ขอบคุณน้องกานต์ น้องเอ๋ และน้องโบ้ นักดนตรีศึกษา ว.ดุริยางคศิลป์ ที่มีจิตอาสาร่วมมือกับ ดร. ป๊อป นักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ในการพัฒนาการรู้คิดของกรณีศึกษาเด็กชายคนหนึ่ง

ขอบคุณน้องกานต์ น้องเอ๋ และน้องโบ้ นักดนตรีศึกษา ว.ดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ที่อบรมดนตรีบำบัดและมีจิตอาสาร่วมมือกับ ดร. ป๊อป นักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ในการพัฒนาการรู้คิดของกรณีศึกษาเด็กชายคนหนึ่ง ณ คลินิกกิจกรรมบำบัด ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ศาลาย เป็นครั้งแรก ใช้เวลา 30 นาที  

ผมคิดว่า กระบวนการบำบัดโดยศาสตร์และศิลป์ของสองวิชาชีพทางการแพทย์สากล ได้แก่ วิชาชีพดนตรีบำบัด และวิชาชีพกิจกรรมบำบัด มีความร่วมมือได้อย่างดี ถ้านักบำบัดทั้งสองวิชาชีพได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอกรณีศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

บันทึกนี้จึงขอขอบพระคุณ ดร.สายพิณ ที่แนะนำให้ ดร. ป๊อป รู้จักกับทีมนักดนตรีศึกษาที่ผ่านการอบรมดนตรีบำบัดและอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบจิตอาสา ในการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพัฒนาทักษะชีวิตด้วยกระบวนการบำบัดที่พิเศษ

กรณีศึกษาเด็กชายวัย 10 ปี แต่มีทุกขภาวะจากสมองพิการซ้ำซ้อน สามารถนั่งได้เองบนเบาะ แต่ผู้ปกครองต้องช่วยประคองด้านข้างเพื่อไม่ให้ล้มขณะทำกิจกรรมต่างๆ นานเกินกว่า 10 นาที เพราะเป็นช่วงความสนใจที่ทำกิจกรรมได้อย่างตั้งใจและไม่ง่วงนอน ที่สำคัญกรณีศึกษามีสภาวะหลีกหนีสัมผัส มีอาการแพ้ต่อวัตถุสัมผัสที่เป็นขน มีอาการแพ้อาหารและไรฝุ่นจนผิวหนังเป็นผื่นคัน และอารมณ์ต่อต้านถ้าให้หยิบจับแบบบังคับ และพลังงานทางร่างกายที่ใช้ไม่ราบเรียบ ต้องมีการให้เวลาผ่อนคลายนาน 10 นาที สลับกับการทำกิจกรรมแบบตั้งใจสลับกัน

ข้อมูลเหล่านี้ผมได้แนะนำทีมจิตอาสาดนตรีบำบัด และผมแนะนำให้ อ.วัฒนารี อาจารย์กิจกรรมบำบัด ม.มหิดล ทำการประเมินและติดตามระดับการตื่นตัวของกรณีศึกษา (วัดอัตราการเต้นของชีพจรผ่านเครื่องวัด Oxymeter) พร้อมให้คะแนนความตั้งใจทำกิจกรรม (เต็ม 10 คะแนน) ด้วย และขอบคุณอาจารย์ด้วยครับที่บันทึกข้อมูลได้ชัดเจน

จากกราฟข้างล่าง ดร.ป๊อป ตั้งข้อสังเกตคือ กรณีศึกษามีชีพจรเต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 134 (นาทีที่ 5) 132 (นาทีที่ 10) 130 (นาทีที่ 15) 129 (นาทีที่ 20) 128 (นาทีที่ 25) และ 126 (นาทีที่ 30) ครั้งต่อนาที และมีความสามารถทำกิจกรรมได้เพิ่มขึ้นจาก 3 ถึง 5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 และลดลงเป็น 4 คะแนน จาก 10 คะแนน เมื่อกรณีศึกษาทำกิจกรรมดนตรีที่ผ่อนคลายบ้าง ซึ่งในทางทฤษฎีของระดับความตื่นตัวเพื่อทำกิจกรรมใดๆ อย่างเหมาะสม (ตั้งใจเต็มที่สลับผ่อนคลาย) นั้นควรเป็นรูปตัว U คว่ำ และมีจุดสูงสุดไม่เกิน 120 ครั้งต่อนาที และน่าจะมีความสามารถทำกิจกรรมได้มากกว่า 7 จากเต็ม 10 คะแนน

จากการสังเกตทีมจิตอาสาดนตรีบำบัด น้องๆ เริ่มจัดวงเล่นดนตรีพร้อมกับกรณีศึกษาและผู้ปกครอง มีนักกิจกรรมบำบัดสองท่านร่วมวงด้วย มีน้องๆ ดนตรีศึกษาที่มุ่งมั่นศึกษาดนตรีบำบัดสามท่านตั้งวง (คนหนึ่งเล่นกีต้าร์ คนหนึ่งเขย่าเสียงดนตรี คนหนึ่งร้องเพลงและสื่อสารภาษาดนตรีกับกรณีศึกษา) ทีมน้องๆ ดนตรีศึกษาคอยนึกคิดและปรับจังหวะดนตรีให้สนุกสนานขึ้นเรื่อยๆ มีกิจกรรมประกอบจังหวะเสียงดนตรี เช่น หยิบตุ๊กตาสัตว์เข้าบ้านกลางวง เขย่าเสียงดนตรีตามผู้นำกลุ่ม เคาะ/ตีอุปกรณ์ดนตรีที่หลากหลาย เป็นต้น กลายๆ นาทีที่ 20-30 จังหวะดนตรีเริ่มผ่อนคลายและปิดกลุ่ม

ดร.ป๊อป จึงชี้แนะว่า "นักกิจกรรมบำบัดและนักดนตรีบำบัดควรปรับกิจกรรมการกระตุ้นการได้ยิน การมองเห็น การเคลื่อนไหว และการสัมผัสจับอุปกรณ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งหรือบังคับกรณีศึกษา และไม่ใช้ช่วงเวลาทำกิจกรรมการกระตุ้นนานเกิน 10 นาที ควรมีกิจกรรมการผ่อนคลายนาน 10 นาที สลับกับกิจกรรมการกระตุ้นด้วย" นอกจากนี้ทั้งสองวิชาชีพควรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการใช้ดนตรีเป็นสื่อการรักษาในลำดับจากง่ายไปยาก จากระบบประสาทอัตโนมัติสู่ระบบประสาทแบบตั้งใจ จากอารมณ์ที่นิ่งรับรู้สู่การจัดการอารมณ์ได้อย่างมั่นคง และอาจมีการทำงานแบบ Buddy ในการสังเกตและเสริมสื่อการรักษาด้วยดนตรีในเป้าหมาย ความสนใจ และความต้องการของกรณีศึกษาแบบรายบุคคลก่อนที่จะคัดเลือกกลุ่มบำบัดแบบพลวัติด้วยความร่วมมือกันทั้งสองวิชาชีพ

นอกจากนี้ นักกิจกรรมบำบัดควรแสดงบทบาทให้นักดนตรีบำบัดเข้าใจกระบวนการทางกิจกรรมบำบัดที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความสุขความสามารถ (ทักษะ) ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตปัจจุบัน ได้แก่ ทักษะการดูแลตนเอง ทักษะการศึกษา ทักษะการทำงาน ทักษะการใช้เวลาทำกิจกรรมยามว่าง ทักษะการนอนพักผ่อน และทักษะการมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองดีในสังคม ซึ่งดนตรีเป็นสื่อการรักษาหนึ่งมิติที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้