ปี ๒๕๓๒ - ๒๕๓๔ ผมขมักเขม้นสร้างทีมงานวิจัยและพัฒนาระบบการควบคุมและป้องกันโรคเลือดจางธาลัสซีเมียในภาคใต้     และผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบการจัดการระดับประเทศด้วย     โดยร่วมมือกับมูลนิธิโรคเลือดจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทยที่มี ศ. พญ. คุณหญิงสุดสาคร ตู้จินดาเป็นประธาน     เราไปทำโครงการนำร่องที่จังหวัดพัทลุงด้วย     พอเทคนิคของเราแม่นยำดี ผมยกป้ายคัดเอาท์ หน้าโรงพยาบาลว่า "ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ลูกไม่เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย" เป็นที่ฮือฮากันมาก    ทีมงานและกิจกรรมนี้ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ยั่งยืนมาจนบัดนี้  โดยมี ผศ. ดร. จำนงค์ นพรัตน์ เป็นผู้ดูแล

        ปี ๒๕๓๔ มีการสรรหาอธิการบดีสืบต่อจาก ผศ. ดร. ผาสุข กุลละวณิชย์ ซึ่งกลับมาเป็นอธิการบดีต่อจาก รศ. นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ อีก ๒ สมัย สมัยละ ๓ ปี     รวมระยะเวลาที่ท่านเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทั้งสิ้น ๔ สมัย เวลา ๑๐ ปี (ท่านไปเป็นอธิการบดี ม. บูรพา อีก ๒ สมัย ๘ ปี     ท่านจึงเป็นผู้ที่เป็นอธิการบดีถึง ๖ สมัย ๑๘ ปี   เวลานี้ท่านบวชเป็นพระภิกษุ จำพรรษาอยู่ที่ จ. ลำพูน)     ในที่สุดคณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อคนเข้าไปให้สภามหาวิทยาลัยเลือก ๓ คน คือ (๑) รศ. ดร. ศิริพงษ์ ศรีพิพัฒน์  (๒) ศ. ดร. สุจินต์ จินายนต์  (๓) ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช  

        ประธานกรรมการสรรหา คือ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว โทรศัพท์มาถามผมที่หน่วยพันธุศาสตร์ ว่า "เขาเสนอชื่อลูกเข้ามาจำนวนมาก ให้เป็นผู้แข่งขันตำแหน่งอธิการบดี    ลูกยินดีให้เอาชื่อเข้าสภาไหม"  ท่านเรียกพวกเราว่าลูกทุกคน     ที่จริงพวกเราเด็กกว่าลูกของท่านเสียอีก    ผมตอบว่าผมยินดีให้เอาชื่อไปเสนอสภา เพื่อให้เห็นว่า มอ. มีคนที่พร้อมจะรับหน้าที่นี้ถ้าจำเป็น     แต่ผมไม่ใช่คู่แข่งสำคัญ ผมจึงไม่ขอเสียงจากใครๆ     ท่านกล่าวชมว่าดีมาก     ผลการลงคะแนนในสภาปรากฎว่า รศ. ดร. ศิริพงษ์ ชนะ ศ. ดร. สุจินต์ เฉียดฉิว     โดยผมได้ ๑ หรือ ๒ คะแนน

       เมื่อจะเข้ารับตำแหน่ง  ดร. ศิริพงษ์ โทรศัพท์มาหาผม ถามว่าช่วยเป็นรองอธิการบดีให้หน่อยได้ไหม    ผมบอกว่าผมติดพันกับงานธาลัสซีเมียอยู่มาก คงไม่สามารถไปทำงานบริหารแบบเต็มเวลาแบบที่เคยรับใช้อธิการบดีผาสุขได้    ถ้ายอมรับว่าผมจะช่วยโดยทำงานบริหารเพียงครึ่งเวลา และขอไม่ทำงาน dirty jobs (งานสวัสดิการ   งานสอบสวนลงโทษคน   งานเทศบาล - หมายถึงดูแลต้นไม้ ขยะ บ้านพัก ยาม ฯลฯ) ท่านตกลง ผมก็ตกลงเหมือนกัน    ก็กลับไปเป็นรองอธิการบดีใหม่หลังจากลาออกเมื่อ ๑๓ ปีก่อน     ดวงผมเป็นได้แค่รองอธิการบดีเท่านั้น    เวลาที่จะได้เป็นอธิการบดีก็มีอันขัดข้องทุกคราวไป     ท่านให้ผมเป็นรองอธิการบดี ที่รองจากอธิการบดี และให้ช่วยพัฒนาระบบการบริหารงานวิจัย  

       สิ่งที่ผมทำไว้ในเวลาไม่ถึง ๒ ปี คือการจัดระบบ peer review ของข้อเสนอโครงการวิจัยที่จะขอรับทุนวิจัยจากงบประมาณแผ่นดิน     ซึ่งในตอนแรกอาจารย์ไม่พอใจกันมาก    เพราะคุ้นเคยกับความเป็นอิสระส่วนตัวที่จะเขียนเสนออย่างไรก็ได้    พอมามีการตรวจสอบคุณภาพก็ไม่พอใจ     แต่ตอนนั้นผมเริ่มเป็นมวยแล้ว    ผมจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบนี้ และให้เริ่มตรวจสอบแบบไม่เข้มงวดนัก     แต่กระนั้นเจ้าหน้าที่ก็โดน "ด่า" จนหูชา     ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่าใครโทรมาด่าให้บอกว่าอาจารย์วิจารณ์เป็นคนบอกให้ทำอย่างนี้     ถ้าไม่พอใจให้โทรไปต่อว่าอาจารย์วิจารณ์     เธอตอบว่า "ใครจะกล้าโทรไป"     แสดงว่าผมมีภาพลักษณ์ที่ร้ายเอาการทีเดียว     เวลานี้กาลผ่านมา ๑๕ ปี มีคนพูดถึงคุณูปการของการริเริ่มนี้อยู่เนืองๆ  

       ผมได้รับเสนอชื่อให้เข้าเรียน วปอ. ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ขณะเป็นคณบดี    ผมสละสิทธิ์ด้วยเหตุผลว่าละงานไปไม่ได้ งานจะเสีย     พอถึงปี ๒๕๓๕ โอกาสมาอีก     งานรองอธิการบดีไม่หนักเท่าคณบดี    ผมจึงมาเรียน วปอ. รุ่น ๓๕๕     และเป็นเส้นทางสู่การมาเป็น ผอ. สกว. และการย้ายครอบครัวมาอยู่กรุงเทพใหม่     โดยที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพ     ที่จริงในราวๆ ปี ๒๕๓๔ ศ. ดร. พจน์ สะเพียรชัย เคยโทรศัพท์มาหา ถามว่ามีคนเสนอชื่อให้เป็น candidate รองปลัดทบวงฯ ผมยินดีเป็น candidate ไหม    ผมตอบไปว่าผมพอใจที่จะทำงานอยู่ที่ มอ. มากกว่า    เข้าใจว่าในการสรรหาครั้งนั้นได้ ศ. นพ. เกษม วัฒนชัยไปเป็นรองปลัดทบวงฯ    และต่อมาได้เป็นปลัดทบวงฯ   

วิจารณ์ พานิช
๗ กค. ๔๙