คิดใหม่เรื่องการปรับตัวของมหาวิทยาลัย

โลกสมัยนี้เป็น "โลกใหม่" ที่ท้าทายการปรับตัวภายใน สู่โลกใหม่ มหาวิทยาลัยต่างๆ มักพูดกันเรื่องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก ผมมีความเห็นว่า (อาจจะเห็นผิด) จริงๆ แล้วมหาวิทยาลัยต้องเน้นเปลี่ยนแปลงภายใน.....


          ยุคนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังเครียด ที่จำนวน นศ. ของตนลดลง   และฟังจากหลายๆ ทางแล้ว สรุปได้ว่า สิ่งที่ต้องทำในเบื้องแรกคือทำความเข้าใจ "ความจริง" ที่เกี่ยวข้อง   ที่มาจากหลายๆ มุม โดยเฉพาะมุมมองของนักเรียนที่เป็นประชากรกลุ่มเป้าหมาย และมุมมองของพ่อแม่ผู้ปกครองของเขา

          ความเป็นมหาวิทยาลัย ทำให้คิดเอาตัวเองเป็นตัวตั้งหรือเปล่า ท่าทีนี้เป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่ หรือความสามารถในการแข่งขันหรือเปล่า

          มองจากมุมของ “ผู้เรียน” หรือ “ลูกค้า” เวลานี้เขาไม่ง้อมหาวิทยาลัยแล้ว   เขามีที่เรียนในมหาวิทยาลัยเหลือเฟือ  เขามีสิทธิ์เลือกมหาวิทยาลัยที่เขาต้องการเรียน หากไม่เลือกสาขาที่ต้องแข่งขันสูง 

          ผมเข้าใจว่า นศ. สมัยนี้ ต้องการเลือกมหาวิทยาลัยที่เรียนสนุก เป็นที่เล่าลือกันว่ามาเรียนแล้วชีวิตดี ทั้งตอนเป็น นศ. และตอนออกไปทำงาน   ได้ทักษะสำหรับเป็นมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑  ที่ไม่เหมือนกับทักษะที่เราต้องการเมื่อตอนที่เราเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อ ๒๐ ปีก่อน

          ผมมองว่ายอดปรารถนาของมหาวิทยาลัย คือนิสิตนักศึกษาที่มีแรงบันดาลใจ หรือมีไฟ   ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมใฝ่รู้ อยากเรียน ตั้งใจเรียน มานะพยายาม   มหาวิทยาลัยจึงมีหน้าที่ทำความเข้าใจและให้คุณค่าต่อ "ไฟ" ของเขา แล้วสนองเขาให้ได้

          โลกสมัยนี้เป็น "โลกใหม่" ที่ท้าทายการปรับตัวภายใน สู่โลกใหม่   มหาวิทยาลัยต่างๆ มักพูดกันเรื่องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก  ผมมีความเห็นว่า (อาจจะเห็นผิด) จริงๆ แล้วมหาวิทยาลัยต้องเน้นเปลี่ยนแปลงภายใน   คือเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยโลก และตัวนิสิตนักศึกษา ให้เห็นความเป็นจริง   และปรับพฤติกรรมของมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายรวมทั้งหลักสูตร วิธีจัดการเรียนรู้ และตัวอาจารย์เอง   ในการทำหน้าที่ที่เปลี่ยนจาก “ผู้สอน” ไปเป็น “ผู้จุดไฟ ใส่ฟืน” และผู้อำนวยความสะดวก ชี้ทาง ท้าทาย การเรียนรู้ของนักศึกษา   ที่เรียกว่า เปลี่ยนจาก teacher ไปเป็น learning facilitator และ coach

          ปัญหาที่มหาวิทยาลัยจำนวนมาก รับ นศ. ได้น้อยลง เป็นอาการ ไม่ใช่ตัวโรค   ต้องวินิจฉัยโรคให้ถูก มิฉนั้นจะให้ยาผิด   สาเหตุโรคอยู่ภายนอกเพียง ๑ ส่วน อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเองถึง ๒ ส่วน ในลักษณะ 30 : 70

          โครงสร้างประชากรเปลี่ยน เด็กจบ ม. ๖ น้อยลง   มหาวิทยาลัยไม่มีงานทำ ต้องสร้างงาน หาเป้าหมายหรือภารกิจใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม   โดยต้องปรับเปลี่ยนชีวิตของตนเอง ให้โอกาสแก่ผู้คนในสังคม โดยที่ตนเองทำได้ดี   นี่คือโจทย์ของมหาวิทยาลัย

          มหาวิทยาลัยใดปรับตัวได้ดี ปรับตัวไปในแนวทางที่สร้างคุณภาพแนวใหม่ ที่สอดคล้องกับมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ก็จะดำรงความสามารถในการแข่งขันได้   ดำรงความเป็นเลิศทางวิชาการได้  ดำรงความยอมรับนับถือของสังคม ทั้งภายในและภายนอกประเทศได้   มหาวิทยาลัยใดปรับตัวผิดทาง   ไปสู่แนวทางที่มีแต่เปลือก แก่นน้อย ก็จะไปสู่ความเสื่อมในระยะยาว

 

วิจารณ์ พานิช
๒๒ พ.ย. ๕๓
            

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (3)

ค่ำนี้ แวะเข้ามากราบสวัสดีปีใหม่ 2554 ที่จะมีมาถึงอีกในไม่ช้านี้กับอาจารย์

Ico64
Prof. Vicharn Panichนะครับ

ด้วยความเคารพ

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับท่านอาจารย์อย่างยิ่งค่ะ...

มหาวิทยาลัยไทย จำเป็นต้องปรับตัวให้เด็กไทยสู้กับต่างประเทศได้ ...

ไม่ใช่แค่ให้มีเด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย...

prasak
IP: xxx.28.248.44
เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยอย่างยิ่ง ปัญหาคือผู้บริหารมหาวิทยาลัยทราบหรือเปล่า

มหาวิทยาลัยกำลังจะหมดความหมายในเร็วๆ นี้ เพราะว่าเด็กจบแล้วไม่มีงาน

อาจารย์ต้องผลักดันเต็มที่ครับในฐานะประธาน กกอ.