กฏหมายอิสลาม ตอน11

kru_fik
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
กฏหมายอิสลาม ต่อ

การแข่งขัน

                การแข่งขัน (اَلسِّبَاقُ)  หรือ  (اَلمُسَابَقَةُ)  คือการแข่งขันกันในการขี่ม้าหรืออูฐ  เป็นต้น

                การแข่งขันเป็นที่อนุมัติโดยมีหลักฐานจากอัส-สุนนะฮฺ  และอัล-อิจญฺมาอฺ  และต้องปราศจากจากสิ่งต้องห้าม คือ  การพนัน  การทรมานสัตว์ และการได้สิ่งทดแทนและเดิมพันสำหรับผู้ชนะเพียงคนเดียว 

ประเภทของการแข่งขัน

                การแข่งขัน   มี  2  ชนิด  คือ 

1.     การแข่งขันโดยไม่มีสิ่งทดแทน  (اَلْعِوَضُ)  ศาสนาอนุมัติ  (جَائِزٌ)  ให้กระทำได้  เช่น  การแข่งขันเดิน  แข่งเรือ  แข่งนก   แข่งลา  และแข่งช้าง  เป็นต้น  และอนุญาตให้แข่งขันมวยปล้ำและการยกก้อนหินเพื่อให้รู้ว่าผู้แข่งขันคนใดแข็งแรงกว่า  หลักฐานการแข่งขันชนิดนี้  คือการวิ่งแข่งของท่านนบีฯ   กับท่านหญิงอาอิชะฮฺ   ซึ่งในครั้งแรกของท่านนบีฯ   แพ้ให้กับท่านหญิงอาอิชะฮฺ   และในครั้งที่  2  ท่านชนะ   และท่านนบีฯ    เคยแข่งมวยปล้ำกับรุกกานะฮฺ   และให้ใช้หลักการกิยาสกับการแข่งขันในประเภทอื่น ๆ เทียบเคียงกับสิ่งที่กล่าวมา

2.     การแข่งขันโดยมีสิ่งทดแทน  (اَلْعِوَضُ)  นักวิชาการส่วนใหญ่  (جُمْهُوْرٌ)  เห็นว่า  ไม่อนุญาตให้แข่งขันโดยมีสิ่งทดแทน  นอกจากการยิงธนู  ขี่อูฐและม้า  อันเป็นการฝึกการใช้อาวุธและการขี่สัตว์พาหนะเพื่อใช้ในยามสงคราม

เงื่อนไขที่อนุญาตให้มีการแข่งขันโดยมีสิ่งทดแทน

1.       การแข่งขันนั้นต้องมีประโยชน์ในการญิฮาด  คือ  การแข่งขันยิงธนู,  ขี่อูฐและม้า

2.     สิ่งทดแทน  (اَلْعِوَضُ)  ต้องมาจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ร่วมแข่งขันหรือจากบุคคลที่  3  เช่น  บุคคลหนึ่งกล่าวแก่เพื่อนของเขาว่า  “หากท่านเอาชนะฉันได้  ฉันจะมอบสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้แก่ท่านและถ้าหากฉันเอาชนะท่านได้  ท่านก็ไม่ต้องเสียสิ่งใด”  หรือ  ผู้ปกครอง  หรือบุคคลที่  3  กล่าวว่า  :  “คนใดจากท่าน  2  คนชนะ  ผู้นั้นย่อมได้สิ่งนั้นสิ่งนี้จากฉัน”  ทั้งนี้ในกรณีดังกล่าวไม่มีการพนันอันเป็นที่ต้องห้าม  หากแต่การจ่ายสิ่งทดแทนเป็นการให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทน  (اَلْمُكَافَحَةُ)

ดังนั้นสิ่งทดแทน  (اَلْعِوَضُ)  ที่มาจากทั้ง  2  ฝ่าย  เรียกว่า  การเดิมพัน  (اَلرِّهَانُ)  ซึ่งการเดิมพันจะใช้ไม่ได้นอกจากต้องมีมุหัลลิ้ล  (مُحَلِّلٌ)  คือบุคคลที่  3  ที่ทำให้ข้อห้ามเป็นที่อนุญาต  กล่าวคือ  มีการยกเลิกข้อตกลงที่ทำเอาไว้และทำให้มันออกจากรูปของการพนันอันเป็นที่ต้องห้าม  ดังเช่น  ทั้ง  2  ฝ่ายตกลงกันในการที่แต่ละฝ่ายจะกำหนดเงินจำนวน  100  บาท  หรือหนึ่งใน  2  ฝ่ายกำหนดไว้  80  บาท  อีกฝ่ายหนึ่ง  20  บาท  โดยแต่ละฝ่ายจะจ่ายสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แก่บุคคลอื่น  (คือบุคคลที่  3  ที่ร่วมแข่งซึ่งเรียกว่า  มุหัลลิล)  ซึ่งปรากฏว่าม้าหรืออูฐของเขาทัดเทียม  (มีลักษณะเสมอกันและสู้กันในการแข่งขันได้)  กับม้าหรืออูฐทั้ง  2  ตัวของทั้ง  2  ฝ่ายแรก  เป็นต้น  ดังนั้นถ้าหากม้าหรืออูฐของบุคคลที่  3  (مُحَلِّلٌ)  ชนะม้าหรืออูฐของ  2   ฝ่ายแรก  บุคคลที่  3  ก็เอาทรัพย์ทั้ง  2  จากทั้ง  2  ฝ่ายแรก  แต่ถ้าหากม้าหรืออูฐของทั้ง  2  ฝ่ายชนะม้าหรืออูฐของบุคคลที่  3  และม้าหรืออูฐของทั้ง  2  ฝ่ายถึงเส้นชัยพร้อมกัน  ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดเป็นสิทธิสำหรับคนหนึ่งเหนืออีกคนหนึ่ง  เพราะผู้วางเดิมพันทั้งสองเสมอกัน  และเพราะบุคคลที่  3  (مُحَلِّلٌ)  ไม่จำเป็นต้องจ่ายสิ่งใดอันเนื่องจากม้าหรืออูฐของเขาเข้าสู่เส้นชัยทีหลัง  (แพ้)  และถ้าฝ่ายบุคคลที่  3  มาถึงเส้นชัยพร้อมกับหนึ่งใน  2  ฝ่ายเป็นอันดับแรก  และหนึ่งในสองฝ่ายมาถึงทีหลัง  ทรัพย์ของฝ่ายที่  1  จาก  2  ฝ่ายนั้นก็อยู่พร้อมกับบุคคลที่  3  และทรัพย์ของฝ่ายที่มาถึงทีหลังจาก  2  ฝ่ายนั้นก็จะถูกนำมาแบ่งเท่า ๆ กันระหว่างบุคคลที่  3  (مُحَلِّلٌ)  กับฝ่ายที่เข้าเส้นชัยพร้อมกัน  การแข่งขันในลักษณะที่มีบุคคลที่  3  เข้ามาร่วมด้วยนี้ถือว่าอนุญาตโดยไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด  ดังนั้นการแข่งขันในลักษณะที่ต้องห้ามและถือว่าเป็นการพนันก็คือ  การที่แต่ละฝ่ายจากผู้แข่งขัน  2  ฝ่ายจำต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งแก่ฝ่ายที่ชนะ  ฝ่ายใดแพ้ก็จำต้องจ่ายจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้แก่ฝ่ายที่ชนะนั่นเอง  ทั้งนี้หากมีบุคคลที่  3  เข้าร่วม  (مُحَلِّلٌ)  ตามรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว  ก็จะทำให้การแข่งขันนี้ซึ่งมีการพนันออกจากรูปของการพนันอันเป็นที่ต้องห้ามไปสู่รูปการแข่งขันที่อนุญาต  ซึ่งการพิจารณาว่าการแข่งขันมีเรื่องการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องก็คือ  มีการได้  (หรือเอา)  และมีการเสีย  (คือให้)  จากทั้ง  2  ฝ่ายด้วยการตกลงกันว่า  ผู้ชนะจากทั้ง  2  ท่านจะเอา  (คือได้)  และผู้ที่แพ้  (ถึงเส้นชัยทีหลัง)  จากทั้ง  2  ท่านจำต้องจ่าย  เช่นนี้ถือว่าเป็นการพนันอันเป็นที่ต้องห้าม

 

 6.ข้อห้ามเกี่ยวกับการใส่ร้าย

                การใส่ร้าย   (اَلْقَذْفُ)  มีความหมายตามหลักภาษาว่า  การขว้าง  การโยน    ส่วนความหมายตามคำนิยามในกฎหมายลักษณะอาญา  หมายถึง  การใส่ร้ายผู้อื่นว่ากระทำผิดประเวณี  (زِنَا)  ในลักษณะของการบริภาษด่าทอและการใช้สำนวนบ่งบอก  เช่น  บุคคลหนึ่งได้กล่าวกับอีกบุคคลหนึ่งว่า  โอ้ ผู้ทำผิดประเวณี  หรือกล่าวว่า  เขาได้เห็นบุคคลผู้นั้นทำผิดประเวณี  หรือ  เขาได้ทำสิ่งอนาจารอย่างนั้นอย่างนี้จากการผิดประเวณีหรือรักร่วมเพศ  เป็นต้น

 

ข้อชี้ขาดของการใส่ร้าย

                การใส่ร้ายหรือกล่าวหามุสลิมว่ากระทำผิดประเวณีเป็นสิ่งต้องห้าม  (حَراَمٌ)  และเป็นบาปใหญ่  ไม่ว่าผู้กล่าวหานั้นจะพูดจริงในการกล่าวหาหรือโกหกก็ตาม  ในกรณีที่โกหกย่อมถือว่าผู้นั้นใส่ร้ายและอธรรมต่อผู้อื่นซึ่งการโกหกถือเป็นสิ่งต้องห้ามที่น่ารังเกียจที่สุด  ส่วนในกรณีที่เขาพูดจริง  ก็ย่อมถือว่าการกล่าวหานั้นเป็นการเปิดเผยความลับ  และละเมิดต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้อื่น  ผู้ใดที่ใส่ร้ายหรือกล่าวหาผู้อื่นว่ากระทำผิดประเวณีศาสนาถือว่าเป็นคนเลว  (فَاسِقٌ)  และขาดคุณสมบัติแห่งความมีคุณธรรมและมีโทษสถานหนักที่ศาสนากำหนดเอาไว้  ดังปรากฏหลักฐานในอัล-กุรฺอานว่า 

tûïÏ%©!$#ur tbqãBötƒ ÏM»oY|ÁósßJø9$# §NèO óOs9 (#qè?ù'tƒ Ïpyèt/ö‘r'Î/ uä!#y‰pkà­ óOèdr߉Î=ô_$$sù tûüÏZ»uKrO Zot$ù#y_ Ÿwur (#qè=t7ø)s? öNçlm; ¸oy‰»pky­ #Y‰t/r& 4 y7Í´¯»s9'ré&ur ãNèd tbqà)Å¡»xÿø9$# ÇÍÈ   žwÎ) tûïÏ%©!$# (#qç/$s? .`ÏB ω÷èt/ y7Ï9ºsŒ (#qßsn=ô¹r&ur ¨bÎ*sù ©!$# ֑qàÿxî ÒO‹Ïm§‘ ÇÎÈ  

                ความว่า “และบรรดาผู้ซึ่งพวกเขาใส่ร้ายสตรีที่สมรสแล้วทั้งหลาย  (ว่าผิดประเวณี)  แล้วพวกเขาไม่นำพยานสี่คนมายืนยัน  ดังนั้นพวกท่านจงเฆี่ยนพวกเขาแปดสิบครั้ง  และพวกท่านอย่ารับการเป็นพยานสำหรับพวกเขาตลอดไป  และพวกเขาคือบรรดาผู้ประพฤติชั่ว  ยกเว้นบรรดาผู้ที่สำนึกผิดภายหลังการดังกล่าวและปรับปรุงตัว  ดังนั้นแน่แท้อัลลอฮฺทรงอภัยยิ่งอีกทั้งทรงเมตตายิ่ง”

(สูเราะฮฺอัน-นูร  อายะฮฺที่  4-5)

 

บทลงโทษการใส่ร้ายในเรื่องผิดประเวณี

                บทลงโทษในคดีใส่ร้ายในเรื่องผิดประเวณีคือการเฆี่ยนด้วยแส้แปดสิบที  และไม่รับการเป็นพยานของผู้ใส่ร้าย  ยกเว้นเมื่อเขาผู้นั้นสำนึกผิดและกลับตัวแล้วเท่านั้น  หลักฐานยืนยันในเรื่องนี้คือ  อายะฮฺอัลกุรฺอานที่  4-5  จากสูเราะฮฺอัน-นูร  ข้างต้น  และอัล-หะดีษที่รายงานว่า  นบีมุฮัมมัดสั่งเฆียนกลุ่มชนที่กล่าวหาและใส่ร้ายท่านหญิงอาอิซะฮฺ จำนวนแปดสิบที 

 

เงื่อนไขลงโทษผู้กระทำความผิดในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นผิดประเวณี

                การลงโทษผู้กระทำผิดในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นผิดประเวณีต้องมีเงื่อนไข  10  ประการ  ดังนี้

  ห้าประการสำหรับผู้ใส่ร้าย  คือ

                                                       1.ต้องเป็นผู้บรรลุศาสนภาวะแล้ว

 2.ต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์  ไม่เป็นบ้าวิกลจริต

  3.ผู้กระทำความผิดต้องมิใช่บุพการีของผู้ที่ถูกใส่ร้ายเช่น  บิดา ปู่ มารดา  ย่า หรือยาย  เป็นต้น

  4.ต้องกระทำไปโดยสมัครใจมิได้ถูกบังคับ

  5.ผู้กระทำผิดต้องรู้ว่าการใส่ร้ายในเรื่องนี้เป็นที่ต้องห้าม 

 

และห้า ประการสำหรับผู้ถูกใส่ร้าย คือ

1)      เป็นมุสลิม

2)      บรรลุศาสนภาวะ

3)      มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

4)      ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ในเรื่องเพศ  กล่าวคือ  ไม่เคยได้รับการยืนยันว่าผิดประเวณีมาก่อน

5)      การใส่ร้ายนั้นไม่ได้เป็นไปด้วยการสมยอมหรือการอนุญาตของผู้ถูกใส่ร้าย

ดังนั้น  การลงโทษในกรณีนี้จะไม่เกิดขึ้น  เมื่อปรากฏว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่ครบสมบูรณ์  แต่ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ตามดุลยพินิจซึ่งมิใช่เป็นการลงโทษตามที่ศาสนาบัญญัติเอาไว้  เช่น  คุมขัง  หรือ  ตี  เป็นต้น

 

สิ่งที่ทำให้การลงโทษในข้อหาใส่ร้ายตกไป

            การลงโทษผู้กระทำผิดในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นว่าผิดประเวณีจะตกไปด้วยเหตุ  3  ประการดังต่อไปนี้  คือ

1.  มีพยานยืนยันว่ามีการผิดประเวณีเกิดขึ้นจริงหรือผู้ถูกกล่าวหาให้การยอมรับสารภาพ  ดังนั้นเมื่อมีพยานอีกสามคนที่มีคุณสมบัติในการเป็นพยานเข้าร่วมกับผู้กล่าวหา  และทั้งหมดยืนยันว่ามีการผิดประเวณีด้วยคำพูดที่ชัดเจน  หรือผู้ถูกกล่าวหาให้การยอมรับสารภาพตามข้อกล่าวหา  การลงโทษในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นว่าผิดประเวณีเป็นอันตกไป  โดยเปลี่ยนไปสู่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งต้องถูกดำเนินการลงโทษในข้อหาผิดประเวณี  แต่ถ้าหากมีพยานยืนยันน้อยกว่า  3  คนพร้อมด้วยผู้กล่าวหา  การเป็นพยานนี้ถือว่าไม่ถูกรับรองและบุคคลทั้งหมดถือเป็นผู้กระทำผิดและต้องถูกลงโทษทั้งหมด

2.  ผู้ถูกใส่ร้ายอภัยให้แก่ผู้ใส่ร้ายหรือกล่าวหาต่อหน้าผู้พิพากษา

3.  มีการลิอาน  เกิดขึ้นในกรณีที่ผู้กล่าวหาเป็นสามีและผู้ถูกกล่าวหาเป็นภรรยา

 

เงื่อนไขของพยานในการใส่ร้ายผู้อื่นทำผิดประเวณี

พยานแต่ละคนจะต้องเป็นชาย  ดังนั้นหากพยานเป็นหญิงสี่คน  การเป็นพยานของพวกนางย่อมไม่ถูกยอมรับและจำต้องดำเนินบทลงโทษต่อพวกนางในข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นว่าผิดประเวณีและผู้เป็นพยานต้องเป็นเสรีชน    และเป็นมุสลิม

  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน kru_fik



ความเห็น (0)