ลักษณะอาญาและบทลงโทษในกฎหมายอิสลาม (ต่อจากตอน 8)

การไถ่โทษ (اَلْكَفَّارَةُ) เนื่องจากการฆาตกรรม

                ฆาตกรที่สังหารชีวิตซึ่งถูกห้ามเอาไว้ ถึงแม้จะเป็นทารกในครรภ์ จำต้องไถ่โทษ (اَلْكَفَّارَةُ) เนื่องจากการละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺ   ไม่ว่าฆาตกรผู้นั้นจะฆาตกรรมโดยเจตนา  กึ่งเจตนา หรือพลาดพลั้ง และไม่ว่าฆาตกรจะได้รับการอภัยให้จากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่จำต้องจ่ายหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าฆาตกรนั้นจะเป็นเด็ก หรือผู้วิกลจริต หรือเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ และบรรลุศาสนภาวะแล้วหรือไม่ก็ตาม ดังปรากฏในอัล-กุรฺอานว่า :

`tBur Ÿ@tFs% $·YÏB÷sãB $\«sÜyz ㍃̍óstGsù 7pt7s%u‘ 7poYÏB÷s•B ×ptƒÏŠur îpyJ¯=|¡•B #’n<Î) ÿ¾Ï&Î#÷dr& ÇÒËÈ……

 

 

      ความว่า “และผู้ใดได้สังหารผู้ศรัทธาโดยผิดพลาดแล้ว ก็ให้ปลดปล่อยทาสผู้ศรัทธา 1 คนให้เป็นไทแก่ตน และจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ถูกส่งมอบไปยังครอบครัวผู้ศรัทธาที่ถูกสังหารนั้น”

                                                                (สูเราะฮฺ อัน-นิสาอฺ อายะฮฺที่ 92)

 

                การไถ่โทษ (اَلْكَفَّارَةُ) มี 2 ประการ ดังนี้

                1) การปล่อยทาสหนึ่งคนที่เป็นมุสลิมให้เป็นไท

                2) ถ้าไม่มีทาสที่จะปล่อยก็ให้ถือศีลอดเป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกัน หากไม่สามารถถือศีลอด  อันเนื่องมาจากเจ็บป่วย การไถ่โทษก็ยังคงเป็นภาระผูกพันอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะมีความสามารถไถ่โทษ 1 ใน 2 ประการนั้น ทั้งนี้การไร้ความสามารถจะไม่เคลื่อนย้ายสู่การให้อาหารคนยากจนแต่อย่างใด  

การประทุษร้ายที่ไม่ถึงแก่ชีวิต มี 3 ชนิด คือ

                1) การประทุษร้ายอันเป็นเหตุให้เกิดบาดแผล เช่น บาดแผลที่ใบหน้าและศีรษะ ที่ทำให้ผิวหนังฉีกขาดและกระดูกโผล่ออกมา (اَلْمُوْضِحَةُ) ให้กิศ็อศฺ  คือกระทำกับผู้ประทุษร้ายเช่นที่เขากระทำกับผู้ถูกประทุษร้าย  ยกเว้นผู้ประทุษร้ายได้รับการอภัยก็ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน (اَلدِّيَةُ) เป็นอูฐจำนวน 5 ตัว

                2) การประทุษร้ายอันเป็นเหตุให้อวัยวะขาดหรือเสียสมรรถภาพ คือการที่บุคคลได้ประทุษร้ายต่ออีกบุคคลหนึ่งด้วยการควักลูกตาหรือทำให้ขาหักหรือทำให้แขนขาดเป็นต้น ทั้งนี้หากผู้ประทุษร้ายกระทำโดยเจตนา และมิใช่บิดาของผู้ถูกประทุษร้าย และผู้ถูกประทุษร้ายมีสถานภาพเท่าเทียมกัน ก็ให้ลงโทษกิศ็อศฺ  ผู้ประทุษร้ายด้วยการตัดสิ่งที่เขาตัด และทำให้เกิดบาดแผลเหมือนกับที่เขาได้กระทำกับผู้ถูกประทุษร้าย  ดังปรากฏในอัล-กุรฺอานว่า :

yyrãàfø9$#ur ÒÉ$|ÁÏ% 4 ...... ÇÍÎÈ

 

          ความว่า  “และบรรดาบาดแผลนั้นคือการกิศ็อศฺ (กระทำเยี่ยงกัน)”

(สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 45)

              การกิศ็อศประเภทนี้มีเงื่อนไขดังนี้

                        (1) ต้องปลอดภัยจากการกระทำที่เกินเลยในการกิศ็อศ ดังนั้นหากเกรงว่าจะมีการกระทำที่เกินเลย ก็ไม่มีการกิศ็อศแต่อย่างใด

                        (2) ต้องเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ ถ้าหากกระทำไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน

                        (3) อวัยวะที่ต้องการกิศ็อศนั้นต้องเหมือนกันทั้งนามชื่อและตำแหน่งของอวัยวะที่เสียสมรรถภาพ ดังนั้นมือขวาจะไม่ถูกตัดในส่วนของมือซ้าย มือจะไม่ถูกตัดในส่วนของเท้า เป็นต้น

                        (4) อวัยวะทั้งสองต้องมีความสมบูรณ์และใช้การได้เหมือนกัน ดังนั้นมือที่เป็นอัมพาตจะไม่ถูกตัดในส่วนของมือที่ปกติ เป็นต้น

                        (5) ทุกบาดแผลที่ไม่สามารถกิศ็อศได้เยี่ยงกัน  จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น

          3) การประทุษร้ายที่ทำให้ประโยชน์การใช้อวัยวะนั้นๆ หรือบางส่วนจากประโยชน์นั้นเสียไป อันได้แก่ การทำให้สติปัญญาสูญเสียไป ทำให้การมองเห็น การได้ยิน  การพูด  การดมกลิ่นสูญเสียไป  การทำให้สมรรถภาพทางเพศสูญเสียไป และการทำให้ความสามารถในการยืนและการนั่งสูญเสียไป ในทุกกรณีที่กล่าวมาจำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนในอัตราเต็ม (คือ อูฐ 100 ตัว) ดังมีปรากฏในสาส์นของท่าน อัมรฺ อิบนุ หัซฺมิน  ซึ่งนบีได้ใช้ให้เขียนถึงชาวเมืองยะมันว่า : “ผู้ใดที่สังหารผู้ศรัทธาโดยเจตนาพร้อมกับมีพยานรู้เห็น  จำเป็นจะต้องประหารชีวิตผู้นั้น เว้นแต่ผู้ปกครองของผู้ที่ถูกสังหารจะยอมรับค่าสินไหมทดแทน และในการสังหารผู้อื่นต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นอูฐ 100 ตัว (เต็มอัตรา) สำหรับจมูกที่ถูกตัดขาดไปทั้งหมด จำต้องจ่ายค่าสินไหมเต็มอัตรา  สำหรับริมฝีปากทั้ง 2 ข้าง  อัณฑะทั้งสอง ลึงค์ กระดูกสันหลัง ตาทั้งสองข้าง จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มอัตราเช่นกัน  สำหรับเท้าข้างเดียวให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนครึ่งหนึ่ง  สำหรับแผลแตกที่ศีรษะให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนหนึ่งในสาม  สำหรับแผลที่ทะลุเข้าไปภายในจำต้องจ่ายหนึ่งในสาม   สำหรับกระดูกที่แตกหรือหัก จำต้องจ่ายเป็นอูฐ 15 ตัว   สำหรับนิ้วทุกนิ้วจำต้องจ่ายเป็นอูฐ 10 ตัว สำหรับฟันจะต้องจ่ายเป็นอูฐ 5 ตัว และสำหรับบาดแผลที่กระดูกโผล่ออกมา จำต้องจ่ายเป็นอูฐ 5 ตัว....”

(รายงานโดย อัน-นะสาอียฺ )

                สำหรับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสตรีที่ได้รับบาดเจ็บ หรืออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของนางได้รับความเสียหาย คือนางจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้ประทุษร้ายครึ่งหนึ่งจากผู้ชายได้รับ ดังปรากฎในอัล-หะดีษว่า :

“บาดแผลของสตรีจะได้รับค่าสินไหมทดแทนครึ่งหนึ่งที่ผู้ชายได้รับ

ไม่ว่าบาดแผลนั้นจะน้อยหรือมากกว่าก็ตาม”

(รายงานโดย อัล-บัยฮะกียฺ)

                อนึ่งในกรณีการฆาตกรรมที่จำต้องมีการประหารชีวิตฆาตกรนั้น  สามารถพิจารณาคดีได้ 2 วิธี คือ

                        1) ด้วยการสารภาพ (اَلإِقْرَارُ) ของฆาตกร

                        2) มีพยานที่เป็นชายที่มีความยุติธรรม 2 คนยืนยัน

                ส่วนกรณีที่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนนั้น ยืนยันได้ด้วยสิ่งดังต่อไปนี้

                        1) การสารภาพของฆาตกรหรือผู้ประทุษร้าย

                        2) มีพยานที่เป็นชายที่มีความยุติธรรม 2 คน  ยืนยัน

                        3) มีพยานเป็นชาย 1 คน และสตรี 2 คน ทั้งนี้เพราะสตรีจะถูกยอมรับในการเป็นพยานของพวกนางในเรื่องทรัพย์สิน โดยการเป็นพยานของสตรี 2 คน จะแทนการเป็นพยานของชาย 1 คน

                        4) มีพยานเป็นชาย 1 คน และมีการสาบานของโจทก์

                        5) ผู้พิพากษารู้ถึงสิ่งดังกล่าว

                อนึ่ง การดำเนินการลงโทษในคดีความลักษณะอาญา   ไม่ว่าจะเป็นโทษประหารชีวิตหรือการกิศ็อศในเรื่องอวัยวะนั้น ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจ (อิหม่ามหรือผู้พิพากษา) เมื่อผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาได้พิจารณาคดีความแล้ว ตัดสินให้ประหารชีวิตฆาตกร ผู้ปกครองหรือทายาทของผู้ถูกสังหารมีสิทธิร้องขอจากผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาให้ตนดำเนินการประหารชีวิตฆาตกรด้วยตนเอง โดยมีเงื่อนไข 2 ประการ คือ

                1) การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปตามคำอนุญาตของผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษา ดังนั้นหากผู้ปกครองหรือทายาทของผู้ถูกสังหารด่วนกระทำการลงมือประหารชีวิตฆาตกรโดยมิได้ขออนุญาตจากผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาก่อน ถือว่ามีความผิด โดยต้องคดีลหุโทษ (اَلتَّعْزِيْرُ) ตามดุลยพินิจของผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษา เช่น จำคุก หรือ เฆี่ยน แต่ไม่มีการประหารชีวิตผู้กระทำผิดในกรณีนี้

            2) การดำเนินการนั้นต้องเป็นกรณีโทษประหารชีวิตที่มีการฆาตกรรม ส่วนกรณีการลงโทษเยี่ยงกันในคดีประทุษร้ายนั้น ผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ดำเนินการลงโทษเอง

 

2. การลักทรัพย์หรือโจรกรรม

          การลักทรัพย์หรือโจรกรรม เรียกในภาษาอาหรับว่า อัส-สะริเกาะฮฺ  (اَلسَّرِقَةُ)ตามหลักภาษาหมายถึง การเอาทรัพย์สินโดยไม่เปิดเผย ส่วนตามคำนิยามในกฏหมายอิสลาม หมายถึง การเอาทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างไม่เปิดเผยโดยมิชอบจากสถานที่เก็บทรัพย์สิน ตามเงื่อนไขเฉพาะที่ถูกกำหนดเอาไว้

                การลักทรัพย์ถือเป็นบาปใหญ่ และถือเป็นพฤติกรรมของผู้ที่ไม่ศรัทธา ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ดังนั้นศาสนาอิสลามจึงกำหนดโทษเอาไว้รุนแรงมากด้วยการตัดข้อมือ ดังปรากฎในอัล-กุรฺอาน ว่า :

ä-͑$¡¡9$#ur èps%͑$¡¡9$#ur (#þqãèsÜø%$$sù $yJßgtƒÏ‰÷ƒr& Lä!#t“y_ $yJÎ/ $t7|¡x. Wx»s3tR z`ÏiB «!$# 3

ª!$#ur ͕tã ÒOŠÅ3ym ÇÌÑÈ

 

          ความว่า “และชายผู้ลักทรัพย์และหญิงผู้ลักทรัพย์นั้น พวกท่านจงตัดมือของบุคคลทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทนต่อสิ่งที่บุคคลทั้งสองได้ขวนขวายเอาไว้ อันเป็นการลงโทษจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺทรงเกียรติยิ่งอีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่ง”

  (สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 38)

 

                และนบีกล่าวว่า : لَعَنَ اﷲُالسَّارِقَ يَسْرِقُ الْبيْضَةَ فَتُقْطَعُ يَدُه ُ

                ความว่า  อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ลักทรัพย์โดยที่เขาลักไข่เพียง 1 ฟองแล้วมือของเขาก็ถูกตัด”   

(รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ  และมุสลิม)

 

                บทลงโทษคดีลักทรัพย์

                        เมื่อมีการยืนยันในคดีลักทรัพย์ตามเงื่อนไขที่จะกล่าวถึงต่อไป เบื้องหน้าผู้พิพากษาคดีความ ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีกับผู้ลักทรัพย์ คือ ตัดข้อมือข้างขวา ในกรณีที่ผู้ลักทรัพย์ก่อคดีเป็นครั้งแรก หากผู้กระทำผิดลักทรัพย์ในครั้งที่ 2 หลังจากถูกตัดข้อมือขวาไปแล้ว ก็ให้ตัดข้อเท้าข้างซ้ายของจำเลย หากลักทรัพย์เป็นครั้งที่ 3 หลังจากถูกตัดข้อเท้าข้างซ้ายไปแล้ว ก็ให้ตัดข้อมือข้างซ้าย หากจำเลยไม่หลาบจำ กระทำผิดเป็นครั้งที่ 4 ก็ให้ตัดข้อมือข้างขวาของจำเลย หากกระทำผิดในฐานลักทรัพย์อีก ให้ผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาพิจารณาดำเนินคดีลหุโทษตามความเหมาะสม ทั้งนี้ อิหม่าม อัช-ชาฟีอียฺ  ได้รายงานไว้ในมุสนัดของท่านจากอบูฮุรอยเราะฮฺว่านบี ได้กล่าวถึงผู้ลักทรัพย์ว่า :

 

إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْايَدَه ، ثُمَّ إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْاِرجْلَه ثُمَّ إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْايَدَه ،

 ثُمَّ  إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْا رِجْلَهُ

          ความว่า “หากว่าเขาลักทรัพย์ พวกท่านจงตัดมือของเขา ต่อมาหากเขาลักทรัพย์ ก็จงตัดข้อเท้าของเขา ต่อมาหากเขาลักทรัพย์อีก ก็จงตัดมือของเขา ต่อมาหากเขาลักทรัพย์อีก พวกท่านก็จงตัดข้อเท้าของเขา” 

(กิตาบอัล-อุมมฺ 6/138)

 

                อนึ่ง คดีลักทรัพย์จะได้รับการพิจารณาคดี ด้วยหนึ่งในสองวิธีดังนี้  

                        (1) ผู้ลักทรัพย์สารภาพอย่างชัดเจนว่าตนลักทรัพย์

                        (2) มีพยานเป็นชายที่ยุติธรรม 2 คน ยืนยันว่าจำเลยได้ก่อคดีลักทรัพย์

                ทั้งนี้ หากจำเลยกลับคำให้การ ก็ไม่ต้องถูกตัดมือ แต่ต้องชดใช้ทรัพย์สินที่ถูกขโมยแก่เจ้าทรัพย์เท่านั้น

                ส่วนเงื่อนไขในการดำเนินคดีผู้ลักทรัพย์ตามบทลงโทษด้วยการตัดมือ ผู้ที่ลักทรัพย์จะไม่ถูกตัดมือนอกจากมีเงื่อนไขครบถ้วน ดังต่อไปนี้

                        (1)  ต้องบรรลุศาสนภาวะ มีสติสัมปชัญญะพร้อมทั้งกระทำด้วยความสมัครใจ (ไม่ถูกบังคับ)

                        (2) ต้องมิใช่บุตรของผู้เป็นเจ้าทรัพย์ มิใช่บิดาและมิใช่คู่สามีภรรยา

                        (3) ทรัพย์ที่ถูกขโมยต้องเป็นทรัพย์ที่หะล้าล และมีจำนวนถึงอัตรา 1/4 ดีนารฺในการตีราคา หรือเท่ากับ 3 ดิรฮัมขึ้นไป ดังปรากฏในอัล-หะดีษ ว่า :

لاَتُقْطَعُ يَدُالسَّارِقِ إِلاَّفِى رُبْعِ دِيْنَارٍفَصَاعِدًا

                ความว่า“มือของผู้ลักทรัพย์จะไม่ถูกตัดนอกจากใน (กรณีที่ทรัพย์นั้นถึง) หนึ่งในสี่ของ     ดีนารฺขึ้นไป”

                                                     (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ  มุสลิม )

 

                และมีรายงานจากอิบนุ อุมัรว่า นบี  ได้ตัดสินให้ตัดมือผู้ลักขโมยโล่ห์ที่มีราคา 3 ดิรฮัม

                                                             (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ )

 

                        (4) ทรัพย์ที่ถูกขโมยนั้นต้องอยู่ในสถานที่มิดชิดหรือมีขอบเขต เช่น บ้าน  ร้านค้า  คอกสัตว์ หรือกล่อง เป็นต้น

                        (5) ผู้ลักทรัพย์ต้องไม่มีกรรมสิทธิเกี่ยวข้องในทรัพย์สินที่ถูกขโมยนั้น เช่น ลักค่าจ้างของตนเองจากนายจ้าง เป็นต้น

                        (6) ผู้ลักทรัพย์ต้องรู้ว่าการลักทรัพย์เป็นสิ่งต้องห้าม

                        (7) การเอาทรัพย์ไปนั้นต้องมิใช่ด้วยวิธีการฉกชิงวิ่งราวทรัพย์จากเจ้าทรัพย์แล้ววิ่งหนี

                        (8) การลักทรัพย์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงปีที่แห้งแล้งขาดแคลนอาหาร (ทุพภิกขภัย)

              

                  อนึ่ง เมื่อมีการยืนยันในคดีลักทรัพย์ และผู้ลักทรัพย์ถูกตัดมือจากคำพิพากษาแล้ว ก็จำเป็นที่ผู้ลักทรัพย์ต้องส่งมอบทรัพย์ของกลางที่ถูกขโมยคืนแก่เจ้าทรัพย์ หากเจ้าทรัพย์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าทรัพย์นั้นเสียหายไปแล้ว  ก็จำเป็นต้องชดใช้ตามราคาของทรัพย์นั้น

                ในกรณีที่เจ้าทรัพย์อภัยแก่ผู้ลักทรัพย์ และเรื่องยังไม่เป็นคดีความในชั้นศาล ก็ไม่มีการตัดมือแต่อย่างใด แต่ถ้าหากเป็นคดีความในชั้นศาลแล้ว ก็จำเป็นต้องตัดมือ และไม่อนุญาตให้วิ่งเต้นเพื่อลดโทษในคดีความดังกล่าว

 

 

 

                การปล้นสะดมภ์

                        ผู้ที่บุกรุกเคหะสถานและปล้นทรัพย์พร้อมกับฆ่าเจ้าทรัพย์นั้น มีโทษสถานหนักดังที่ปรากฎในอัล-กุรฺอาน ว่า

 $yJ¯RÎ) (#ätÂt“y_ tûïÏ%©!$# tbqç/͑$ptä† ©!$# ¼ã&s!qߙu‘ur tböqyèó¡tƒur ’Îû ÇÚö‘F{$# #·Š$|¡sù br& (#þqè=­Gs)ム÷rr& (#þqç6¯=|Áム÷rr& yì©Üs)è? óOÎgƒÏ‰÷ƒr& Nßgè=ã_ö‘r&ur ô`ÏiB A#»n=Åz ÷rr& (#öqxÿYムšÆÏB ÇÚö‘F{$# .......... ÇÌÌÈ  

                ความว่า“อันที่จริงการตอบแทนของบรรดาผู้ที่ทำสงครามกับอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และพยายามก่อความเสียหายในแผ่นดิน คือการที่พวกเขาจะถูกประหารชีวิต หรือถูกตรึงบนไม้กางเขน หรือมือและเท้าของพวกเขาจะถูกตัดสลับข้าง  หรือพวกเขาจะถูกเนรเทศจากแผ่นดินนั้น”

(สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 33)

 

                และเนื่องจากมีรายงานระบุว่านบี   ได้กระทำเช่นนั้นกับพวกอัรฺนียีนฺ ซึ่งปล้นอูฐซะกาตและสังหารผู้เลี้ยงอูฐและหนีคดี

(รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ และมุสลิม)

                ทั้งนี้ให้ผู้มีอำนาจ (ผู้ปกครองรัฐมุสลิม) ดำเนินการลงโทษกับผู้ปล้นสะดมภ์ดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งนักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่า กรณีมีการฆ่าเจ้าทรัพย์ ให้ประหารชีวิต และให้ตัดมือและเท้าสลับข้างในกรณีขโมยทรัพย์ และให้เนรเทศหรือถูกจำคุกเมื่อไม่มีการฆ่าเจ้าทรัพย์ และการขโมยทรัพย์ จนกว่าพวกนั้นจะสำนึกผิด (التَّوْبَةُ)

 

3.การผิดประเวณี (ล่วงละเมิดทางเพศ)

                การผิดประเวณี เรียกในภาษาอาหรับว่า อัซ-ซินา (اَلزِّنَا)  หมายถึง การสมสู่ระหว่างชายหญิงที่มิใช่คู่สมรสของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทางทวารหน้าหรือทวารหลังก็ตาม

                        การผิดประเวณีถือเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาบาปใหญ่ (كَبَائِرُ) รองจากการสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม  การตั้งภาคี  และการฆาตกรรม   ดังปรากฎในอัล-กุรฺอาน ว่า :

Ÿwur (#qç/tø)s? #’oTÌh“9$# ( ¼çm¯RÎ) tb%x. Zpt±Ås»sù uä!$y™ur Wx‹Î6y™ ÇÌËÈ

          ความว่า  “และสูเจ้าทั้งหลายอย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงการผิดประเวณีคือความอนาจารและเป็นหนทางอันชั่วช้าเลวทราม”

(สูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ อายะฮฺที่ 32)

 

                ส่วนหนึ่งจากเหตุผลในการบัญญัติห้ามการผิดประเวณี คือการดำรงไว้ซึ่งความ บริสุทธิ์ของสังคมมนุษย์   เป็นการรักษาเกียรติยศของผู้ศรัทธา   และพิทักษ์ไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของเชื้อสายโลหิตตลอดจนเป็นการป้องกันผู้ศรัทธาให้ห่างไกลจากความสำส่อนทางเพศอันเป็นสาเหตุของโรคร้ายที่รุนแรงเช่น เอดส์ เป็นต้น

                ผู้กระทำผิดในคดีลักษณะอาญาว่าด้วยการผิดประเวณีมี 2 ลักษณะคือ

                        (1) ผู้ที่เป็นมุหฺศ็อน (مُحْصَنٌ)  ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

                                ก. บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะ

                                ข. เป็นเสรีชน

                                ค. มีการกระทำผิดโดยสมัครใจ มิได้ถูกบังคับ

                                ง. ผ่านการสมรสที่ถูกต้องและมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นจากการสมรสนั้น

                        (2) ผู้ที่มิใช่มุหฺศ็อน (غَيْرُ مُحْصَنٍ) คือผู้ที่ยังไม่เคยสมรสมาก่อน

บทลงโทษในคดีลักษณะอาญาว่าด้วยการผิดประเวณี

              หากผู้กระทำผิดเป็นผู้ที่มิใช่มุหฺศ็อน คือผู้ที่ยังไม่เคยสมรสมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง จะต้องถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยน (โบย) 100 ที และเนรเทศเป็นเวลา 1 ปี

                        หากผู้กระทำผิดเป็นมุหฺศ็อน  คือผ่านการสมรสที่ถูกต้องมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง จะต้องถูกลงโทษด้วยการขว้างด้วยก้อนหินจนตาย

                        หลักฐานว่าด้วยการเฆี่ยน (โบย) 100 ที สำหรับผู้กระทำผิดประเวณีที่มิใช่มุหฺศ็อน ปรากฎใน อัล-กุรฺอาน  ว่า :

èpu‹ÏR#¨“9$# ’ÎT#¨“9$#ur (#rà$Î#ô_$$sù ¨@ä. 7‰Ïnºur $yJåk÷]ÏiB sps($ÏB ;ot$ù#y_ ( ......... ÇËÈ

 

          ความว่า “หญิงที่ทำผิดประเวณีและชายที่ทำผิดประเวณีนั้น พวกท่านจงเฆี่ยนแต่ละบุคคลจากทั้งสองนั้น 100 ครั้ง”

      (สูเราะฮฺ อัน-นูร อายะฮฺที่ 2) 

                ส่วนหลักฐานที่ว่าด้วยการเนรเทศผู้กระทำผิดเป็นเวลา 1 ปีนั้นได้รับการยืนยัน    ในอัล-หะดีษที่เศาะฮีหฺ และอัล-อิจญฺมาอฺของบรรดาเศาะหาบะฮฺ โดยคำตัดสินให้เนรเทศนั้นต้องมาจากคำตัดสินของผู้พิพากษา และการเนรเทศนี้จำเป็นทั้งผู้กระทำผิดที่เป็นชายและเป็นหญิง ยกเว้นในกรณีของผู้หญิงต้องมีผู้ที่เป็นชายที่ห้ามแต่งงานด้วย (مُحْرَمٌ) ร่วมเดินทางไปกับนาง และระยะทางในการเนรเทศนั้นต้องเป็นระยะทางที่อนุญาตให้ละหมาดย่อได้ขึ้นไป

                หลักฐานว่าด้วยการขว้างก้อนหินจนตายในกรณีของผู้กระทำผิดที่เป็นมุหศ็อนคือ การกระทำที่มีรายงานมาจากนบี   และอายะฮฺอัล-กุรฺอานที่ถูกยกเลิกการอ่าน แต่ยังคงใช้ข้อตัดสินจากอายะฮฺนั้น คือ :

 

اَلشَّيْخُ وَالشَّيْخَةُ إِذَازَنَيَافَارْجُمُوْهُمَاالْبَتَةَ نَكَالاًمِنَ اللهِ وَالله ُعَزِيْزٌحَكِيْمٌ

          ความว่า “ชายที่แต่งงานแล้วและหญิงที่แต่งงานแล้ว เมื่อทั้งสองได้กระทำผิดประเวณี พวกท่านจงขว้างบุคคลทั้งสองโดยเด็ดขาด (ถึงตาย) อันเป็นการลงทัณฑ์จากอัลลอฮฺ และพระองค์ทรงเกียรติยิ่ง อีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่ง”

 

เงื่อนไขในการลงโทษผู้กระทำผิดประเวณี มีดังนี้

                (1) เป็นมุสลิม มีสติ สัมปชัญญะ บรรลุศาสนภาวะ และกระทำไปโดยสมัครใจ ไม่ถูกบังคับ

                (2) การกระทำผิดประเวณีนั้นปลอดจากข้อคลุมเครือที่ศาสนาอนุโลมให้ เช่น ชายพบหญิงนอนหลับอยู่ในที่นอนของตนแล้วเข้าใจว่าหญิงนั้นคือภรรยาของตนจึงมีเพศสัมพันธ์ระหว่างกัน ต่อมาปรากฏว่าหญิงนั้นมิใช่ภรรยาของตน ในกรณีเช่นนี้ไม่มีการลงโทษตามที่ศาสนากำหนดไว้ แต่ฝ่ายชายต้องจ่ายมะฮัรฺ มิษฺล

                (3) การกระทำผิดประเวณีนั้นได้รับการยืนยันที่เด็ดขาด เช่น การสารภาพของผู้กระทำผิด ด้วยสำนวนการสารภาพที่ชัดเจนเด็ดขาดและอยู่ในสภาวะที่ปกติ   หรือด้วยการเป็นพยานของชายที่เที่ยงธรรม 4 คน

                (4) ผู้กระทำผิดประเวณีต้องไม่กลับคำรับสารภาพก่อนการดำเนินบทลงโทษ

วิธีการลงโทษผู้กระทำผิดประเวณี

                อิหม่ามทั้งสี่ท่านเห็นพ้องตรงกันว่า ผู้ถูกลงโทษให้ถูกขว้างที่เป็นชายนั้น ให้ลงโทษในสภาพที่จำเลยนั้นยืน โดยไม่ถูกผูกมัดกับสิ่งใด และไม่ต้องขุดหลุม ไม่ว่าการกระทำผิดนั้นจะได้รับการยืนยันด้วยการสารภาพหรือด้วยพยานก็ตาม ส่วนถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นหญิง ก็สมควรขุดหลุมลึกถึงอกของนาง หากการกระทำผิดของนางได้รับการยืนยันด้วยพยาน ส่วนในกรณีที่นางสารภาพนั้น ไม่ต้องขุดหลุม ทั้งนี้เพื่อที่นางจะได้หนีได้หากนางกลับคำให้การสารภาพ และในการขว้างนั้นให้ใช้ก้อนหินขนาดปานกลาง (พอดีมือ) ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป โดยการลงโทษให้กระทำต่อหน้า ผู้มีอำนาจ (อิหม่าม) หรือตัวแทนและต่อหน้าพยานรับรู้ที่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน และเมื่อจำเลยได้เสียชีวิตแล้ว ให้จัดการศพตามปกติคือ อาบน้ำศพ ห่อศพ ละหมาด และนำไปฝัง

                ส่วนกรณีการลงโทษด้วยการเฆี่ยนนั้น ให้จำเลยนั่งลงกับพื้น และเฆี่ยนที่หลังหรืออวัยวะส่วนอื่นที่มิใช่ใบหน้าและอวัยวะเพศ หรืออวัยวะที่อาจเป็นอันตรายถึงตายได้ และให้ใช้แส้ขนาดปานกลางในการเฆี่ยน ในกรณีของจำเลยที่เป็นหญิงให้นางปกปิดเรือนร่างด้วยผ้าบางๆ โดยการลงโทษให้กระทำต่อหน้าผู้คนโดยเปิดเผย และไม่ให้ลงโทษในมัสยิดสถาน และการลงโทษไม่ว่าจะเป็นการเฆี่ยนหรือการขว้างด้วยก้อนหินต้องได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ (อิหม่าม) เท่านั้น

                ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นหญิงที่ตั้งครรภ์ ให้รอจนกว่านางจะคลอดเสียก่อน พร้อมกับให้เวลานางในการให้นมลูกของนางเป็นเวลา 2 ปี

                และในการลงโทษด้วยการเฆี่ยนนั้นต้องไม่กระทำในเวลาที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด  ขณะป่วย หรือขณะมีเลือดนิฟาส  หรือมีการตั้งครรภ์    ทั้งนี้เพราะการเฆี่ยนมีเป้าหมายเพื่อการปรามและทำให้หลาบจำ  มิใช่ทำให้ถึงแก่ชีวิต

 

4.รักร่วมเพศ (اَللِّوَاطُ)

                อัล-ลิวาฎ (اَللِّوَاطُ)  หมายถึง การสมสู่กันระหว่างชายกับชาย หรือระหว่างชายกับหญิงที่มิใช่ภรรยาของตนทางทวารหนัก การกระทำเช่นนี้ศาสนาอิสลามถือว่าเป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก เช่นเดียวกับความผิดของการผิดประเวณี ((اَلزِّنَاในส่วนของผู้กระทำ (فَاعِلٌ) นั้นหากมีพยานยืนยันหรือผู้กระทำผิดได้สารภาพ ให้พิจารณาว่า  ถ้าผู้กระทำผิดเป็นมุหศ็อน (ผ่านการสมรสแล้ว) ก็จะถูกขว้างจนตาย แต่ถ้าผู้กระทำผิดมิใช่มุหฺศ็อน (ยังไม่เคยผ่านการสมรสมาก่อน) ก็จะถูกเฆี่ยน 100 ที และเนรเทศเป็นเวลา 1 ปี ส่วนผู้ถูกกระทำ (مَفْعُوْلٌ بِهِ) ซึ่งมิใช่ภรรยาของผู้กระทำผิดก็จะถูกเฆี่ยนและถูกเนรเทศเช่นเดียวกับกรณีของคนโสด ถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทำจะเคยผ่านการสมรสมาแล้วก็ตาม  และไม่ว่าผู้ถูกกระทำจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม มีบางทัศนะระบุว่า ให้ขว้างหญิงที่ผ่านการสมรสแล้วจนตายในกรณีนี้ และในคำกล่าวหนึ่งของอิหม่ามอัช-ชาฟีอียฺ ระบุว่า ผู้ที่กระทำผิดในคดีรักร่วมเพศนี้จะต้องถูกประหารชีวิตโดยอาศัยอัล-หะดีษที่รายงานโดยบรรดาเจ้าของ อัส-สุนัน จากอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาสว่าแท้จริงนบี  ได้กล่าวว่า:

( مَنْ وَجَدْتُمُوْهُ يَعْمَلُ عَمَلَ قَوْمِ لُوْطٍ فَاقْتُلُواالْفَاعِلَ وَالْمَفْعُوْلَ بِهِ )

                ความว่า“ผู้ใดที่พวกท่านพบว่าเขาได้กระทำเยี่ยงการกระทำของกลุ่มชนนบีลูฏแล้ว พวกท่านก็จงสังหารทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำนั้นเสีย”

                                (รายงานโดย อัต-ติรมิซียฺ    อบูดาวูด   อิบนุมาญะฮฺ )

                อนึ่ง กรณีการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกับหญิงผู้เป็นภรรยานั้น ถือเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นส่วนหนึ่งจากบาปใหญ่ เนื่องจากมีระบุมาในบรรดาอัล-หะดีษเป็นจำนวนมากที่สาปแช่งผู้กระทำสิ่งดังกล่าว เช่น อัล-หะดีษที่รายงานโดยอบูฮุรอยเราะฮฺจากนบี   ว่า :

(مَلْعُوْنٌ مَنْ أَتٰى امْرَأَةً فِىْ دُبُرِهَا)                              

                ความว่า“ผู้ที่ร่วมเพศกับหญิงหนึ่งทางทวารหนักของนางย่อมถูกสาปแช่ง”

 (รายงานโดย อบูดาวูด)

 

                ดังนั้น หากปรากฏว่าสามีได้ร่วมเพศกับภรรยาของตนทางทวารหนัก ก็ให้ผู้พิพากษา (اَلْقَاضِيْ) กำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมได้ แต่บทลงโทษดังกล่าวจะต้องไม่ถึงขั้นต่ำสุดของบทลงโทษสถานหนักที่ศาสนากำหนดเอาไว้

                ส่วนการรักร่วมเพศระหว่างหญิงกับหญิงนั้น ภาษาอาหรับเรียกว่า อัส-สิหาก(اَلسِّحَاقُ)   ถือเป็นสิ่งต้องห้ามโดยการเห็นพ้องของบรรดานักปราชญ์ และเนื่องจากมีอัล-หะดีษระบุว่า :

 

( لاَيَنْظُرُالرَّجُلُ إِلَى عَوْرَةِالرَّجُلِ ، وَلاَالْمَرْأَةُإِلَى عَوْرَةِالْمَوْ أَةِ ولاَيُفْضِى الرَّجُلُ إِلَى الرَّجُلِ فِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ ، وَلاَتُفْضِى المَرْأةُ إِلَى المَرْأَةِفِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ )

                ความว่า“ชายจะต้องไม่มองไปยังเอาเราะฮฺของชาย และหญิงจะต้องไม่มองไปยังเอาเราะฮฺของหญิง และชายจะต้องไม่สัมผัสเสียดสีผิวกายกับชายในผ้าคลุมผืนเดียวกัน และหญิงจะต้องไม่สัมผัสเสียดสีผิวกายกับหญิงในผ้าคลุมผืนเดียวกัน”

                                          (รายงานโดย อะหฺมัด    มุสลิม อบูดาวูด และอัต-ติรมีซียฺ)

 

                ดังนั้นการสัมผัสกายโดยตรงระหว่างหญิงกับหญิงด้วยการเสียดสี เล้าโลม กอดฟัดรัดเหวี่ยงเยี่ยงการกระทำของพวกเลสเบี้ยนนั้น จึงเป็นสิ่งต้องห้าม   และมีโทษตามดุลยพินิจของผู้พิพากษาหรือผู้มีอำนาจ แต่ไม่ถึงขั้นของโทษในคดีความผิดว่าด้วยการผิดประเวณี หรือการรักร่วมเพศระหว่างชายกับชายทางทวารหนัก (اَللِّوَاطُ)

                อนึ่ง