ทัศนศึกษากัมพูชา ตอนที่ ๐๘ ปราสาทพนมบาแค
วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
หลังจากที่คณะได้รับตั๋ว ที่มีรูปถ่ายติดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไกด์ชาวเขมร ก็เริ่มเล่าประวัติของปราสาทพนมบาแคงอย่างย่อๆว่า ปราสาทพนมบาแคง สร้างในปีกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ (ประมาณ พ.ศ. ๑๔๕๐) ในรัชสมัยของพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ ตามความเชื่อของ ศาสนาฮินดู ไศวนิกาย (บูชาพระศิวะ) เป็นศิลปะแบบบาแคง
ปราสาทพนมบาแคงตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กมีความสูงประมาณ ๗๐ เมตร มีชื่อเรียกในสมัยโบราณว่าปราสาทพนมกันดาล (พนม แปลว่า ภูเขา, กันดาล แปลว่า กลาง) ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างปราสาทพนมกรอมกับปราสาทพนมบก ซึ่งอยู่บนภูเขาขนาดใกล้เคียงกัน ต่อมาเรียกปราสาทนี้ว่า ปราสาทพนมบาแคงตามลักษณะของต้นบาแคง (คล้ายต้นมะขาม) ที่มีอยู่มากในบริเวณภูเขานี้ ชื่อของปราสาทดั้งเดิมจริงๆ นั้นเรียกว่า ปราสาทยโศธระปุระ คือใช้ชื่อของพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ นั่นเอง
ตัวปราสาทอยู่ใจกลางของยอดเขาปราสาทพนมบาแคง จำลองลักษณะมาจากปราสาทบากอง มีสถาปัตยกรรมคล้ายกัน รูปทรงแบบปิรามิด ที่ตัวระเบียงแต่ละชั้นมีปราสาทเล็กๆ ๔ มุม ภายในปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ตั้งแต่ พ.ศ.๑๔๕๐ ในปีที่เริ่มสร้างปราสาท ในขณะที่การก่อสร้างยังคงดำเนินต่อไปจาก พ.ศ. ๑๔๕๐-๑๔๗๑ นานถึง ๒๑ ปี หลังจากนั้นอีก ๔๐ ปีในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ ได้มีการบูรณะซ่อมแซมปราสาทนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก พระพุทธรูปที่เห็นในปรางค์ประธานนั้น มีการอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นไปประดิษฐานบนแท่นหินทรายแทนศิวลึงค์เมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๙
ปราสาทพนมบาแคง เป็นศาสนสถานแห่งแรกของเมืองพระนคร ทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออกเป็นเขาสูงชัน ปัจจุบันตัวปราสาททรุดโทรมลงมากแต่ยังมีความยิ่งใหญ่ เริ่มจากบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานที่มีอยู่ ๕ ชั้น แต่ละชั้นมีปรางค์เล็ก ๑๒ ปราสาท รวม ๕ ชั้น มี ๖๐ ปราสาท ส่วนบนยอดมีปรางค์บริวารล้อมรอบปรางค์ประธานอีก ๔ ปราสาท เสมือนเป็นการจำลองยอดเขาพระสุเมรุรวมทั้งหมดมี ๘๙ ยอด
ตัวปราสาท ตั้งอยู่บนยอดเขา จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะเห็นยอดปราสาทนครวัดผุดขึ้นกลางป่า ในยามบ่าย แสงสาดส่องเข้าปรางค์ปราสาทนครวัดทำให้เห็นเป็นสีทอง นอกจากนั้นยังเห็นวิวได้ ๓๖๐ องศา เป็นบารายทิศตะวันตกซึ่งกลางบารายนี้จะมีสระเล็กๆ เป็นที่ตั้งของปราสาทแม่บุญตะวันตก นอกจากนี้ยังเห็นตัวเมืองเสียมเรียบ เห็นยอดเขาพนมบกที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๔ กิโลเมตรและเทือกเขาพนมกุเลนทอดยาว
เวลาเหมาะสำหรับท่องเที่ยวช่วงตอนบ่าย-เย็น เพราะจะได้ดูพระอาทิตย์ส่องตัวปราสาทนครวัด หรือจะรอดูพระอาทิตย์ตกก็สวยงามครับ
เมื่อรถเข้าถึงทางขึ้นปราสาทพนมบาแคง ได้พบนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป เป็นจำนวนกำลังเดินขึ้นสู่ภูเขาที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า หลังจากพ้นจากแนวป่า ภาพที่ทุกคนได้เห็น ปราสาทที่สูงตระหง่านอยู่บนภูเขา ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังปืนป่ายขึ้นไป ด้วยความยากลำบาก
ผู้เขียนกับตัวเองว่า “ขึ้นมาทำไมเนี่ย”
“มาดูพระอาทิตย์ตกดิน ที่เชียงรายก็มี ทำไมต้องมาถึงที่นี่ นักท่องเที่ยวนี้ บินข้ามน้ำข้ามทะเล ปืนป่ายเขาขึ้นมาด้วยความยากลำบากเพียงเพื่อมาดูพระอาทิตย์ตกดินเพียงแค่นี้หรือ หรือว่า เขามาเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด
ในอดีตชาวกัมพูชามีความเชื่อว่า ปราสาทเหล่านี้เป็นที่อยู่ของเทพเจ้า และกษัตริย์ สามารถติดต่อกับพระเจ้าที่อยู่ในปราสาทที่บนภูเขาได้ การจะขึ้นไปหาพระเจ้าได้นั้นจะต้องขึ้นไปด้วยความลำบาก ดังนั้นปราสาททุกหลังบันไดจึงลาดชัน ดังนั้นในอดีตผู้ที่จะขึ้นไปได้จะต้องคลานเข่าขึ้นไป (เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าขึ้นไปหาพระเจ้าได้ง่าย ก็ขึ้นบ้านของตนเองดีกว่า)
ความเชื่อที่ว่ากษัตริย์ติดต่อกับพระเจ้าที่อยู่บนภูเขานั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่กษัตริย์เสด็จขึ้นภูเขาไปปรึกษานักปราชญ์ราชบัณฑิตต่างๆเท่านั้น กษัตริย์จึงเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่า พระองค์เป็นองค์เทพเจ้าที่จุติมาเพื่อปกครองมนุษย์ จึงเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องเทวราชา ต่อมา ระยะต่อมาความคิดเรื่องเทวราชาได้เข้ามาสู่ประเทศไทย
โปรดติดตามตอนต่อไป