"ผมไม่บังอาจให้พรใคร เพราะพรที่แท้จริงมีอยู่ในใจของตนเองมาอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ผมจึงให้แค่กำลังใจ"
ท่านอาจารย์ระพี สาคริก ได้เขียนหนังสืออวยพรปีใหม่
ในหนังสือพิมพ์มติชน ด้วยเคารพรักความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ
ของท่านที่มีแก่นของการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีความสุข
วันนี้ขอสรุปแบ่งปันความคิดของท่านไว้อย่างน่าสนใจ โดยท่าน
ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 2 มกราคม 2554 โดยผม
นำมาย่อสรุป ดังต่อไปนี้
วันขึ้นปีใหม่แต่เดิมนั้นกำหนดในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นจารีตเดิม
โดยให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเกษตร แต่ก็มาเปลี่ยนในสมัย
ท่านผู้นำนิยมต่างประเทศ มาเป็นวันที่ 1 มกราคม
การมองทุกอย่างนั้นจะต้องมองเห็นได้ทั้งสองด้าน แต่เราควรมองเห็น
ด้านไหนเป็นด้านพื้นฐาน ทำให้เกิดประโยชน์คือ สามารถตัดสินได้ว่า
อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ และทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทั้งผิดทั้งถูก
แม้แต่สิ่งโบราณก็ย่อมมีอะไรทั้งดีและไม่ดี โดยใช้รากฐานความอิสระ
และถือความจริงเป็นที่ตั้งแต่ก่อนมักจะอวยพรให้ ร่ำรวยมีเงินทองมหาศาล และขอให้ทำงาน
แล้วได้เป็ใหญ่เป็นโต ซึ่งคำอวยพรอย่างนี้ทำให้สังคมประสบ
กับความเืสื่อมเพราะมีการแก่งแย่งชิงดีกันในเทศกาลต่าง ๆ เหล่านี้มีคนนิยมมาขอพรกับท่านเป็นประจำ ท่านก็
ให้พรจากใจจริงและประกอบด้วยเมตตา และรักษาความซื่อสัตย์ุสุจริต
ที่เกิดจากใจด้วยเหตุด้วยผล และกลับไปตรงกันข้ามคือสอนใจตนเองด้วยสิ่งแรกที่ท่านให้พรเสมอมาว่า ท่านไม่บังอาจที่จะให้พรใคร เพราะว่า
พรสวรรค์ต่าง ๆ นั้นทุกคนมีอยู่ในใจตนเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นการให้
กำลังใจแทนท่านพูดว่า "พรจากผมมันก็ไม่ควรจะเป็นของจริง แต่ของจริงนั้นคือพรที่อยู่ในใจตนเองแล้ว"
เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมา ก็หวนกลับมาค้นหาเหตุในใจให้พบ
และดับทุกข์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ก็คือ ฅ
พรสวรรค์ การให้พรทุกครั้งที่ออกจากใจ นั้นก็คือ
"ผมไม่อาจให้พรใคร เพราะพรที่แท้จริงนั้นมีอยู่ในใจ
ของตนเองมาอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ผมจึงให้ได้แต่กำลังใจ"
กำลังใจคือ การปฏิบัติตัวให้ผู้อื่นเขารับมอบพรสำเร็จ
หรือแบบอย่างที่ดีพร ก็คือ "การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ของตัวเขาเองระหว่างที่ท่านเป็นอธิการบดี หรือ รัฐมนตรี ท่านมักบอกกับคนอื่นว่า "ผมได้ลูกศิษย์เป็นครูสอนให้ผมสร้างสมคุณงามความดี"
แม้แต่ชาวบ้านระดับล่างก็เป็นครูสอนให้ได้เรียนรู้ธรรมมะ
ซึ่งนำมาใช้กับตนเองจนเิกิดสุขระดับหนึ่ง
แม้ว่าชีวิตจะผ่านพ้นสภาพดังกล่าวมาแล้ว ยังนึกถึงบุญคุณของเขาที่ช่วยให้ท่านเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา และได้ทำงานอย่างมีความสุขจนอายุย่างเข้า 89 ปีโดยถือเป็นการตอบแทนพระคุณของคนในระดับนี้ รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีพระคุณต่อบ้านเมืองมาทุกยุคทุกสมัยซึ่งทำให้เราอยู่อย่างมีอิสรภาพมาจนถึงทุกวันนี้สุดท้ายท่านสรุปว่า ท่านขอมอบพรที่ปรากฎในเนื้อหาสาระของบทความนี้ให้กับทุกคน
ระพี สาคริก
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
สวัสดีค่ะ
มีความสุขมากๆ ตลอดปี ๒๕๕๔ นะค่ะ
กราบขอบพระคุณ ครูดาหลา ครูคิม ท่านเบดูอิน เจ๊ปุ๊ และ คุณ poo ครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
สวัสดีปีใหม่ครับคุณยาย