการโกหกถือเป็นสิ่งต้องห้ามที่น่ารังเกียจที่สุด ส่วนในกรณีที่เขาพูดจริง ก็ย่อมถือว่าการกล่าวหานั้นเป็นการเปิดเผยความลับ และละเมิดต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ผู้ใดที่ใส่ร้ายหรือกล่าวหาผู้อื่นว่ากระทำผิดประเวณีศาสนาถือว่าเป็นคนเลว (فَاسِقٌ) และขาดคุณสมบัติแห่งความมีคุณธรรมและมีโทษสถานหนักที่ศาสนากำหนดเอาไว้ ดังปรากฏหลักฐานในอัล-กุรฺอานว่า
tûïÏ%©!$#ur tbqãBöt ÏM»oY|ÁósßJø9$# §NèO óOs9 (#qè?ù't Ïpyèt/ör'Î/ uä!#ypkà óOèdrßÎ=ô_$$sù tûüÏZ»uKrO Zot$ù#y_ wur (#qè=t7ø)s? öNçlm; ¸oy»pky #Yt/r& 4 y7Í´¯»s9'ré&ur ãNèd tbqà)Å¡»xÿø9$# ÇÍÈ wÎ) tûïÏ%©!$# (#qç/$s? .`ÏB Ï÷èt/ y7Ï9ºs (#qßsn=ô¹r&ur ¨bÎ*sù ©!$# Öqàÿxî ÒOÏm§ ÇÎÈ
ความว่า “และบรรดาผู้ซึ่งพวกเขาใส่ร้ายสตรีที่สมรสแล้วทั้งหลาย (ว่าผิดประเวณี) แล้วพวกเขาไม่นำพยานสี่คนมายืนยัน ดังนั้นพวกท่านจงเฆี่ยนพวกเขาแปดสิบครั้ง และพวกท่านอย่ารับการเป็นพยานสำหรับพวกเขาตลอดไป และพวกเขาคือบรรดาผู้ประพฤติชั่ว ยกเว้นบรรดาผู้ที่สำนึกผิดภายหลังการดังกล่าวและปรับปรุงตัว ดังนั้นแน่แท้อัลลอฮฺทรงอภัยยิ่งอีกทั้งทรงเมตตายิ่ง”
(สูเราะฮฺอัน-นูร อายะฮฺที่ 4-5)
บทลงโทษการใส่ร้ายในเรื่องผิดประเวณี
บทลงโทษในคดีใส่ร้ายในเรื่องผิดประเวณีคือการเฆี่ยนด้วยแส้แปดสิบที และไม่รับการเป็นพยานของผู้ใส่ร้าย ยกเว้นเมื่อเขาผู้นั้นสำนึกผิดและกลับตัวแล้วเท่านั้น หลักฐานยืนยันในเรื่องนี้คือ อายะฮฺอัลกุรฺอานที่ 4-5 จากสูเราะฮฺอัน-นูร ข้างต้น และอัล-หะดีษที่รายงานว่า นบีมุฮัมมัดสั่งเฆียนกลุ่มชนที่กล่าวหาและใส่ร้ายท่านหญิงอาอิซะฮฺ จำนวนแปดสิบที
เงื่อนไขลงโทษผู้กระทำความผิดในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นผิดประเวณี
การลงโทษผู้กระทำผิดในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นผิดประเวณีต้องมีเงื่อนไข 10 ประการ ดังนี้
ห้าประการสำหรับผู้ใส่ร้าย คือ
1.ต้องเป็นผู้บรรลุศาสนภาวะแล้ว
2.ต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่เป็นบ้าวิกลจริต
3.ผู้กระทำความผิดต้องมิใช่บุพการีของผู้ที่ถูกใส่ร้ายเช่น บิดา ปู่ มารดา ย่า หรือยาย เป็นต้น
4.ต้องกระทำไปโดยสมัครใจมิได้ถูกบังคับ
5.ผู้กระทำผิดต้องรู้ว่าการใส่ร้ายในเรื่องนี้เป็นที่ต้องห้าม
และห้า ประการสำหรับผู้ถูกใส่ร้าย คือ
1) เป็นมุสลิม
2) บรรลุศาสนภาวะ
3) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
4) ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ในเรื่องเพศ กล่าวคือ ไม่เคยได้รับการยืนยันว่าผิดประเวณีมาก่อน
5) การใส่ร้ายนั้นไม่ได้เป็นไปด้วยการสมยอมหรือการอนุญาตของผู้ถูกใส่ร้าย
ดังนั้น การลงโทษในกรณีนี้จะไม่เกิดขึ้น เมื่อปรากฏว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่ครบสมบูรณ์ แต่ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ตามดุลยพินิจซึ่งมิใช่เป็นการลงโทษตามที่ศาสนาบัญญัติเอาไว้ เช่น คุมขัง หรือ ตี เป็นต้น
สิ่งที่ทำให้การลงโทษในข้อหาใส่ร้ายตกไป
การลงโทษผู้กระทำผิดในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นว่าผิดประเวณีจะตกไปด้วยเหตุ 3 ประการดังต่อไปนี้ คือ
1. มีพยานยืนยันว่ามีการผิดประเวณีเกิดขึ้นจริงหรือผู้ถูกกล่าวหาให้การยอมรับสารภาพ ดังนั้นเมื่อมีพยานอีกสามคนที่มีคุณสมบัติในการเป็นพยานเข้าร่วมกับผู้กล่าวหา และทั้งหมดยืนยันว่ามีการผิดประเวณีด้วยคำพูดที่ชัดเจน หรือผู้ถูกกล่าวหาให้การยอมรับสารภาพตามข้อกล่าวหา การลงโทษในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นว่าผิดประเวณีเป็นอันตกไป โดยเปลี่ยนไปสู่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งต้องถูกดำเนินการลงโทษในข้อหาผิดประเวณี แต่ถ้าหากมีพยานยืนยันน้อยกว่า 3 คนพร้อมด้วยผู้กล่าวหา การเป็นพยานนี้ถือว่าไม่ถูกรับรองและบุคคลทั้งหมดถือเป็นผู้กระทำผิดและต้องถูกลงโทษทั้งหมด
2. ผู้ถูกใส่ร้ายอภัยให้แก่ผู้ใส่ร้ายหรือกล่าวหาต่อหน้าผู้พิพากษา
3. มีการลิอาน เกิดขึ้นในกรณีที่ผู้กล่าวหาเป็นสามีและผู้ถูกกล่าวหาเป็นภรรยา
เงื่อนไขของพยานในการใส่ร้ายผู้อื่นทำผิดประเวณี
พยานแต่ละคนจะต้องเป็นชาย ดังนั้นหากพยานเป็นหญิงสี่คน การเป็นพยานของพวกนางย่อมไม่ถูกยอมรับและจำต้องดำเนินบทลงโทษต่อพวกนางในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นว่าผิดประเวณีและผู้เป็นพยานต้องเป็นเสรีชน และเป็นมุสลิม