เรื่องอย่าง รพ.Shouldice นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรดอกครับ แต่ก็แปลกที่ในวงการสาธารณสุขไทย คนที่คิดและทำให้เห็นๆยังมีไม่มากนัก ใช่มั๊ยเอ่ย

 ถ้าเป็น”ไส้เลื่อน”  คุณจะเลือกศัลยแพทย์หรือรพ.ไหนเพื่อเข้ารับการผ่าตัด

การตอบคำถามนี้ คิดได้หลายแบบ  แบบหนึ่งคิดแล้วหาคำตอบแทบจะไม่ได้ในบ้านเรา คือ ผ่าแล้วโอกาสกลับซ้ำมากแค่ไหน

สถิติ ในสวีเดน บอกว่า โอกาสกลับซ้ำ 12-18 %  ถ้ารพ.บางแห่งบอกว่า ตัวเลขของเขาคือ 0.1%(ที่สถาบันLichtenstein ในสหรัฐ) หรือ ต่ำกว่า 1% (ที่รพ.Shouldice ในแคนาดา)  ใครๆก็คงอยากเลือก ไปแห่งใดแห่งหนึ่งในสองแห่งนี้แน่ ถ้ามีสตังค์พอจะจ่าย

เมื่อปี 2002 มีรายงานชิ้นหนึ่งเปรียบเทียบผลการผ่าตัดไส้เลื่อนสองวิธี นั่นคือ วิธีของสถาบันLichtenstein กับของ รพ.Shouldice  โดยฝึกให้ศัลยแพทย์ทั่วไปกลุ่มเดียวกันทำผ่าตัดสลับกันระหว่างสองวิธีนี้  ปรากฎว่า ได้ผลไม่ต่างกันในทุกมิติยกเว้น ระยะเวลาสำหรับการผ่าตัด ซึ่งพบว่าวิธีของ รพ.Shouldiceใช้เวลาเฉลี่ยนานกว่าอีกวิธี 7 นาที

ถ้าต้องจ่ายเท่ากัน เวลา 7 นาทีอาจมีความหมายสำหรับบางคน และไม่มีความหมายสำหรับอีกหลายคน เพราะเมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริง ยังมีเงื่อนไขอื่นให้คิดต่ออีก เช่น บรรยากาศของรพ.เป็นอย่างไร  หมอใจดีมั๊ย  ฯลฯ

ในรายงานชิ้นนี้ มีคำอภิปรายที่น่าสนใจเพิ่มเติม คือ ตัวเลขการเกิดไส้เลื่อนซ้ำตามรายงานคือ 4.7%ในเวลา 3-6 ปี แต่ตัวเลขนี้ของ รพ.Shouldice น้อยกว่า 1%    ที่ผ่านมาเคยมีศัลยแพทย์ที่อื่นน้อยรายมาก ที่ใช้วิธีผ่าตัดของ รพ.Shouldice แล้วได้ผลดีเท่านี้   อย่างนี้ก็แปลว่า ความสำเร็จของ รพ.Shouldiceเป็นเรื่องที่เลียนแบบยาก....งั้นหรือ

การฝึกอบรมของ รพ.Shouldice  กำหนดว่า ศัลยแพทย์ของรพ.นี้ต้องผ่านการฝึกอบรมในระบบของเขาไม่น้อยกว่า 6 เดือนจึงจะถือว่าสำเร็จวิชา 

เอ...โม้รึเปล่าว เนี่ย   แค่6 เดือน แน่ รึ  ในเมื่อ เรียนต่อยอดจากแพทยศาสตร์บัณฑิต(6ปี)เป็นศัลยแพทย์ในบ้านเรา อย่างน้อยก็ 4 ปีเชียวนะ  ในอเมริกา 8 ปี  โน่น 

ไม่น่าแปลกใจครับ  เพราะ ศัลยแพทย์ของเขา ทำผ่าตัดอย่างเดียวครับคือ แก้ไส้เลื่อน 7 ชนิด อีก 5 ชนิดไม่ทำเช่น ไส้เลื่อนผ่านกระบังลม  ผ่านรูเปิดเฉพาะที่ศัลยแพทย์เปิดไว้เพื่อประโยชน์อื่น เป็นต้น 

การฝึกอบรมเป็นการต่อยอดทักษะการผ่าตัดไส้เลื่อนให้แพทย์ทั่วไป หรือ สูติแพทย์ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ทำงานในรพ.แห่งนี้เท่านั้น  ซึ่งเป็นรพ.ที่มีปริมาณการผ่าตัดแก้ไส้เลื่อนมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง คือปีละเจ็ดพันราย  บ่งชี้ว่า ศัลยแพทย์แต่ละคนมีชั่วโมงบินมากเหลือเกิน

แน่นอนว่า ยังมีเงื่อนไขความสำเร็จอย่างอื่นประกอบอีก ดังปรากฎรายละเอียดใน รายงานของ ศ.เจมส์ เฮสเกต ที่ฮาร์วาร์ด (hbr.org/product/shouldice-hospital-ltd/an/683068-PDF-ENG)เช่น วิธีการคัดเลือกคนไข้ที่มีความพร้อมรับการผ่าตัดอย่างพิถีพิถัน  กระบวนการควบคุมคุณภาพการผ่าตัดทุกขั้นตอน การจูงใจทีมงานด้วยค่าตอบแทนและสิ่งแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม การออกแบบรพ.ให้ส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด

เรื่องราวของรพ.Shouldice  ทำให้ผมนึกถึง....

"วิชาควรรักรู้ ฤๅขาด อย่าหมิ่นศิลปศาสตร์ ว่าน้อย รู้จริงสิ่งเดียวอาจ มีมั่ง เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อย ชั่วลื้อเหลนหลาน"  โลกนิติคำโคลง โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร (มั่ง)

เรื่องอย่าง รพ.Shouldice  นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรดอกครับ  แต่ก็แปลกที่ในวงการสาธารณสุขไทย คนที่คิดและทำให้เห็นๆยังมีไม่มากนัก ใช่มั๊ยเอ่ย