วานนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน หน้ากระแสทรรศน์
ได้นำเสนอ บทความของอาจารย์ดำรง ลีนานุรักษ์
ในหัวเรื่องที่ฟันธงไว้ว่า จุดอ่อนของมหาวิทยาลัยไทย
คือไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ วันที่ 6 มกราคม 2554
หน้าที่ 7
อาจารย์ดำรงได้อธิบายถึงความหมายของสังคมแห่ง
เรียนรู้ มีอยู่หลายแนวความคิด แต่แนวความคิดที่ท่านใช้
วิเคราะห์นั้นเป็นแนวคิดของนาย Arie DeGeus ที่นำเสนอ
ในหนังสือ The Living Company ซึ่งนายคนนี้เป็นอดีตผู้บริหาร
ของบริษัท Royal Dutch Shell โดยเขาได้วิจัยหาบริษัทที่สามารถ
มีอายุยืนยาว สามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลง โดยข้อค้นพบของเขา
สอดคล้องกับการเปรียบเทียบสังคมของนกสองชนิด คือนกทิดเมาส์
และนกเรดโรบิน การเรียนรู้ของนกสองชนิดนี้ว่า นกสองชนิดนี้
สามารจิกกินนมที่ไม่มีฝาปิดได้เหมือน ๆ กัน และต่อมาคนก็คิดหา
วัสดุที่ปิดนมก็คือ ฟอยส์ นกทิดเมาส์สามารถเรียนรู้ร่วมกันในการ
คิดที่จะเปิดฝาฟอยส์ และจิกกินครีมนมได้ แต่นกเรดโรบินทำได้
แ่ค่บางตัวเพราะไม่ถ่ายทอดความรู้ให้กัน ส่วนการเป็นอยู่ของนก
ทิดเมาส์นั้นอาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม และสังสรรค์กับกลุ่มอื่น ๆ แต่
นกเรดโรบินอาศัยแบบมีอาณาเขต มีการสื่อสารแบบปะทะหรือ
หักหาญกัน
นาย Arie DeGeus ได้นำเสนอเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้
ของบริษัทเชลส์ต่อไปว่า ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ
1. Innovation หรือ นวัตกรรม คือมีการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เช่น
ความรู้ของการประเมินสภาพแวดล้อมแนวโน้มระบบโลกว่า
น้ำมันจะถูกควบคุมโดยกลุ่ม opec โดยได้ปรับตัววางแผนรองรับ
ไว้ล่วงหน้า ทำให้บริษัทสามารถปรับตัวรอดพ้นจากวิกฤตการณ์
น้ำมันไปได้
2. Social propagation คือ มีการสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติและ
เป็นเชิงบวก ทำให้ข้อมูลข่าวสาร หรือนวัตกรรมทางความคิดที่
แปลกใหม่ได้กระจายให้เกิดการเีรียนรู้ร่วมกัน
3. Mobillity คือ มีการเคลื่อนย้ายไปมาภายในองค์กร โดยไม่ถูก
จำกัดตัวทางกายภาพ เช่นการเคลื่อนย้ายหมุนเวียนพนักงาน หาก
จะดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นก็จะข้ามไปสาขาอื่น หรือไปต่างประเทศ
สร้างความตื่นตัวให้กับพนักงาน และมีความยืดหยุ่น(Flexibillity) สูง
จากนั้นอาจารย์ก็วิเคราะห์ว่ามหาวิทยาลัยนั้น เรื่องนวัตกรรมนั้นก็
มีศักยภาพสูง ส่วนการสื่อสารทางสังคม(Social propagation)
โดยท่านวิเคราะห์ว่า ยังเป็นระบบราชการ ภายในก็ยังมีก๊ก มีพวกใคร
มีอาณาจักร เหมือน นกเรดโรบิน ส่วน การเคลื่อนไหวย้ายไปย้ายมา
ในองค์กรนั้นอ่อนด้อยมากที่สุด โดยระบบราชการจะให้ทำงานที่เดิม
จนเกษียณอายุ แม้แต่คนที่มีศักยภาพทางวิชาการดีก็ไม่สามารถไหล
ไปเป็นประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยอื่นไ้ด้ และเกิดการเมืองในองค์กร
แบบระบอบอุปถัมป์ พรรคพวก ท่านจึงสรุปว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่
องค์กรแห่งการเรียนรู้จริง ๆ
จากนั้นท่านก็เปรียบเทียบกับต่างประเทศที่มีมาตรฐานสูงกว่า
จะพบว่าำตำแหน่ง ศาสตราจารย์นั้นไม่ได้เลื่อนไหล แต่ให้คน
ที่มีคุณสมบัีติเฉพาะมาสมัครแข่งขันกัน หรือตำแหน่งทางบริหาร
เช่น คณบดี หัวหน้าภาค นั้นก็ใช้การแข่งขันจากภายนอก
ท่านสรุปว่า มหาวิทยาลัยเติบโตมาจากระบบราชการ และยังคง
เป็นรูปแบบราชการอยู่ หลาย ๆ มหาวิทยาลัยตำแหน่งทางบริหาร
ได้ประกาศรับสมัครจากบุคคลภายนอก แต่ก็ยังมีน้อย และยังคง
อิทธิพลของระบบอุปถัมป์อยู่ การเสริมสมรรถนะให้เป็นระบบสากล
และให้มีกความยืดหยุ่นสูงขึ้น พ้นจากการเืมืองในองค์กร และกลุ่ม
ผลประโยชน์ภายใน โดยเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีที่กำกับ เพื่อให้สังคม
ระดับอุดมศึกษาเป็นสังคมการเรียนรู้แบบนกทิดเมาส์