ในทางสถิติ น่าสนใจว่า เธอคือ ภาพสะท้อน บรรทัดฐานของสังคม(social norm) หรือ ภาพสะท้อน กรณียกเว้น(outliers) สองกรณีย่อมมีนัยยะต่างกันในแง่มาตรการทางสังคม เพื่อเยียวยา เธอผู้เป็นเหยื่อ

เชื่อว่า วันนี้ สังคมได้พิพากษาพฤติกรรมของวัยรุ่นสาวผู้ขับฮอนด้าซีวิค ไปชนรถตู้โตโยต้าจนเกิดโศกนาฎกรรม 8 ชีวิตบนโทลเวย ว่า เป็นฆาตกรรมโดยประมาท เป็นความแล้งน้ำใจ เป็นคนใจบาป ฯลฯ 

นอกจากมองในมุมที่เห็นเธอเป็นผู้กระทำผิด  อาจมองได้จากอีกมุมว่า เธอคือเหยื่อของสังคมที่เปลี่ยน”ผ้าขาวบริสุทธิ์” ผืนนี้จากแรกเกิดให้กลายมาเป็น”ผ้าเปื้อนโลหิตแซมด้วยอำมหิตวิญญาณ”

ในทางสถิติ น่าสนใจว่า เธอคือ ภาพสะท้อน บรรทัดฐานของสังคม(social norm) หรือ ภาพสะท้อน กรณียกเว้น(outliers) สองกรณีย่อมมีนัยยะต่างกันในแง่มาตรการทางสังคม เพื่อเยียวยา เธอผู้เป็นเหยื่อ

ผมลองโยนคำ สาม คำ ลงไปใน search engine ได้แก่ media influence driver  เลยได้เจอรายงานวิจัย ชื่อ The Influence of Media Violence on Youth เสนอโดยCraig A. Anderson และคณะ ตีพิมพ์ในวารสารPsychological Science in the Public Interest December 2003 vol. 4 no. 3 81-110

สาระสำคัญของรายงาน คือ ข้อค้นพบว่า สื่อบรรดามีทั้งหลายในปัจจุบัน ล้วนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมรุนแรงของวัยรุ่นทั้งสิ้น ในเชิงตัวเลขอิทธิพลของสื่ออธิบายปรากฎการณ์นี้ได้ราวร้อยละ 4 เท่านั้น แต่เมื่อคำนึงถึงวัยรุ่นนับล้านคนที่เสพหรือพบเห็นสื่อเหล่านี้ทุกวัน วันละหลายชั่วโมง(ลองนึกภาพดูวัยรุ่นที่ก้มหน้าก้มตากดวิดีโอเกมส์  นั่งดูวีซีดี ดีวีดี  ทีวี สิ ครับ) ตัวคูณจะแค่ไหน แล้ว ผลคูณจะแค่ไหน

อาจบางที เธอผู้นี้ก็คือหนึ่งในวัยรุ่นร่วมสมัยนี้ ที่เสพสื่อแห่งความรุนแรง จนทำให้จิตใจที่เคยอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง จิตใจที่เคยเอื้ออาทรแปรเป็นเย็นชาอย่างน่าวิตก   จิตที่เคยสำรวมกลายเป็นจิตวอกแวกจนสติแตกได้ง่ายๆ

คงไม่มีใครปฎิเสธว่า “สื่อ” ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่เป็นเบ้าหลอม จิตใจ และพฤติกรรมของเยาวชน 

แต่ก็คงยากจะปฎิเสธว่า สื่อ ที่แทรกซึม ทะลุทะลวง แผ่ซ้านไปทุกหย่อมหญ้า ย่อมมีอิทธิพลต่อผู้คนหมู่มาก จนหล่อหลอม ค้ำจุนบรรทัดฐานทางสังคม ทั้งที่พึงประสงค์ และไม่พึงประสงค์

ด้วยประการฉะนี้ จึงยากจะมองข้ามความสำคัญของสื่อ หากคิดจะบรรเทา หรือป้องกัน ความรุนแรง ในสังคม

เป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อได้เห็นสปอตทีวีของบริษัทฮอนด้า ชี้ชวนให้เกิดการขับขี่ปลอดภัย เผยแพร่ออกมาต้อนรับเทศกาลปีใหม่  นี่คือ ตัวอย่างดีงามที่วงการธุรกิจพึงวางท่าทีต่อสังคมอย่างเอื้ออาทร อย่างสร้างสรร แทนการใช้สื่อเพื่อปลุกเร้าการบริโภคอย่างไร้สติ อันเป็นกระแสหลักในปัจจุบัน

ผู้เขียนได้แต่หวังว่า ท่าทีสร้างสรร เช่นนี้ของวงการธุรกิจ จะค่อยๆแพร่หลายจนกลายเป็นกระแสหลัก โดยไม่ต้องอาศัยกฎหมายมาบังคับ  ไม่ต้องอาศัยพลังผู้บริโภคมากดดัน  เพราะถึงที่สุด “ความเป็นคน” ล้วนมีอยู่โดยพื้นฐานในบุคคลทุกวงการ ขอให้พลังแห่งจิตสำนึกของคน บันดาลให้เกิดการกระทำเพื่อประโยชน์ร่วมกันของสังคม อย่างถาวรสืบไป ครับ