การไถ่โทษ (اَلْكَفَّارَةُ) เนื่องจากการฆาตกรรม
ฆาตกรที่สังหารชีวิตซึ่งถูกห้ามเอาไว้ ถึงแม้จะเป็นทารกในครรภ์ จำต้องไถ่โทษ (اَلْكَفَّارَةُ) เนื่องจากการละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺ ไม่ว่าฆาตกรผู้นั้นจะฆาตกรรมโดยเจตนา กึ่งเจตนา หรือพลาดพลั้ง และไม่ว่าฆาตกรจะได้รับการอภัยให้จากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่จำต้องจ่ายหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าฆาตกรนั้นจะเป็นเด็ก หรือผู้วิกลจริต หรือเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ และบรรลุศาสนภาวะแล้วหรือไม่ก็ตาม ดังปรากฏในอัล-กุรฺอานว่า :
`tBur @tFs% $·YÏB÷sãB $\«sÜyz ãÌóstGsù 7pt7s%u 7poYÏB÷sB ×ptÏur îpyJ¯=|¡B #n<Î) ÿ¾Ï&Î#÷dr& ÇÒËÈ……
ความว่า “และผู้ใดได้สังหารผู้ศรัทธาโดยผิดพลาดแล้ว ก็ให้ปลดปล่อยทาสผู้ศรัทธา 1 คนให้เป็นไทแก่ตน และจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ถูกส่งมอบไปยังครอบครัวผู้ศรัทธาที่ถูกสังหารนั้น”
(สูเราะฮฺ อัน-นิสาอฺ อายะฮฺที่ 92)
การไถ่โทษ (اَلْكَفَّارَةُ) มี 2 ประการ ดังนี้
1) การปล่อยทาสหนึ่งคนที่เป็นมุสลิมให้เป็นไท
2) ถ้าไม่มีทาสที่จะปล่อยก็ให้ถือศีลอดเป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกัน หากไม่สามารถถือศีลอด อันเนื่องมาจากเจ็บป่วย การไถ่โทษก็ยังคงเป็นภาระผูกพันอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะมีความสามารถไถ่โทษ 1 ใน 2 ประการนั้น ทั้งนี้การไร้ความสามารถจะไม่เคลื่อนย้ายสู่การให้อาหารคนยากจนแต่อย่างใด
การประทุษร้ายที่ไม่ถึงแก่ชีวิต มี 3 ชนิด คือ
1) การประทุษร้ายอันเป็นเหตุให้เกิดบาดแผล เช่น บาดแผลที่ใบหน้าและศีรษะ ที่ทำให้ผิวหนังฉีกขาดและกระดูกโผล่ออกมา (اَلْمُوْضِحَةُ) ให้กิศ็อศฺ คือกระทำกับผู้ประทุษร้ายเช่นที่เขากระทำกับผู้ถูกประทุษร้าย ยกเว้นผู้ประทุษร้ายได้รับการอภัยก็ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน (اَلدِّيَةُ) เป็นอูฐจำนวน 5 ตัว
2) การประทุษร้ายอันเป็นเหตุให้อวัยวะขาดหรือเสียสมรรถภาพ คือการที่บุคคลได้ประทุษร้ายต่ออีกบุคคลหนึ่งด้วยการควักลูกตาหรือทำให้ขาหักหรือทำให้แขนขาดเป็นต้น ทั้งนี้หากผู้ประทุษร้ายกระทำโดยเจตนา และมิใช่บิดาของผู้ถูกประทุษร้าย และผู้ถูกประทุษร้ายมีสถานภาพเท่าเทียมกัน ก็ให้ลงโทษกิศ็อศฺ ผู้ประทุษร้ายด้วยการตัดสิ่งที่เขาตัด และทำให้เกิดบาดแผลเหมือนกับที่เขาได้กระทำกับผู้ถูกประทุษร้าย ดังปรากฏในอัล-กุรฺอานว่า :
yyrãàfø9$#ur ÒÉ$|ÁÏ% 4 ...... ÇÍÎÈ
ความว่า “และบรรดาบาดแผลนั้นคือการกิศ็อศฺ (กระทำเยี่ยงกัน)”
(สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 45)
การกิศ็อศประเภทนี้มีเงื่อนไขดังนี้
(1) ต้องปลอดภัยจากการกระทำที่เกินเลยในการกิศ็อศ ดังนั้นหากเกรงว่าจะมีการกระทำที่เกินเลย ก็ไม่มีการกิศ็อศแต่อย่างใด
(2) ต้องเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ ถ้าหากกระทำไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน
(3) อวัยวะที่ต้องการกิศ็อศนั้นต้องเหมือนกันทั้งนามชื่อและตำแหน่งของอวัยวะที่เสียสมรรถภาพ ดังนั้นมือขวาจะไม่ถูกตัดในส่วนของมือซ้าย มือจะไม่ถูกตัดในส่วนของเท้า เป็นต้น
(4) อวัยวะทั้งสองต้องมีความสมบูรณ์และใช้การได้เหมือนกัน ดังนั้นมือที่เป็นอัมพาตจะไม่ถูกตัดในส่วนของมือที่ปกติ เป็นต้น
(5) ทุกบาดแผลที่ไม่สามารถกิศ็อศได้เยี่ยงกัน จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น
3) การประทุษร้ายที่ทำให้ประโยชน์การใช้อวัยวะนั้นๆ หรือบางส่วนจากประโยชน์นั้นเสียไป อันได้แก่ การทำให้สติปัญญาสูญเสียไป ทำให้การมองเห็น การได้ยิน การพูด การดมกลิ่นสูญเสียไป การทำให้สมรรถภาพทางเพศสูญเสียไป และการทำให้ความสามารถในการยืนและการนั่งสูญเสียไป ในทุกกรณีที่กล่าวมาจำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนในอัตราเต็ม (คือ อูฐ 100 ตัว) ดังมีปรากฏในสาส์นของท่าน อัมรฺ อิบนุ หัซฺมิน ซึ่งนบีได้ใช้ให้เขียนถึงชาวเมืองยะมันว่า : “ผู้ใดที่สังหารผู้ศรัทธาโดยเจตนาพร้อมกับมีพยานรู้เห็น จำเป็นจะต้องประหารชีวิตผู้นั้น เว้นแต่ผู้ปกครองของผู้ที่ถูกสังหารจะยอมรับค่าสินไหมทดแทน และในการสังหารผู้อื่นต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นอูฐ 100 ตัว (เต็มอัตรา) สำหรับจมูกที่ถูกตัดขาดไปทั้งหมด จำต้องจ่ายค่าสินไหมเต็มอัตรา สำหรับริมฝีปากทั้ง 2 ข้าง อัณฑะทั้งสอง ลึงค์ กระดูกสันหลัง ตาทั้งสองข้าง จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มอัตราเช่นกัน สำหรับเท้าข้างเดียวให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนครึ่งหนึ่ง สำหรับแผลแตกที่ศีรษะให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนหนึ่งในสาม สำหรับแผลที่ทะลุเข้าไปภายในจำต้องจ่ายหนึ่งในสาม สำหรับกระดูกที่แตกหรือหัก จำต้องจ่ายเป็นอูฐ 15 ตัว สำหรับนิ้วทุกนิ้วจำต้องจ่ายเป็นอูฐ 10 ตัว สำหรับฟันจะต้องจ่ายเป็นอูฐ 5 ตัว และสำหรับบาดแผลที่กระดูกโผล่ออกมา จำต้องจ่ายเป็นอูฐ 5 ตัว....”
(รายงานโดย อัน-นะสาอียฺ )
สำหรับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสตรีที่ได้รับบาดเจ็บ หรืออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของนางได้รับความเสียหาย คือนางจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้ประทุษร้ายครึ่งหนึ่งจากผู้ชายได้รับ ดังปรากฎในอัล-หะดีษว่า :
“บาดแผลของสตรีจะได้รับค่าสินไหมทดแทนครึ่งหนึ่งที่ผู้ชายได้รับ
ไม่ว่าบาดแผลนั้นจะน้อยหรือมากกว่าก็ตาม”
(รายงานโดย อัล-บัยฮะกียฺ)
อนึ่งในกรณีการฆาตกรรมที่จำต้องมีการประหารชีวิตฆาตกรนั้น สามารถพิจารณาคดีได้ 2 วิธี คือ
1) ด้วยการสารภาพ (اَلإِقْرَارُ) ของฆาตกร
2) มีพยานที่เป็นชายที่มีความยุติธรรม 2 คนยืนยัน
ส่วนกรณีที่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนนั้น ยืนยันได้ด้วยสิ่งดังต่อไปนี้
1) การสารภาพของฆาตกรหรือผู้ประทุษร้าย
2) มีพยานที่เป็นชายที่มีความยุติธรรม 2 คน ยืนยัน
3) มีพยานเป็นชาย 1 คน และสตรี 2 คน ทั้งนี้เพราะสตรีจะถูกยอมรับในการเป็นพยานของพวกนางในเรื่องทรัพย์สิน โดยการเป็นพยานของสตรี 2 คน จะแทนการเป็นพยานของชาย 1 คน
4) มีพยานเป็นชาย 1 คน และมีการสาบานของโจทก์
5) ผู้พิพากษารู้ถึงสิ่งดังกล่าว
อนึ่ง การดำเนินการลงโทษในคดีความลักษณะอาญา ไม่ว่าจะเป็นโทษประหารชีวิตหรือการกิศ็อศในเรื่องอวัยวะนั้น ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจ (อิหม่ามหรือผู้พิพากษา) เมื่อผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาได้พิจารณาคดีความแล้ว ตัดสินให้ประหารชีวิตฆาตกร ผู้ปกครองหรือทายาทของผู้ถูกสังหารมีสิทธิร้องขอจากผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาให้ตนดำเนินการประหารชีวิตฆาตกรด้วยตนเอง โดยมีเงื่อนไข 2 ประการ คือ
1) การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปตามคำอนุญาตของผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษา ดังนั้นหากผู้ปกครองหรือทายาทของผู้ถูกสังหารด่วนกระทำการลงมือประหารชีวิตฆาตกรโดยมิได้ขออนุญาตจากผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาก่อน ถือว่ามีความผิด โดยต้องคดีลหุโทษ (اَلتَّعْزِيْرُ) ตามดุลยพินิจของผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษา เช่น จำคุก หรือ เฆี่ยน แต่ไม่มีการประหารชีวิตผู้กระทำผิดในกรณีนี้
2) การดำเนินการนั้นต้องเป็นกรณีโทษประหารชีวิตที่มีการฆาตกรรม ส่วนกรณีการลงโทษเยี่ยงกันในคดีประทุษร้ายนั้น ผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ดำเนินการลงโทษเอง
2. การลักทรัพย์หรือโจรกรรม
การลักทรัพย์หรือโจรกรรม เรียกในภาษาอาหรับว่า อัส-สะริเกาะฮฺ (اَلسَّرِقَةُ)ตามหลักภาษาหมายถึง การเอาทรัพย์สินโดยไม่เปิดเผย ส่วนตามคำนิยามในกฏหมายอิสลาม หมายถึง การเอาทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างไม่เปิดเผยโดยมิชอบจากสถานที่เก็บทรัพย์สิน ตามเงื่อนไขเฉพาะที่ถูกกำหนดเอาไว้
การลักทรัพย์ถือเป็นบาปใหญ่ และถือเป็นพฤติกรรมของผู้ที่ไม่ศรัทธา ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ดังนั้นศาสนาอิสลามจึงกำหนดโทษเอาไว้รุนแรงมากด้วยการตัดข้อมือ ดังปรากฎในอัล-กุรฺอาน ว่า :
ä-Í$¡¡9$#ur èps%Í$¡¡9$#ur (#þqãèsÜø%$$sù $yJßgtÏ÷r& Lä!#ty_ $yJÎ/ $t7|¡x. Wx»s3tR z`ÏiB «!$# 3
ª!$#ur îÍtã ÒOÅ3ym ÇÌÑÈ
ความว่า “และชายผู้ลักทรัพย์และหญิงผู้ลักทรัพย์นั้น พวกท่านจงตัดมือของบุคคลทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทนต่อสิ่งที่บุคคลทั้งสองได้ขวนขวายเอาไว้ อันเป็นการลงโทษจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺทรงเกียรติยิ่งอีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่ง”
(สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 38)
และนบีกล่าวว่า : لَعَنَ اﷲُالسَّارِقَ يَسْرِقُ الْبيْضَةَ فَتُقْطَعُ يَدُه ُ
ความว่า อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ลักทรัพย์โดยที่เขาลักไข่เพียง 1 ฟองแล้วมือของเขาก็ถูกตัด”
(รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ และมุสลิม)
บทลงโทษคดีลักทรัพย์
เมื่อมีการยืนยันในคดีลักทรัพย์ตามเงื่อนไขที่จะกล่าวถึงต่อไป เบื้องหน้าผู้พิพากษาคดีความ ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีกับผู้ลักทรัพย์ คือ ตัดข้อมือข้างขวา ในกรณีที่ผู้ลักทรัพย์ก่อคดีเป็นครั้งแรก หากผู้กระทำผิดลักทรัพย์ในครั้งที่ 2 หลังจากถูกตัดข้อมือขวาไปแล้ว ก็ให้ตัดข้อเท้าข้างซ้ายของจำเลย หากลักทรัพย์เป็นครั้งที่ 3 หลังจากถูกตัดข้อเท้าข้างซ้ายไปแล้ว ก็ให้ตัดข้อมือข้างซ้าย หากจำเลยไม่หลาบจำ กระทำผิดเป็นครั้งที่ 4 ก็ให้ตัดข้อมือข้างขวาของจำเลย หากกระทำผิดในฐานลักทรัพย์อีก ให้ผู้มีอำนาจหรือผู้พิพากษาพิจารณาดำเนินคดีลหุโทษตามความเหมาะสม ทั้งนี้ อิหม่าม อัช-ชาฟีอียฺ ได้รายงานไว้ในมุสนัดของท่านจากอบูฮุรอยเราะฮฺว่านบี ได้กล่าวถึงผู้ลักทรัพย์ว่า :
إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْايَدَه ، ثُمَّ إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْاِرجْلَه ثُمَّ إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْايَدَه ،
ثُمَّ إِنْ سَرِقَ فَاقْطَعُوْا رِجْلَهُ
ความว่า “หากว่าเขาลักทรัพย์ พวกท่านจงตัดมือของเขา ต่อมาหากเขาลักทรัพย์ ก็จงตัดข้อเท้าของเขา ต่อมาหากเขาลักทรัพย์อีก ก็จงตัดมือของเขา ต่อมาหากเขาลักทรัพย์อีก พวกท่านก็จงตัดข้อเท้าของเขา”
(กิตาบอัล-อุมมฺ 6/138)
อนึ่ง คดีลักทรัพย์จะได้รับการพิจารณาคดี ด้วยหนึ่งในสองวิธีดังนี้
(1) ผู้ลักทรัพย์สารภาพอย่างชัดเจนว่าตนลักทรัพย์
(2) มีพยานเป็นชายที่ยุติธรรม 2 คน ยืนยันว่าจำเลยได้ก่อคดีลักทรัพย์
ทั้งนี้ หากจำเลยกลับคำให้การ ก็ไม่ต้องถูกตัดมือ แต่ต้องชดใช้ทรัพย์สินที่ถูกขโมยแก่เจ้าทรัพย์เท่านั้น
ส่วนเงื่อนไขในการดำเนินคดีผู้ลักทรัพย์ตามบทลงโทษด้วยการตัดมือ ผู้ที่ลักทรัพย์จะไม่ถูกตัดมือนอกจากมีเงื่อนไขครบถ้วน ดังต่อไปนี้
(1) ต้องบรรลุศาสนภาวะ มีสติสัมปชัญญะพร้อมทั้งกระทำด้วยความสมัครใจ (ไม่ถูกบังคับ)
(2) ต้องมิใช่บุตรของผู้เป็นเจ้าทรัพย์ มิใช่บิดาและมิใช่คู่สามีภรรยา
(3) ทรัพย์ที่ถูกขโมยต้องเป็นทรัพย์ที่หะล้าล และมีจำนวนถึงอัตรา 1/4 ดีนารฺในการตีราคา หรือเท่ากับ 3 ดิรฮัมขึ้นไป ดังปรากฏในอัล-หะดีษ ว่า :
لاَتُقْطَعُ يَدُالسَّارِقِ إِلاَّفِى رُبْعِ دِيْنَارٍفَصَاعِدًا
ความว่า“มือของผู้ลักทรัพย์จะไม่ถูกตัดนอกจากใน (กรณีที่ทรัพย์นั้นถึง) หนึ่งในสี่ของ ดีนารฺขึ้นไป”
(รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ มุสลิม )
และมีรายงานจากอิบนุ อุมัรว่า นบี ได้ตัดสินให้ตัดมือผู้ลักขโมยโล่ห์ที่มีราคา 3 ดิรฮัม
(รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ )
(4) ทรัพย์ที่ถูกขโมยนั้นต้องอยู่ในสถานที่มิดชิดหรือมีขอบเขต เช่น บ้าน ร้านค้า คอกสัตว์ หรือกล่อง เป็นต้น
(5) ผู้ลักทรัพย์ต้องไม่มีกรรมสิทธิเกี่ยวข้องในทรัพย์สินที่ถูกขโมยนั้น เช่น ลักค่าจ้างของตนเองจากนายจ้าง เป็นต้น
(6) ผู้ลักทรัพย์ต้องรู้ว่าการลักทรัพย์เป็นสิ่งต้องห้าม
(7) การเอาทรัพย์ไปนั้นต้องมิใช่ด้วยวิธีการฉกชิงวิ่งราวทรัพย์จากเจ้าทรัพย์แล้ววิ่งหนี
(8) การลักทรัพย์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงปีที่แห้งแล้งขาดแคลนอาหาร (ทุพภิกขภัย)
อนึ่ง เมื่อมีการยืนยันในคดีลักทรัพย์ และผู้ลักทรัพย์ถูกตัดมือจากคำพิพากษาแล้ว ก็จำเป็นที่ผู้ลักทรัพย์ต้องส่งมอบทรัพย์ของกลางที่ถูกขโมยคืนแก่เจ้าทรัพย์ หากเจ้าทรัพย์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าทรัพย์นั้นเสียหายไปแล้ว ก็จำเป็นต้องชดใช้ตามราคาของทรัพย์นั้น
ในกรณีที่เจ้าทรัพย์อภัยแก่ผู้ลักทรัพย์ และเรื่องยังไม่เป็นคดีความในชั้นศาล ก็ไม่มีการตัดมือแต่อย่างใด แต่ถ้าหากเป็นคดีความในชั้นศาลแล้ว ก็จำเป็นต้องตัดมือ และไม่อนุญาตให้วิ่งเต้นเพื่อลดโทษในคดีความดังกล่าว
การปล้นสะดมภ์
ผู้ที่บุกรุกเคหะสถานและปล้นทรัพย์พร้อมกับฆ่าเจ้าทรัพย์นั้น มีโทษสถานหนักดังที่ปรากฎในอัล-กุรฺอาน ว่า
$yJ¯RÎ) (#ätÂty_ tûïÏ%©!$# tbqç/Í$ptä ©!$# ¼ã&s!qßuur tböqyèó¡tur Îû ÇÚöF{$# #·$|¡sù br& (#þqè=Gs)ã ÷rr& (#þqç6¯=|Áã ÷rr& yì©Üs)è? óOÎgÏ÷r& Nßgè=ã_ör&ur ô`ÏiB A#»n=Åz ÷rr& (#öqxÿYã ÆÏB ÇÚöF{$# .......... ÇÌÌÈ
ความว่า“อันที่จริงการตอบแทนของบรรดาผู้ที่ทำสงครามกับอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และพยายามก่อความเสียหายในแผ่นดิน คือการที่พวกเขาจะถูกประหารชีวิต หรือถูกตรึงบนไม้กางเขน หรือมือและเท้าของพวกเขาจะถูกตัดสลับข้าง หรือพวกเขาจะถูกเนรเทศจากแผ่นดินนั้น”
(สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 33)
และเนื่องจากมีรายงานระบุว่านบี ได้กระทำเช่นนั้นกับพวกอัรฺนียีนฺ ซึ่งปล้นอูฐซะกาตและสังหารผู้เลี้ยงอูฐและหนีคดี
(รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ และมุสลิม)
ทั้งนี้ให้ผู้มีอำนาจ (ผู้ปกครองรัฐมุสลิม) ดำเนินการลงโทษกับผู้ปล้นสะดมภ์ดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งนักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่า กรณีมีการฆ่าเจ้าทรัพย์ ให้ประหารชีวิต และให้ตัดมือและเท้าสลับข้างในกรณีขโมยทรัพย์ และให้เนรเทศหรือถูกจำคุกเมื่อไม่มีการฆ่าเจ้าทรัพย์ และการขโมยทรัพย์ จนกว่าพวกนั้นจะสำนึกผิด (التَّوْبَةُ)
3.การผิดประเวณี (ล่วงละเมิดทางเพศ)
การผิดประเวณี เรียกในภาษาอาหรับว่า อัซ-ซินา (اَلزِّنَا) หมายถึง การสมสู่ระหว่างชายหญิงที่มิใช่คู่สมรสของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทางทวารหน้าหรือทวารหลังก็ตาม
การผิดประเวณีถือเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาบาปใหญ่ (كَبَائِرُ) รองจากการสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม การตั้งภาคี และการฆาตกรรม ดังปรากฎในอัล-กุรฺอาน ว่า :
wur (#qç/tø)s? #oTÌh9$# ( ¼çm¯RÎ) tb%x. Zpt±Ås»sù uä!$yur WxÎ6y ÇÌËÈ
ความว่า “และสูเจ้าทั้งหลายอย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงการผิดประเวณีคือความอนาจารและเป็นหนทางอันชั่วช้าเลวทราม”
(สูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ อายะฮฺที่ 32)
ส่วนหนึ่งจากเหตุผลในการบัญญัติห้ามการผิดประเวณี คือการดำรงไว้ซึ่งความ บริสุทธิ์ของสังคมมนุษย์ เป็นการรักษาเกียรติยศของผู้ศรัทธา และพิทักษ์ไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของเชื้อสายโลหิตตลอดจนเป็นการป้องกันผู้ศรัทธาให้ห่างไกลจากความสำส่อนทางเพศอันเป็นสาเหตุของโรคร้ายที่รุนแรงเช่น เอดส์ เป็นต้น
ผู้กระทำผิดในคดีลักษณะอาญาว่าด้วยการผิดประเวณีมี 2 ลักษณะคือ
(1) ผู้ที่เป็นมุหฺศ็อน (مُحْصَنٌ) ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
ก. บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะ
ข. เป็นเสรีชน
ค. มีการกระทำผิดโดยสมัครใจ มิได้ถูกบังคับ
ง. ผ่านการสมรสที่ถูกต้องและมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นจากการสมรสนั้น
(2) ผู้ที่มิใช่มุหฺศ็อน (غَيْرُ مُحْصَنٍ) คือผู้ที่ยังไม่เคยสมรสมาก่อน
บทลงโทษในคดีลักษณะอาญาว่าด้วยการผิดประเวณี
หากผู้กระทำผิดเป็นผู้ที่มิใช่มุหฺศ็อน คือผู้ที่ยังไม่เคยสมรสมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง จะต้องถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยน (โบย) 100 ที และเนรเทศเป็นเวลา 1 ปี
หากผู้กระทำผิดเป็นมุหฺศ็อน คือผ่านการสมรสที่ถูกต้องมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง จะต้องถูกลงโทษด้วยการขว้างด้วยก้อนหินจนตาย
หลักฐานว่าด้วยการเฆี่ยน (โบย) 100 ที สำหรับผู้กระทำผิดประเวณีที่มิใช่มุหฺศ็อน ปรากฎใน อัล-กุรฺอาน ว่า :
èpuÏR#¨9$# ÎT#¨9$#ur (#rà$Î#ô_$$sù ¨@ä. 7Ïnºur $yJåk÷]ÏiB sps($ÏB ;ot$ù#y_ ( ......... ÇËÈ
ความว่า “หญิงที่ทำผิดประเวณีและชายที่ทำผิดประเวณีนั้น พวกท่านจงเฆี่ยนแต่ละบุคคลจากทั้งสองนั้น 100 ครั้ง”
(สูเราะฮฺ อัน-นูร อายะฮฺที่ 2)
ส่วนหลักฐานที่ว่าด้วยการเนรเทศผู้กระทำผิดเป็นเวลา 1 ปีนั้นได้รับการยืนยัน ในอัล-หะดีษที่เศาะฮีหฺ และอัล-อิจญฺมาอฺของบรรดาเศาะหาบะฮฺ โดยคำตัดสินให้เนรเทศนั้นต้องมาจากคำตัดสินของผู้พิพากษา และการเนรเทศนี้จำเป็นทั้งผู้กระทำผิดที่เป็นชายและเป็นหญิง ยกเว้นในกรณีของผู้หญิงต้องมีผู้ที่เป็นชายที่ห้ามแต่งงานด้วย (مُحْرَمٌ) ร่วมเดินทางไปกับนาง และระยะทางในการเนรเทศนั้นต้องเป็นระยะทางที่อนุญาตให้ละหมาดย่อได้ขึ้นไป
หลักฐานว่าด้วยการขว้างก้อนหินจนตายในกรณีของผู้กระทำผิดที่เป็นมุหศ็อนคือ การกระทำที่มีรายงานมาจากนบี และอายะฮฺอัล-กุรฺอานที่ถูกยกเลิกการอ่าน แต่ยังคงใช้ข้อตัดสินจากอายะฮฺนั้น คือ :
اَلشَّيْخُ وَالشَّيْخَةُ إِذَازَنَيَافَارْجُمُوْهُمَاالْبَتَةَ نَكَالاًمِنَ اللهِ وَالله ُعَزِيْزٌحَكِيْمٌ
ความว่า “ชายที่แต่งงานแล้วและหญิงที่แต่งงานแล้ว เมื่อทั้งสองได้กระทำผิดประเวณี พวกท่านจงขว้างบุคคลทั้งสองโดยเด็ดขาด (ถึงตาย) อันเป็นการลงทัณฑ์จากอัลลอฮฺ และพระองค์ทรงเกียรติยิ่ง อีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่ง”
เงื่อนไขในการลงโทษผู้กระทำผิดประเวณี มีดังนี้
(1) เป็นมุสลิม มีสติ สัมปชัญญะ บรรลุศาสนภาวะ และกระทำไปโดยสมัครใจ ไม่ถูกบังคับ
(2) การกระทำผิดประเวณีนั้นปลอดจากข้อคลุมเครือที่ศาสนาอนุโลมให้ เช่น ชายพบหญิงนอนหลับอยู่ในที่นอนของตนแล้วเข้าใจว่าหญิงนั้นคือภรรยาของตนจึงมีเพศสัมพันธ์ระหว่างกัน ต่อมาปรากฏว่าหญิงนั้นมิใช่ภรรยาของตน ในกรณีเช่นนี้ไม่มีการลงโทษตามที่ศาสนากำหนดไว้ แต่ฝ่ายชายต้องจ่ายมะฮัรฺ มิษฺล
(3) การกระทำผิดประเวณีนั้นได้รับการยืนยันที่เด็ดขาด เช่น การสารภาพของผู้กระทำผิด ด้วยสำนวนการสารภาพที่ชัดเจนเด็ดขาดและอยู่ในสภาวะที่ปกติ หรือด้วยการเป็นพยานของชายที่เที่ยงธรรม 4 คน
(4) ผู้กระทำผิดประเวณีต้องไม่กลับคำรับสารภาพก่อนการดำเนินบทลงโทษ
วิธีการลงโทษผู้กระทำผิดประเวณี
อิหม่ามทั้งสี่ท่านเห็นพ้องตรงกันว่า ผู้ถูกลงโทษให้ถูกขว้างที่เป็นชายนั้น ให้ลงโทษในสภาพที่จำเลยนั้นยืน โดยไม่ถูกผูกมัดกับสิ่งใด และไม่ต้องขุดหลุม ไม่ว่าการกระทำผิดนั้นจะได้รับการยืนยันด้วยการสารภาพหรือด้วยพยานก็ตาม ส่วนถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นหญิง ก็สมควรขุดหลุมลึกถึงอกของนาง หากการกระทำผิดของนางได้รับการยืนยันด้วยพยาน ส่วนในกรณีที่นางสารภาพนั้น ไม่ต้องขุดหลุม ทั้งนี้เพื่อที่นางจะได้หนีได้หากนางกลับคำให้การสารภาพ และในการขว้างนั้นให้ใช้ก้อนหินขนาดปานกลาง (พอดีมือ) ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป โดยการลงโทษให้กระทำต่อหน้า ผู้มีอำนาจ (อิหม่าม) หรือตัวแทนและต่อหน้าพยานรับรู้ที่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน และเมื่อจำเลยได้เสียชีวิตแล้ว ให้จัดการศพตามปกติคือ อาบน้ำศพ ห่อศพ ละหมาด และนำไปฝัง
ส่วนกรณีการลงโทษด้วยการเฆี่ยนนั้น ให้จำเลยนั่งลงกับพื้น และเฆี่ยนที่หลังหรืออวัยวะส่วนอื่นที่มิใช่ใบหน้าและอวัยวะเพศ หรืออวัยวะที่อาจเป็นอันตรายถึงตายได้ และให้ใช้แส้ขนาดปานกลางในการเฆี่ยน ในกรณีของจำเลยที่เป็นหญิงให้นางปกปิดเรือนร่างด้วยผ้าบางๆ โดยการลงโทษให้กระทำต่อหน้าผู้คนโดยเปิดเผย และไม่ให้ลงโทษในมัสยิดสถาน และการลงโทษไม่ว่าจะเป็นการเฆี่ยนหรือการขว้างด้วยก้อนหินต้องได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ (อิหม่าม) เท่านั้น
ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นหญิงที่ตั้งครรภ์ ให้รอจนกว่านางจะคลอดเสียก่อน พร้อมกับให้เวลานางในการให้นมลูกของนางเป็นเวลา 2 ปี
และในการลงโทษด้วยการเฆี่ยนนั้นต้องไม่กระทำในเวลาที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ขณะป่วย หรือขณะมีเลือดนิฟาส หรือมีการตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพราะการเฆี่ยนมีเป้าหมายเพื่อการปรามและทำให้หลาบจำ มิใช่ทำให้ถึงแก่ชีวิต
4.รักร่วมเพศ (اَللِّوَاطُ)
อัล-ลิวาฎ (اَللِّوَاطُ) หมายถึง การสมสู่กันระหว่างชายกับชาย หรือระหว่างชายกับหญิงที่มิใช่ภรรยาของตนทางทวารหนัก การกระทำเช่นนี้ศาสนาอิสลามถือว่าเป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก เช่นเดียวกับความผิดของการผิดประเวณี ((اَلزِّنَاในส่วนของผู้กระทำ (فَاعِلٌ) นั้นหากมีพยานยืนยันหรือผู้กระทำผิดได้สารภาพ ให้พิจารณาว่า ถ้าผู้กระทำผิดเป็นมุหศ็อน (ผ่านการสมรสแล้ว) ก็จะถูกขว้างจนตาย แต่ถ้าผู้กระทำผิดมิใช่มุหฺศ็อน (ยังไม่เคยผ่านการสมรสมาก่อน) ก็จะถูกเฆี่ยน 100 ที และเนรเทศเป็นเวลา 1 ปี ส่วนผู้ถูกกระทำ (مَفْعُوْلٌ بِهِ) ซึ่งมิใช่ภรรยาของผู้กระทำผิดก็จะถูกเฆี่ยนและถูกเนรเทศเช่นเดียวกับกรณีของคนโสด ถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทำจะเคยผ่านการสมรสมาแล้วก็ตาม และไม่ว่าผู้ถูกกระทำจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม มีบางทัศนะระบุว่า ให้ขว้างหญิงที่ผ่านการสมรสแล้วจนตายในกรณีนี้ และในคำกล่าวหนึ่งของอิหม่ามอัช-ชาฟีอียฺ ระบุว่า ผู้ที่กระทำผิดในคดีรักร่วมเพศนี้จะต้องถูกประหารชีวิตโดยอาศัยอัล-หะดีษที่รายงานโดยบรรดาเจ้าของ อัส-สุนัน จากอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาสว่าแท้จริงนบี ได้กล่าวว่า:
( مَنْ وَجَدْتُمُوْهُ يَعْمَلُ عَمَلَ قَوْمِ لُوْطٍ فَاقْتُلُواالْفَاعِلَ وَالْمَفْعُوْلَ بِهِ )
ความว่า“ผู้ใดที่พวกท่านพบว่าเขาได้กระทำเยี่ยงการกระทำของกลุ่มชนนบีลูฏแล้ว พวกท่านก็จงสังหารทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำนั้นเสีย”
(รายงานโดย อัต-ติรมิซียฺ อบูดาวูด อิบนุมาญะฮฺ )
อนึ่ง กรณีการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกับหญิงผู้เป็นภรรยานั้น ถือเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นส่วนหนึ่งจากบาปใหญ่ เนื่องจากมีระบุมาในบรรดาอัล-หะดีษเป็นจำนวนมากที่สาปแช่งผู้กระทำสิ่งดังกล่าว เช่น อัล-หะดีษที่รายงานโดยอบูฮุรอยเราะฮฺจากนบี ว่า :
(مَلْعُوْنٌ مَنْ أَتٰى امْرَأَةً فِىْ دُبُرِهَا)
ความว่า“ผู้ที่ร่วมเพศกับหญิงหนึ่งทางทวารหนักของนางย่อมถูกสาปแช่ง”
(รายงานโดย อบูดาวูด)
ดังนั้น หากปรากฏว่าสามีได้ร่วมเพศกับภรรยาของตนทางทวารหนัก ก็ให้ผู้พิพากษา (اَلْقَاضِيْ) กำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมได้ แต่บทลงโทษดังกล่าวจะต้องไม่ถึงขั้นต่ำสุดของบทลงโทษสถานหนักที่ศาสนากำหนดเอาไว้
ส่วนการรักร่วมเพศระหว่างหญิงกับหญิงนั้น ภาษาอาหรับเรียกว่า อัส-สิหาก(اَلسِّحَاقُ) ถือเป็นสิ่งต้องห้ามโดยการเห็นพ้องของบรรดานักปราชญ์ และเนื่องจากมีอัล-หะดีษระบุว่า :
( لاَيَنْظُرُالرَّجُلُ إِلَى عَوْرَةِالرَّجُلِ ، وَلاَالْمَرْأَةُإِلَى عَوْرَةِالْمَوْ أَةِ ولاَيُفْضِى الرَّجُلُ إِلَى الرَّجُلِ فِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ ، وَلاَتُفْضِى المَرْأةُ إِلَى المَرْأَةِفِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ )
ความว่า“ชายจะต้องไม่มองไปยังเอาเราะฮฺของชาย และหญิงจะต้องไม่มองไปยังเอาเราะฮฺของหญิง และชายจะต้องไม่สัมผัสเสียดสีผิวกายกับชายในผ้าคลุมผืนเดียวกัน และหญิงจะต้องไม่สัมผัสเสียดสีผิวกายกับหญิงในผ้าคลุมผืนเดียวกัน”
(รายงานโดย อะหฺมัด มุสลิม อบูดาวูด และอัต-ติรมีซียฺ)
ดังนั้นการสัมผัสกายโดยตรงระหว่างหญิงกับหญิงด้วยการเสียดสี เล้าโลม กอดฟัดรัดเหวี่ยงเยี่ยงการกระทำของพวกเลสเบี้ยนนั้น จึงเป็นสิ่งต้องห้าม และมีโทษตามดุลยพินิจของผู้พิพากษาหรือผู้มีอำนาจ แต่ไม่ถึงขั้นของโทษในคดีความผิดว่าด้วยการผิดประเวณี หรือการรักร่วมเพศระหว่างชายกับชายทางทวารหนัก (اَللِّوَاطُ)
อนึ่ง