สายตาของผมที่มองผ่านกระจกรถรับจ้างจากสนามบิน ที่นี่คือมหาวิทยาลัยที่ผมไม่เคยคิดเลยในชีวิตว่าจะได้เข้ามา

(ตอนที่ 1)

เวลาเช้าของวันที่เท่าไหร่ผมจำไม่ได้ชัดเจนนัก หากแต่ผมจำข้อความที่คุณหมอนุชจรินทร์ จากสาธารณสุขอำเภอสันทรายโทรเข้ามือถือ ในขณะที่ผมนั่งสนทนาธรรมกับพระจารย์ อมรวิทย์ ที่ไร่เชิญตะวันจังหวัดเชียงราย ครั้งเมื่อนำหนังสือไปนิมนต์ ท่านพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี

"ชูชาติ พี่มีงานมาให้จะรับไหม" จากสถาบันอะไรสักอย่างตอนนั้นผมไม่แน่ใจในคำพูดของหมอนุชเท่าไรนักแต่จำได้ลางๆว่า มหาลัย "มหิดล" ผมว่า "จะให้ผมทำอะไรหรือครับหมอ" ไม่ต้องทำอะไรแค่คุยเรื่องการทำงานในชุมชนของเราในฐานะ อสม.

"เมื่อไหร่ครับหมอ"

"วันที่ 20 ว่างไหม"

"เอ่อ...ครับขอคิดดูก่อนนะครับ"เนื่องจากผมเองยังไม่ทราบอะไรมากไปกว่านี้เลยขอปรึกษากับพี่หน่อยซึ่งเป็นประธานอสม.ในตำบลของเรา พี่หน่อยบอกว่า

"ตัดสินใจเองแล้วกัน แต่พี่ว่าชาติน่าจะไปนะ พี่หน่อยพูดกับผมเช่นนั้น"

หลังจากนั้นผมกับพี่หน่อยก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้ต่อเนื่องจากมีงานที่จะต้องทำอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับงานวัณโรค ผมมีโอกาสได้เจอกับหมอนุชอีกครั้งเราจึงได้คุยกันในเรื่องที่หมอนุชเคยถาม

"พี่จะให้เบอร์ของชาติกับ อาจารย์ที่สถาบันนะเดี๋ยวเขาจะโทรมาให้รายละเอียด"

"ครับหมอได้ครับ"

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในขณะพักเบรคพอดี "สวัสดีครับ "

เสียงจากอาจารย์จากสถาบัน เสียงไม่คุ้นหูแต่ผมรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลเป็นมิตรและสรุปที่ผมตอบตกลงจะเดินทางไปที่สถาบัน ที่ศาลายาเนื่องด้วยว่าผมจะได้คุยเรื่องการทำงานของเราให้กับคนอื่นฟัง

จากนั้นก็แทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากนอกจากงานของชมรมของเราที่มีอยู่แล้ว และทำแล้วในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในฐานะ อาสาสมัครสาธารณสุข หรือการนำเสนอนวัตกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับสุขภาพภาคประชาชน มุมมองต่างๆก็เป็นแบบของเราเองซึ่งไม่ใช่นักวิชาการ หรือเจ้าหน้าที่

เย็นวันนั้นผมกลับมาถึงบ้านโดยไม่ได้หาข้อมูลจากสถาบันเพิ่มเติมเนื่องจากงานที่มีอยู่แบบชนิดฉากต่อฉาก

ผมเก็บเครื่องมือในการทำงานพร้อมข้อมูลชุมชนต่างๆ ที่ผมภูมิใจและรักมันมากเพื่อไป

นำเสนอให้ทางสถาบัน เราเดินทางไปสายของวันที่ 20 ธันวาคม 2553 เสียงอาจารย์หัวเราะเบาๆ ในขณะที่คุยโทรศัพท์ก่อนเดินทาง "เครื่องออก 10 โมงครับ"จากเสียงหัวเราะผมเดาเอาเองว่า คงต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างเกิดขึ้นแน่นอน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งนั้น แต่เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เนื่องจากเช้าตรู่เรามีงานที่สำคัญอีกชิ้นรออยู่

เครื่องบินจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยงกว่านิดหน่อย แต่มันสายสำหรับเรามาก ผมกับพี่หน่อยตัดสินใจนั่งรถรับจ้างจากสนามบินเพื่อย่นระยะเวลาให้เข้ามาอีก

ใช้เวลาเท่าไหร่ครับ ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึง ผมโล่งใจที่คนขับรถพูดเช่นนั้น

"ใกล้ถึงแล้วนะครับ"

สายตาของผมที่มองผ่านกระจกรถรับจ้างจากสนามบิน ที่นี่คือมหาวิทยาลัยที่ผมไม่เคยคิดเลยในชีวิตว่าจะได้เข้ามา

สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียนมหาวิทยาลัยมหิดล

 (ASEAN Institute for Health Development, AIHD)

ผมชอบดูรายการทีวีที่มีหลายคนสำเร็จการศึกษาด้านสาธารณสุขแล้วกลับมาพัฒนาประเทศของเรา ผู้ที่จบมาในหลายๆด้าน ในหลายๆสาขา ทุกครั้งผมดูรายการจนจบ และรู้สึกเป็นสุขในฐานะประชาชนที่รอความหวังว่าคนที่เสียสละเหล่านนี้จะทำให้เราๆเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยที่ความบันเทิงก็ไม่เคยมีนอกจากวิชาการเท่านั้น แต่ผมก็แปลกใจตัวเองว่า ทำไมไม่ไปดูช่องอื่น นั่นสิ ทำไมผมถึงรู้สึกสนใจแบบไม่รู้ตัวมาช้านาน

รถรับจ้างจอดที่หน้าตึก ผมรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย แต่กังวลมากกว่าเนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่หน้าตึกถามว่าเราทานข้าวกันมาหรือยัง นี่เรามาถึงเราก็จะกินข้าวเลยหรือผมคิดในใจเช่นนั้น แล้วเจ้าหน้าที่ประจำตึกก็พาเราเข้าไปที่โรงอาหารภายในสถาบัน ผมบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า "อยากเจออาจารย์ก่อนครับ"  "อาจารย์อยู่ที่ห้องอาหารค่ะ" เอ่อ ครับ

ที่โรงอาหารมีคนอยู่ประมาณ 10 กว่าคน ใช่สิ่งที่ผมวิตกนั่นก็คือ เรามาสายกว่าใครๆเลยและมาถึงก็จะทานข้าวเลยอีก

ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที และรู้สึกเกรงใจอาจารย์จากทางสถาบันมาก แต่อาจารย์บอกว่าไม่เป็นไรเมื่อเช้าเขาถอดบทเรียนกัน นั่นน่ะสิถอดบทเรียนนั่นคือสิ่งที่ผมวิตกที่ไม่ได้มาร่วมกับอีกหลายที่ทั่วประเทศ แต่อาจารย์ (อาจารย์ เริงฤทธิ์ )เพิ่งทราบชื่อเต็มๆก็ตอนมาถึงสถาบันนี่แหละครับ

อาจารย์พูดกับเราจนเรารู้สึกสบายใจขึ้นและรู้สึกผ่อนครายลงมากก็ตอนเดินเข้ามา

อาจารย์ให้เราทานข้าวก่อนและค่อยเข้าห้องถอดบทเรียนต่อ

(ตอนที่ 2)

หลังจากทานข้าวเที่ยวเสร็จ ผมเดินตามอาจารย์เริงฤทธิ์ อาจารย์จากสถาบันชึ่งไม่เคยคุ้นหน้ากันแต่รู้สึกคุ้นเคยและเป็นมิตรด้วยบุคลิคของตัวอาจารย์เอง

ในห้องถอดบทเรียน หลายคนร่วมถอดบทเรียนกันไปก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ตอนเช้า ผมกับพี่หน่อยเลยมองตากันเหมือนพี่หน่อยเข้าใจผมแล้วบอกทางสายตากับผมว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

เนื่องจากเราต้องเดินทางกลับในเวลาช่วง4 โมงเย็นทางคณะอาจารย์เลยแบ่งโต๊ะมาอีก 1 โต๊ะเพื่อฟังเรานำเสนอ คำถามมากมายพร้อมกับการนำเสนอของเรา หลังจากแนะนำตัวโดยที่ผมไม่อาจลืมคำขอโทษที่เดินทางมาช้า นั่นเป็นสิ่งแรกที่อยากทำมาตั้งแต่พบหน้าคณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่ทุกๆท่าน

ผมหยิบโน๊ตบุ๊คคู่ใจที่ไม่ได้ทำความสะอาด,มานานเพราะผมใช้เขาจนเกินคุ้มราคามาตั้งแต่เมื่อ 2ปีก่อน ผมดีใจที่คณะอาจารย์ให้ความสนใจในเรื่องที่เรานำเสนอ และมีคำถามมาให้เราตอบเป็นระยะ แปลกใจอยู่บ้างที่อาจารย์ถามโดยที่เรามีคำตอบในทุกๆเรื่อง ใช่มันเป็นงานที่เราทำมันมาเองกับมือของพวกเราในชมรม

ผมหยิบยกนวัตกรรม2 ชิ้นที่ใช้ในชุมชนและชมรมของเรา นั่นคือนวัตกรรมการแบ่งฝ่ายของชมรม ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เรานั่งทบทวนและพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้ จนสุดท้ายเราก็ประสพความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะนวัตกรรมได้รับรางวัลชนะเลิศจากกระทรวงที่หลายคนคิดว่านั่นคือความภาคภูมิใจสูงสุดแล้ว หากแต่ความภาคภูมิใจนั้นเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อครั้งเราใช้นวัตกรรมนี้แบ่งฝ่ายกันทำงานในชุมชน

ผมดีใจที่ทางผู้ใหญ่เปิดโอกาสและให้ความสำคัญในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมให้สามารถดูแลชุมชนได้อย่างทั่วถึง และมีประโยชน์

ตอนที่3

13 มกราคม 2554 ผมเดินทางจากเชียงใหม่ในวันที่มีงานมากมายเหลือเกิน หมายกำหนดการที่ต้องเดินทางไปเมืองจีนกับทางคณะพี่ๆที่ทำงานถูกจัดเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนสิ้นปี หนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน หมายเลขที่นั่งรู้ก่อนตั้งแต่เริ่มแรก

แต่ผมขอยกเลิกการเดินทางทั้งหมดกับทางคณะ หลายคนสงสัย หลายคนประหลาดใจ แต่ผมอธิบายกับหัวหน้าแล้วว่า ผมมีงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่กำลังรอการตัดสินใจอยู่ ใช่ผมเลือกที่จะเดินทางไปกรุงเทพ ไปเพื่องานของผม ผมทราบดีว่าการไปเมืองจีนย่อมมีความสุขแน่นอน แต่นั่นเป็นความสุขของผมคนเดียว แต่การเดินทางของผมที่กรุงเทพ มีชาวบ้านอีกหลายคนจะได้รับความสุขไปพร้อมๆกับผม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ในชมรมเดียวกับผม "ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขตำบลสันทรายหลวง" และชาวบ้านที่ผมรักในตำบลของผม

ก่อนการเดินทางในวันประชุมประจำเดือน คุณหมอไพรัช ปัญญาคง ผอ.รพ.สต.บ้านท่อหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเพื่อนร่วมงานของผมนั่นเอง อย่าสงสัยเลยครับว่า เจ้าหน้าที่ระดับบริหารเป็นเพื่อนกับอสม.ธรรมดาๆคนนึงได้อย่างไร เปล่าเลยหมอแดงหรือผอ.ไพรัชมีเพื่อนที่เป็นอสม.อีกมากมายเกือบทุกคน(ยกเว้นที่อายุมากกว่าก็เป็นพี่ป้าน้าอาไป) ใช่ครับบริบทในตำบลของเรามีทั้งชุมชนเมืองและชุนชนชนบท การทำงานหรือการร่วมงานของเราระหว่างเจ้าหน้าที่กับอสม.เป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน เป็นเหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่มีใครคิดจะวางตนให้อยู่เหนือกัน ทุกอย่างมีการประชุม มีการพูดคุยมีการลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลานมามากต่อมาก แต่สุดท้ายบทเรียนต่างๆที่ผ่านมามีค่าสำหรับพวกเราเหลือเกิน เขียนไปเขียนมารู้สึกผมจะนอกเรื่องอีกแล้ว เอาอย่างนี้ดีกว่าขอเริ่มเรื่องราวตอนท้ายสุดเลยก็แล้วกันนะครับ

              ผมเดินทาง จากเชียงใหม่ด้วยเที่ยวบิน(จำไม่ได้แล้ว)เป็นสายการบินนกแอร์ ครับสายการบินน้องใหม่ที่พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนตอนนี้รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงไปในที่ดีตรงกันข้ามกับสายการบินเก่าแก่ที่แปลความหมายของการบริการเป็นเลิศด้วยความคิดของตัวเอง(นอกเรื่องอีกแล้วครับ)

              เที่ยงกว่าๆคณะของเราเดินทางถึงMiracle Grand convention Hotel โรงแรมที่ผมเองเรียกผิดเรียกถูกมาตลอด วันนี้เป็นวันเหมือนครั้งแรกที่เดินทางไปพบอาจารย์ เริงวิชญ์ (เรียกชื่ออาจารย์ผิดมาตลอดแต่ครั้งนี้ถูกต้องแล้วครับ อาจารย์เริงวิชญ์ นิลโคตร จากสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล) ที่มหาลัยครั้งก่อนพอถึงโรงแรมก็ได้ทานข้าวเที่ยงพอดีอีกแล้ว ผมแอบขำในใจตลอด ผมได้พบกับอาจารย์เริงวิชญ์ และอาจารย์ ณัฐพัชร์ ซึ่งทั้ง2 ให้การต้อนรับเราดีมาก ดีจนเรารู้สึกเกรงใจขึ้นมาอีกครั้ง ผมรู้ถึงการให้การต้อนรับที่ดีของอาจารย์จากสถาบันนี้ จนเเอบคิดอยู่ในใจตลอดมาว่า ทำไมหนอคนตัวน้อยๆอย่างเราเขาถึงต้อนรับเราดีขนาดนี้

          ผมแอบเก็บความประทับใจในบทสนทนากับหลายๆคนที่ห้องประชุมแห่งนี้ หลายคนต่างที่มา ต่างบริบทของพื้นที่ แต่ที่เหมือนกันก็คือ ทุกคนที่อยู่ที่นี่มุ่งหวังว่าจะช่วยกันดูแลชุมชนให้เป็นชุมชนที่จัดการสุขภาพได้อย่างถูกวิธี และมีประสิทธิผล ผมเข้าห้องนั้นออกห้องนี้ ดูการสัมนาในหลายๆเรื่อง แม้หลายๆเรื่องที่ผู้ทรงคุณวุฒิพูดคุยกันผมเองอาจจะทราบมาบ้าง แต่นั่นเป็นเพียงความคิดในกรอบแคบๆที่ตำบลของผม

          หมอแดง เคยบอกผมว่า "ชูชาติ ต้องไปดูการทำงานของหลายๆพื้นที่ หลายๆบริบท แล้วนำมาปรับใช้ที่บ้านของเรา" เมื่อ 2 ปีก่อนผมเคยคิดในใจว่า ไม่เห็นต้องไปดูคนอื่นเลยในเมื่อดูแล้วก็เอามาใช้ที่บ้านเราไม่ได้ ใช่ครับผมคิดตื้นๆ

          จากที่ไม่เคยออกนอกพื้นที่ มุ่งมั่นเพื่อพัฒนาชุมชนที่ตัวเองอยู่ จนลืมสุภาษิตที่แม่เคยบอกกับผมว่า พี่รู้หนึ่ง น้องรู้สอง ผมเริ่มเปลี่ยนความคิด เมื่อมีโอกาสได้ไปนำเสนอผลงาน หรือนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนของเรา เมื่อครั้งงานสุขภาพชุมชน ของคุณหมอโกมาตร นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์  กระทรวงสาธารณสุข ที่เมืองทองธานี

ใช่ครับความคิดผมเปลี่ยนไป แนวคิดแนวใหม่บวกเข้ากับบริบทแบบเดิมของบ้านของเราเราเริ่มการทดลองแนวใหม่ เริ่มคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อดูแลสุขภาพในชุมชน การศึกษาหาความรู้ที่นอกเหนือไปจากการวัดความดัน การเจาะเลือด การdotยาวัณโรค การตรวจลูกน้ำยุงลาย การเก็มเสมหะ ใช่ครับเราเริ่มการศึกษาหาความรู้จากอาจารย์หลายๆท่าน และหนึ่งในนั้นคือคุณหมอ อมร นนทสุต ผมอ่านการปรับกระบวนทัศน์ อ่านการทำแผนที่ทางเดินยุทธศาตร์ อ่านการแผนการจัดการสุขภาพในชุมชน  และอีกหลายต่อหลายอย่าง โชคดีที่มีคุณหมอนุชจรินท์ พันธ์บุญญปลูกจากสาธารณสุขอำเภอสันทรายทำเรื่องราวที่อสม.หลายคนว่าปวดหัวเหลือเกินให้กลายเป็นเรื่องที่เเข้ใจง่าย เพราะเราทราบดีว่าทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือการทำเพื่อส่วนรวมนั่นเอง

         คุณป้าอายุ 50 กว่าที่ตำบลของเรา เรียนหนังสือแค่อ่านออกเขียนได้ สามารถเข้าใจในสิ่งที่นักวิชาการระดับต้นของประเทศเขียน ใช่เราหาทางเจอ ทางไปสู่การจัดการสุขภาพชุมชนอย่างเป็นระบบ ด้วยหนึ่งสมองสองมือของทุกๆคนในชุมชนของเราเอง

         14 มกราคม 2554 หลังจากพูดคุยตกลงวางตัวที่จะนำเสนอผลงานผมเองในฐานะ อสม.ได้เป็นหนึ่งตัวแทนในการถ่ายทอดบนเวทีที่มีค่าสำหรับเรา และอาจมีค่ามากกว่าที่ผมคิดในใจของคนอื่นที่มาด้วยกันในวันนี้

         "คนละ 4 นาที" ใช่ครับบนเวทีมีเวลาให้เราคนละ 4นาที ผมแอบคิดในใจ แค่แนะนำตัวก็จะหมดเวลา แต่เมื่อย้อนกลับไปคิดใหม่ เราต้องใช้เวลา 4 นาทีให้มีค่ามากที่สุดถึงจะถูก ก่อนการขึ้นเวที หมอแดง และหมอกุ้ง พี่หน่อยประธานชมรมของเราเจ้าหน้าที่จากรพ.สต.บ้านท่อ แนวร่วมที่มีคุณค่าของชุมชนของเราได้มีการพูดคุยว่าควรจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างไร สุดท้ายคือการกระชับเรื่องราวบนเวที แล้วมาขยายต่อที่เวทีเล็กด้านล่าง

          ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นที่ขึ้นเวที หากแต่ความภาคภูมิใจเกิดขึ้นอย่างมีความสุข การนำเสนอเรื่องราวของเราอาจแตกต่างไปจากท่านอื่น  ตรงที่เราเป็นชาวบ้าน ผมใช้ภาษาที่เป็นแบบชาวบ้าน พูดคุยแบบชาวบ้าน จากบนเวทีผมมองเห็นแววตาของความสนใจจากหลายคนที่มารวมกันอยู่ในห้องประชุม ใช่สายตาของทุกคนเหมือนสายตาของผม สายตาที่ต้องการเห็นชุมชนของเรามีความสุข สายตาที่มีความหวังว่าเราจะร่วมกันพัฒนาการดูแลสุขภาพชุมชนอย่างถูกต้องและได้ประโยชน์สูงสุด

          ที่เวทีด้านล่าง หลังจากจบการจนทนาบนเวที คำถามมากมายมีมาให้เราตอบ ผมตอบคำถามด้วยหัวใจพองโต สายตาของผู้ถามเขาอยากรู้เรื่องราวที่เราจะเล่า ผมอยากบอกกับทุกคนเหลือเกินว่า เวลามีน้อยเหลือเกิน หลายคำถามไม่ได้ตอบ และหลายคำถามยังไม่ได้ถาม

          หลายท่านของติดค้างไว้ครั้งหน้าด้วยไม่ลืมที่จะขอช่องทางของการติดต่อไว้กับตัว หนึ่งในนั้น ผมบอกกับหลายคนว่า ผมจะเล่าเรื่องราวในชุมชนของผมไว้ที่นี่ เพราะเป็นการพูดคุยที่สามารถลงรายละเอียดได้ถี่ถ้วน แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ใครหนอจะมานั่งอ่านเรื่องราวบ้านๆที่เราเขียน คิดแล้วก็อดขำอยู่ในใจไม่ได้ ก็เพียงได้แต่บอกกับตัวเองว่า หากมีคนผ่านมาสักร้อยคน แวะอ่านบทความสักคนแค่นี้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย(เขียนไปยิ้มไป)

       ครับเรื่องราวมากมายที่ได้รับจากงานนี้มากมายจนต้องขอแยกเป็นหมวดหมู่ ส่วนวันนี้เป็นเรื่องราวที่ต่อมาจาก 2ตอนด้านบน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวของผม หากคุณอยากอ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามบริบทของเรา ผมเองในฐานะตัวแทนอสม..ตำบลสันทรายหลวงยินดีที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนของเราสู่สายตาของผู้รู้ทุกๆท่านด้วยความจริงใจ  คำทิ้งท้ายที่เขียนลงในหนังสือ"การบริหารจัดการชุมชนเข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม" ของสถาบันสุขภาพอาเซียน ในตอนของเราจบลงท้ายว่า

"ไม่มีใครที่สามารถดูแลชุมชนได้ดี เท่ากับคนในชุมชนเอง"

แล้วพบกันใหม่นะครับขอบพระคุณทุกท่านที่ผ่านมาอ่านบทความจากชุมชนของเรา 

สวัสดีครับ

อสม. อินทนนท์