วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๓
หลังจากจบปาฐกถาของ ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ ก็ได้เวลาพักให้ผู้เข้าประชุมดื่มน้ำชา-กาแฟ และรับประทานอาหารว่าง เราลดเวลาพักลงเหลือเพียง ๒๐ นาที เพื่อชดเชยให้กับเวลาที่เริ่มช้าไปเมื่อเช้า ต่อจากนั้นเป็นกิจกรรมที่ทีม สคส. รับผิดชอบ เพื่อให้ผู้เข้าประชุมเข้าใจ KM โดยเฉพาะการค้นหา tacit knowledge และการนำไปใช้พัฒนาการทำงานของตนเอง
ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด เล่าว่าเพิ่งกลับจากต่างประเทศ วันนี้จะไม่ใช้ powerpoint…ต่อไปนี้ สคส.จะรับผิดชอบถึงตอนเย็น ประเด็นที่จะมาพูดคุยหนีไม่พ้นเรื่องที่รับผิดชอบอยู่คือ KM ใครที่ไม่รู้เรื่องเลย ยกมือ... มีประมาณ ๑๐% ...KM เป็นเรื่องที่คนพูดกันทั่วไป ที่ไม่ยกมือเพราะเคยได้ยิน…รู้ตัวไหมว่าเราคิดอะไร มีใครรู้บ้างว่าความคิดสับสน ส่วนใหญ่ไม่ยกมือ เอาตามส่วนใหญ่ดีกว่า ถ้าอยู่กับผม ตามผมไป รู้จักฟัง ก็ได้จัดการความรู้แล้ว
![]() |
![]() |
บรรยากาศขณะที่ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด (ขวา) บรรยาย
อาจารย์เทพได้เรียบเรียงทำให้เห็นชัดเจน เรียก explicit knowledge ซึ่งเป็นการจัดการความรู้ที่สำคัญ เราทำการจัดการความรู้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เราจัดการ explicit knowledge คนส่วนใหญ่เคยผ่านตรงนี้มาแล้ว ความรู้ที่อยู่นอกตัว แต่ tacit knowledge เป็นความรู้ลึกๆ ความรู้ฝังลึก เทคนิคเฉพาะตัว... คู่มือเป็น explicit knowledge บางอย่างซึ่งมันไหลลื่นได้ ต้องเดินตาม...ผมมาตามเส้นทางนี้ แต่พอมาอยู่ที่ สคส...เป็นเรื่องของการใช้วิจารณญาณ ชั่วโมงบิน...นี่คือ tacit knowledge เราจัดการกันหรือไม่ เป็นตัวที่ทำให้งานสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ยกตัวอย่างการอธิบายผู้ป่วย การจะเอา explicit knowledge ไปใช้บางทีต้องผ่าน tacit ของท่าน พี่เขาใช้วิธีนั้นได้ แต่เราอาจใช้ไม่ได้ การหยิบเอา tacit ไปใช้ จะต้องรู้ตัวตลอดเวลา
เขากำลังเล่า case นั้น best practice มัน best ณ ขณะนั้น ถ้าฟังแล้วเอาไปใช้ ท่านกำลังสร้างความรู้ใหม่ที่เป็น tacit... ในวง knowledge sharing จึงไม่มีการถกเถียงกัน เพราะ best practice เป็นของใครของมัน
การจัดการความรู้นั้น ต้องรู้ว่าเรากำลังจัดการความรู้อะไร เพราะ ๒ วิธีนี้ไม่เหมือนกัน จริงๆ ค่อนข้างตรงกันข้ามกันด้วย ต้องรู้ว่าอะไรเป็น explicit หรือ tacit ... มีหน่วยงานที่ทำมา ๓ ปี พอไปคุยมุ่งแต่ถามว่าอะไรเป็น tacit, explicit...ไปแคร์ทำไม ถามตัวเองว่าความรู้ที่ว่านี้มันจำเป็นต่อการทำงาน ต่อองค์กร ทำให้ภารกิจลุล่วงหรือไม่ ต้องทำเป็นธรรมชาติ ไหลลื่น
ตกลงมีวง KM หรือไม่..ผมไม่แน่ใจ หลาย รพ.มีกลุ่มทำ HA, OD, HR…ไปสร้างกลุ่ม KM ขึ้นมาทำไม เพราะ KM inside ... มีหลายสำนัก ทุกวันนี้มี R2R อะไรก็ทำวิจัย มีเจ้าสำนัก
KM inside แปลว่าเริ่มจากข้างใน เข้าไปแล้วทำให้เรื่องต่างๆ ดีขึ้น (วิจัย HR ดีขึ้น) เป็นยาที่แทรกเข้าไป ไม่ต้องตั้งสำนักใหม่....การวัดทำให้มีการตั้งสำนัก การวัดเป็นมายา...
KM มีแต่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีคนเอาความรู้ไปลองใช้ ... แสดงว่ามีการใช้ KM แทรกอยู่ในงาน อยากได้ KM inside (แทรกตัวอยู่ข้างใน) แล้วทำให้ทุกอย่างไหลลื่น... มี CoPs ไม่พอ มีแต่กิจกรรมทำไว้หลอกๆ มี ลปรร. ไหม มีการนำความรู้ไปใช้หรือเปล่า เวลาเข้าไปใน CoPs มี KS, K creation, K creation
KM inside=KM ที่แทรกตัวอยู่ในงาน...ทำให้งานต่างๆ ไหลลื่น กลมกลืน เกิดบูรณาการ ไม่ง่ายที่จะเกิดเช่นนั้น
ทำอย่างไรสิ่งที่เราปฏิบัติจะไปสลายงานที่เป็นก้อนๆ อยู่… ฟังกันมากขึ้น รู้ตัวกันมากขึ้น บรรยากาศจะดีขึ้นทันที ที่สอนเรื่องการฟังเพราะเชื่อว่าเมื่อการฟังเปลี่ยนไป การพูดจะเปลี่ยนไป ฟังคนเขาพูดมา ความคิดเราแตกต่าง แขวนไว้ก่อนได้ไหม เมื่อรู้จักฟัง ปล่อยวางได้ ไม่ด่วนตัดสิน ฟังโดยรู้ตัว เพียงแต่รู้ตัวท่านก็ปล่อยวางโดยปริยาย เมื่อไหร่ที่คิดว่าถูกหรือผิด แสดงว่ายังติดอยู่ในโหมดวิจัย ฟังจนเข้าใจจะได้อะไรบางอย่าง
ทำ KM แล้วพฤติกรรมจะเปลี่ยนไป พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น งานก็เกิดการปรับปรุง (Work improvement) องค์กรเกิดการพัฒนา (Org. development) คือเป้าหมายของ KM inside… การไม่ให้สไลด์ดีกว่าเพราะเกิดการเข้าไปข้างใน
มี KM หรือไม่ ดูที่
- มีการ ลปรร. ไหม
- การนำความรู้ไปใช้ไหม บรรยากาศข้างใน หัวหน้ากล้าให้เราทดลองสิ่งใหม่ๆ ไหม จึงต้องการคุณเอื้อที่เข้าใจ วงที่ว่าอาจเห็นหน้าเห็นตา หรือเข้าทางอินเทอร์เน็ต
- เกิดความรู้ใหม่ เอากลับไป share อีก...พูดถึงการจดเข้าไปในใจ ส่วนใหญ่จดๆ ไปไม่ได้อ่าน หาไม่เจอ
ทำ KM ไปเพื่ออะไร
- ทำไปแล้วเกิดพฤติกรรมเปลี่ยน
- งานพัฒนา การบริการดีขึ้น
- องค์กรได้รับการพัฒนา ไปสู่ภารกิจหลักได้
KM เราไปติดคำว่า knowledge จริงๆ แล้วคำว่า management ก็สำคัญ ไม่ใช่การจัดการที่เราคุ้นชิน... เป็นการจัดการแบบไม่จัดการ ถ้าทำแล้วอึดอัด ไม่อยากมา share แสดงว่ามาผิดทาง มีอะไรที่ยังไม่ถูกต้อง
วัลลา ตันตโยทัย


สวัสดีค่ะ
ขอบคุณในองค์ความรู้ที่ได้เติมเต็มขอรับ