นางยังคงร้องไห้ไม่ยอมหยุด แม่บอกว่า เสียงร้องของลูกบาดหัวใจแม่นัก แม่ควานมือหาไม้ขีดและจุดตะเกียงด้วยมือที่สั่นเทา กว่าจะจุดติดก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร
ท่ามกลางบรรยากาศยามดึกที่เงียบสงัดทำให้เสียงร้องของนางดูเหมือนยิ่งดังมากขึ้น เป็นเหตุให้พี่ๆตื่นขึ้นมาด้วย แล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้น เพราะบ้านไม้เวลาเดินทำให้เกิดเสียงดังมาก แม่และพี่ๆเดินตามเสียงร้องก็พบว่านางนั่งร้องไห้อยู่ใต้ถุนบ้านข้างบันไดนั่นเอง พอเห็นหน้าแม่นางก็โผเข้าหาทันที แม่กอดนางไว้แน่นพร้อมกับเอามือลูบผมเบาๆ พี่ๆนั่งลงใกล้ๆด้วยสีหน้าเป็นห่วง
พอนางหยุดร้องไห้แต่ยังคงสะอื้นเบาๆ แม่ก็ถามขึ้นว่า " ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะลูก " นางชี้มือไปที่ชานบ้านว่า "นางตกลงมาจากโน้น " แม่และพี่ๆอุทานขึ้นพร้อมกันว่า "หา..."
ขณะนั้นญาติพี่น้องข้างบ้านที่ตื่นขึ้นมาต่างก็ถือตะเกียงมาคนละดวงมาร่วมสมทบด้วย แม่ถามต่อว่า "แล้วนางลุกขึ้นมาทำไมดึกๆล่ะลูก ทำไมไม่ปลุกแม่ " นางปวดฉี่น่ะแม่เลยลุกขึ้นมาจะเดินลงมาข้างล่างแต่ก้าวพลาด จับบันไดได้ข้างเดียวแล้วก้าวเลย "
บันไดบ้านสมัยนั้นลักษณะคล้ายบันไดลิงเล็กๆแคบๆ เดินขึ้นลงต้องใช้มือจับสองข้าง แต่นางไม่ทันระวังเลยตกลงมา นับว่าโชคดีที่ไม่เจ็บ เพระบ้านสูงประมาณ 2 เมตรกว่า หลังจากเพื่อนบ้านกลับกันหมดแล้วแม่ก็พานางไปเช็ดตัว และนอนรวมกันอยู่ที่ห้องโถง
รุ่งเช้าลุงอินพี่ชายแม่ และป้าอ่อนพี่สาวพ่อ ทราบเรื่องก็มาเยี่ยม และป้าก็บอกว่า " ต้องทำพิธีช้อนขวัญ เพื่อเรียกขวัญกลับมา " ซึ่งป้าเป็นคนทำพิธีเองด้วย หลังจากนั้นญาติพี่น้องก็มารวมกันเพื่อกินข้าวด้วยกัน
ป้าอ่อนพูดขึ้นคล้ายๆรำพึงว่า " อิหล่าเอ๊ย พอกะบ่มี ป่วยกะป่วยดู๋ บ่คือบ้านคือเมียงเพิ่น แนวกินกะกินบ่คือหมู่ มันสิใหญ่นำเขาบ่น๊อ"
ที่ป้าพูดแบบนี้เพราะบ้านเราไม่กินปลาร้า เนื่องจากแม่แพ้ลูกๆก็เลยไม่กินเหมือนกัน แม่กินทีไรจะมีผื่นขึ้นเต็มตัวและจะมีหนองตามมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมันรวดเร็วมาก โรคนี้เป็นทีไรหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านก็รักษาไม่หายต้องเหมารถพาแม่ไปหาหมอที่อื่น
เห็นสภาพแม่แล้วน่าสงสารมาก นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางอยากรู้ อยากหาวิธีรักษาแม่ อีกอย่างนางมีโรคประจำตัวคือท้องผูกและปวดท้องเป็นประจำ อาหารหมักดอง เช่นปลาจ่อม หรือขนมจีนก็กินไม่ได้ กินทีไรจะปวดท้องมาก และอยู่บ้านนอกถ้าไม่กินปลาร้า ปลาจ่อม ขนมจีน ก็ลำบากเพราะที่กล่าวมาเป็นอาหารหลักของคนอีสาน สิ่งที่กินได้ก็มีกุ้ง หอย ปู ปลาที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น
นางเป็นคนขี้โรคแม่จึงไม่ยอมให้ทำอะไร แต่นางไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบปีนต้นไม้และกระโดด ทั้งกระโดดเชือก กระโดดยาง ท่าสุดท้ายที่ยื่นสุดแขนก็สามารถโดดได้อย่างสบาย เพื่อนๆก็ทำได้เช่นกัน พวกเราเล่นกันอย่างสนุกสนานวันหยุดจะเล่นได้ทั้งวัน ไม่ค่อยกินข้าว
ช่วงที่เรียนชั้นประถม นางเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นแชร์บอล ห่วงข้ามตาข่าย วิ่งผลัด 4 X 100 และโรงเรียนเราก็ได้แชมป์มาตลอดสิ่งที่ประทับใจในวัยนี้มีเยอะมาก และที่สุดๆก็คือ ความมีสัจจะ การรักษาคำพูด ซึ่งเด็กในวัยนี้ สามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้ติดตัวนางมาตลอดจนถึงปัจจุบัน คำสัญญาของเด็กป. 2 ที่ทำให้นางประทับใจจนทุกวันนี้ก็คือ ...
พี่ดาอ่านบันทึกนี้แล้วได้หัวเราะ พี่ดาเดาถูกจริงๆว่าตกบ้าน แล้วได้ฉี่ตอนไหนค่ะเนี่ย แก่นแก้วเหมือนพี่ดาเลย ตอนเด็กๆพี่ดาแก่น ซนมากๆ กลับจากโรงเรียนก็อยู่บนต้นฝรั่งแล้วค่ะ การกระโดดยาง เล่นหมักเก็บ การละเล่นต่างๆ เซียนเหมือนกันค่ะ คิดถึงเพื่อนชั้นประถมจังเลยค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ดา